สลด! มือปืนกราดยิงคนในบ้านดับ 8 ราย ก่อนปลิดชีพตาม จนท.เร่งสอบหาสาเหตุ
สำนักข่าวรอยเตอร์และเอพีรายงานว่า เกิดเหตุยิงกันที่เมืองอีรี รัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 9 ตุลาคมตามเวลาท้องถิ่น ทำให้มีผู้เสียชีวิต 9 ราย ซึ่งรวมถึงมือปืนที่ได้ปลิดชีพตามในภายหลังด้วย
เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า ผู้ก่อเหตุเป็นชายวัย 45 ปี ที่ยิงผู้อื่นเสียชีวิต 8 ราย ในจำนวนนี้มีหญิงตั้งครรภ์ และเด็ก 2 คน
ริก โลราห์ ผู้บัญชาการตำรวจเมืองอีรี เปิดเผยเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ถึงรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ผู้ก่อเหตุซึ่งยังไม่มีการเปิดเผยชื่อ เสียชีวิตจากบาดแผลที่คาดว่าเกิดจากการยิงตัวเอง ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเดินทางมาถึงที่เกิดเหตุ และว่านี่ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่น่าสลดใจที่เกิดขึ้นกับเมืองนี้ โดยตำรวจยังไม่รู้ถึงแรงจูงใจในการก่อเหตุ ชายที่ก่อเหตุ มีความสัมพันธ์คือเป็นญาติกับผู้เสียชีวิต 7 ราย ส่วนเหยื่อรายที่ 8 เป็นเพื่อนของหญิงที่ตั้งครรภ์
โลราห์ เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมว่า ผู้หญิง 2 คนที่กำลังตกอยู่ในภาวะตื่นตระหนก และกำลังไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้าน เมื่อช่วงเย็นวันศุกร์ หลังจากนั้น มือปืนก็ได้เดินออกมายิงพวกเธอ ก่อนที่เขาจะเดินกลับเข้าไปในบ้าน

เมื่อตำรวจไปถึง พบร่างของผู้หญิง 2 คน เสียชีวิตอยู่ด้านนอกบ้าน และหลังจากส่งโดรนและหุ่นยนต์เข้าไปตรวจสอบ เจ้าหน้าที่จึงได้บุกเข้าไปข้างในบ้าน และพบศพเด็กชายวัย 5 ขวบ และเด็กหญิงวัย 1 ขวบ ที่ชั้นล่าง และพบศพหญิงอีก 2 ราย และชายหนุ่มอีก 2 รายบริเวณบันได ส่วนร่างของผู้ต้องสงสัยอยู่บนชั้นสองของบ้านหลังดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม โลราห์ ปฏิเสธที่จะกล่าวถึงแรงจูงใจในการก่อเหตุ แต่ระบุว่า พนักงานสอบสวนจะสอบปากคำญาติคนอื่นๆ และตรวจสอบโทรศัพท์มือถือของผู้หญิงที่เสียชีวิตบริเวณด้านนอกบ้าน เพราะเป็นคนที่รู้ว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นในบ้าน
โลราห์กล่าวด้วยว่าเจ้าหน้าที่เดินทางมาถึงที่เกิดเหตุภายในเวลาไม่กี่นาทีหลังจากได้รับสัญญาณเตือนจากระบบ ShotSpotter ซึ่งเป็นระบบตรวจจับเสียงปืนที่ยังคงเป็นประเด็นถกเถียง โดยระบบนี้อาศัยปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเครือข่ายไมโครโฟนในการระบุเสียงปืน ทั้งนี้ ไม่มีการยิงปืนนัดอื่นเกิดขึ้นอีกหลังจากนั้น
ขณะที่เอลิซาเบธ เฮิร์ซ อัยการเขตได้ขอความร่วมมือประชาชนให้งดเว้นการคาดเดาต่างๆ ในระหว่างที่การสืบสวนยังคงดำเนินอยู่
“ขออย่าให้ข่าวลือ การคาดเดา หรือข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยันมาซ้ำเติมความเจ็บปวดที่ครอบครัวเหล่านี้กำลังเผชิญอยู่เลย”



