หน้าแรก ต่างประเทศ ปธ.เวิลด์แบงก...

ปธ.เวิลด์แบงก์ เผยเตรียมงบช่วยเหลือประเทศที่ได้รับผลกระทบวิกฤตพลังงาน-สินค้าแพง

11.10.26 | 17:34 น.
REUTERS/Jeenah Moon/File Photo

ปธ.เวิลด์แบงก์ เผยเตรียมงบช่วยเหลือประเทศที่ได้รับผลกระทบวิกฤตพลังงาน-สินค้าแพง

เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า อเจย์ บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก หรือเวิลด์แบงก์ ได้ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวรอยเตอร์ก่อนหน้าการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และธนาคารโลก ที่กรุงเทพฯ ว่า ธนาคารโลกกำลังหารือกับประเทศต่างๆ ราว 30 -40 ประเทศ เกี่ยวกับความเป็นไปได้ ในการให้ความช่วยเหลือเพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์ ทั้งด้านผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงาน และการปรับตัวสูงขึ้นของราคาสินค้า ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากสงครามในตะวันออกกลาง


โดยนายบังกา กล่าวว่า เศรษฐกิจโลก แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและฟื้นตัวได้ดีพอสมควร ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการลงทุนขนาดใหญ่ในด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ รวมถึงการปรับตัวของอุปสงค์และอุปทานในตลาดน้ำมัน ส่งผลให้มีเพียงไม่กี่ประเทศที่เข้ามาขอใช้เงินทุนช่วยเหลือฉุกเฉินก้อนแรก จำนวน 2.5 หมื่น ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8.41 แสนล้านบาท) ซึ่งธนาคารโลกได้จัดเตรียมไว้ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของสงครามเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม นายบังกา กล่าวว่า การพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วของน้ำมันดีเซล และปุ๋ย รวมถึงปัจจัยอื่นๆ เช่น ปรากฏการณ์สภาพอากาศ “ซุปเปอร์เอลนีโญ” ที่กำลังก่อตัว กำลังเพิ่มความท้าทายให้กับประเทศกำลังพัฒนา

“มีแรงกดดันเกิดขึ้นจริง ดังนั้น ผมจึงคิดว่า ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า อาจจะมีหลายประเทศเข้ามาขอแบ่งสรรเงินในส่วนแรกจากวงเงิน 5-6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐมากขึ้น” นายบังกากล่าว โดยอ้างถึงเงินทุนก้อนแรกจำนวน 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมกับเงินอีก 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่แต่ละประเทศ สามารถนำมาใช้ได้โดยการปรับเปลี่ยนงบประมาณจากโครงการของธนาคารโลกที่ได้รับการอนุมัติไปแล้ว

Advertisement

“เราคงต้องรอดูกันต่อไป แต่เรามีความพร้อมและกำลังดำเนินการในเรื่องนี้อยู่ โดยเรากำลังหารือกับหลายประเทศ ซึ่งมีราว 30-40 ประเทศที่กำลังอยู่ระหว่างการหารือกับเรา” นายบังกากล่าว

นายบังกา กล่าวว่า มีหลายประเทศที่แสดงความสนใจที่จะปรับเปลี่ยนโครงการที่มีอยู่เพิ่ม มากกว่าการดึงเงินจากวงเงินช่วยเหลือฉุกเฉินชั่วคราว เพื่อตอบสนองความต้องการด้านสภาพคล่อง และหากสถานการณ์ย่ำแย่ลง ธนาคารโลกก็สามารถจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือได้สูงถึง 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเกินกว่าระดับ 7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่เคยอนุมัติจ่ายไปในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

รอยเตอร์ รายงานว่า ประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศ กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น และอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมเพิ่มขึ้น ในช่วงเวลาที่คลังและงบประมาณของรัฐบาลยังคงทรุดโทรมลงจากมาตรการที่นำมาใช้ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 และสภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น หลังจากรัสเซียบุกยูเครน

โดยจากการประเมินของธนาคารโลก ระบุว่า ประเทศกำลังพัฒนา มีภาระหนี้สินต่างประเทศที่ต้องชำระแก่เจ้าหนี้ภายนอก ประมาณ 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2026 โดยมีเพียงแค่ภาระการชำระดอกเบี้ยอย่างเดียว คิดเป็นสัดส่วนถึง 1 ใน 3 ของยอดหนี้ทั้งหมด

ทั้งนี้ เมื่อเดือนที่แล้ว ธนาคารโลก ประกาศว่า สามารถดึงดูดเงินทุนภาคเอกชนได้สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1.12 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในรอบปีสิ้นสุดเดือนมิถุนายน ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 6.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปีก่อนหน้า และเพิ่มขึ้นมากกว่าสามเท่าจากยอดรวมในปี 2022 ก่อนที่บังกา อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารของมาสเตอร์การ์ด จะก้าวขึ้นมารับตำแหน่งประธานธนาคารโลก

ยอดเงินดังกล่าวเป็นส่วนเติมแต่งจากเงินลงทุนจากทรัพยากรของธนาคารโลกเองจำนวน 1.23 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับปีนั้น รวมเป็นยอดเงินลงทุนทั้งสิ้น 2.35 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยบังกากล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของการนำทรัพยากรที่มีอยู่ทั้งหมดมาใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ประเทศแถบตะวันตกได้ตัดลดงบประมาณความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาแบบทวิภาคีลงอย่างมาก

“ไม่มีคำตอบเดียวที่ครอบจักรวาลได้เมื่อโลกต้องเผชิญกับปัญหาเช่นนี้ สิ่งที่คุณต้องทำคือการคิดว่าจะตัดเสื้ออย่างไรให้พอดีกับผ้าที่มีอยู่” บังกากล่าว

โดยเขาคาดว่าจะเห็นการเติบโตเพิ่มเติมของกระแสเงินทุนภาคเอกชนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยได้รับการสนับสนุนจากการขยายการรับประกันความเสี่ยงทางการเมืองจากองค์กรประกันการลงทุนพหุภาคี (MIGA) ของธนาคารโลก การเติบโตของการระดมทุนในรูปแบบสกุลเงินท้องถิ่น และการเดินหน้าปฏิรูปกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่นักลงทุนต่างชาติ

การพุ่งสูงขึ้นของเงินทุนภาคเอกชนส่วนใหญ่เกิดขึ้นในโครงการต่างๆ ของกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง เช่น อาร์เจนตินา หรือ อินเดีย ซึ่งคิดเป็นมูลค่าเงินทุนภาคเอกชนถึง 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างต่ำ ซึ่งรวมถึงบังกลาเทศและแองโกลา คิดเป็นมูลค่า 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ดี ยังจำเป็นต้องมีการทำงานเพิ่มเติมเพื่อผลักดันเม็ดเงินลงทุนภาคเอกชนที่ไหลเข้าสู่กลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่ำ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ราว 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น

“ในประเทศที่มีขนาดเล็กกว่า เงินทุนยังไม่ได้ทวีคูณมากพอและยังคงมีความท้าทายอยู่” เขากล่าว พร้อมระบุว่าธนาคารโลกจะประกาศข้อริเริ่มใหม่ๆ ในสัปดาห์นี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นใจว่าธุรกิจขนาดจิ๋ว ขนาดเล็ก และขนาดกลาง (MSMEs) จะสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนภาคเอกชนได้ด้วยเช่นกัน

บังกา กล่าวอีกว่า การเติบโตของเงินทุนภาคเอกชนกระจายตัวไปตามภูมิภาคต่างๆ โดยเพิ่มขึ้นมากที่สุดในละตินอเมริกาและแคริบเบียน คิดเป็นมูลค่า 3.63 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐของยอดรวมปีที่แล้ว ตามมาด้วยยุโรปและเอเชียกลางที่ 2.13 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เอเชียใต้ที่ 1.92 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และแอฟริกาที่ 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้ ประเทศรับเงินทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ บราซิล อินเดีย ตุรกี โรมาเนีย ไนจีเรีย อาร์เจนตินา แอฟริกาใต้ บังกลาเทศ เม็กซิโก และชิลี ตามลำดับ จากข้อมูลของธนาคารโลก

บังกา กล่าวทิ้งท้ายว่า ธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟกำลังทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินระดับสูงที่รุมเร้าประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่งผ่านชุดข้อริเริ่มต่างๆ รวมถึงความพยายามในการเพิ่มการจัดเก็บรายได้ภายในประเทศของประเทศเหล่านั้น

โดยธนาคารโลกได้เริ่มจัดทำโครงการแลกเปลี่ยนหนี้เพื่อการพัฒนา (Debt-for-development swaps) ให้กับประเทศแองโกลาและไอวอรีโคสต์ รวมถึงการรับประกันแบบอิงพอร์ตโฟลิโอสำหรับอาร์เจนตินา และกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการเพิ่มเติมอีกมากกว่าสิบโครงการ

นายบังกากล่าวว่า “เรามีโครงการอีกประมาณ 14 หรือ 15 โครงการที่กำลังดำเนินการอยู่ เพื่อช่วยให้พวกเขาสามารถแปลงหนี้เก่าที่มีดอกเบี้ยสูงไปสู่หนี้ใหม่ที่มีดอกเบี้ยถูกลงภายใต้การรับประกันของเรา” โดยส่วนต่างของดอกเบี้ยที่ประหยัดได้นั้นจะถูกนำไปใช้อุดหนุนโครงการด้านการศึกษา สาธารณสุข ระบบน้ำ หรือโปรแกรมด้านสิ่งแวดล้อมต่อไป