ผู้พิพากษาสั่งรัฐบาลทรัมป์ ระงับโฆษณาทางทีวี ที่ใช้เงินภาษีประชาชน ในการโปรโมตตัวเอง
สำนักข่าวเอพีรายงานว่า เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ผู้พิพากษารัฐบาลกลาง ได้สั่งให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ ต้องยกเลิกโฆษณาทางทีวีที่เหลืออยู่ทั้งหมดที่เป็นการส่งเสริมข้อความทางการเมืองของทรัมป์ ที่จ่ายเป็นเงินหลายล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นเงินที่ได้มาจากภาษีประชาชน คำสั่งดังกล่าวมีขึ้นแม้ว่าฝ่ายบริหารจะบอกว่า แคมเปญโฆษณาดังกล่าวใกล้จะสิ้นสุดลงแล้วก็ตาม
เจนนิเฟอร์ แอล.โรชอน ผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐ ในนิวยอร์ก เห็นด้วยกับกลุ่มพันธมิตร ซึ่งรวมถึงองค์กรตรวจสอบอิสระ อย่าง “คอมมอน คอส” ที่ได้ยื่นเรื่องฟ้องร้องว่า โฆษณาเหล่านั้นเป็นการใช้เงินอย่างผิดกฎหมาย จึงได้ออกคำสั่งห้ามชั่วคราว สั่งให้ฝ่ายบริหารยกเลิกโฆษณาที่เหลืออยู่ทั้งหมด รวมถึงโฆษณาที่จะออกอากาศในคืนวันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม
ผู้พิพากษากล่าวว่า “จำเลยจะต้องไม่เข้าทำสัญญา ต่ออายุ หรือขยายข้อตกลงใดๆที่อนุญาตให้มีการพัฒนา จัดทำ เผยแพร่ จัดวาง หรือออกอากาศโฆษณาที่เป็นประเด็นข้อพิพาทนี้”
โดยเมื่อถูกขอให้แสดงความคิดเห็นต่อเรื่องดังกล่าว ทำเนียบขาว ได้อ้างถึงโพสต์บนโซเชียลมีเดีย ของทรัมป์ เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ที่ทรัมป์ได้ออกมาปกป้องโฆษณาที่ใช้ภาษีประชาชนอุดหนุน ว่า เป็นเรื่องค่อนข้างปกติทั่วไป แต่ท่ามกลางกระแสคัดค้านอย่างหนัก ทรัมป์ได้ระบุว่า จะนำเงินจากกองทุนระดมทุนทางการเมืองของเขามาจ่ายชำระแทน ขณะที่ในคำร้องต่อศาลเมื่อคืนวันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ ได้โต้แย้งว่า คำสั่งห้ามชั่วคราวนั้น ไม่มีความจำเป็น เพราะพฤติกรรมที่ถูกกล่าวหาว่าผิดกฎหมายจะสิ้นสุดลงในวันพรุ่งนี้”
ทั้งนี้ กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ได้ใช้เงินภาษีประชาชน 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับโฆษณา ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายชี้ว่า เป็นการกระทำที่ละเมิดกฎหมายของรัฐบาล ที่ห้ามใช้เงินที่ได้รับจัดสรรจากรัฐสภา เพื่อการประชาสัมพันธ์หรือการโฆษณาชวนเชื่อ และอาจละเมิดกฎหมายอื่นๆด้วย
โดยโจทก์ได้กล่าวในแถลงการณ์ที่ออกโดย เดโมเครซี ฟอร์เวิร์ด องค์กรทางกฎหมายที่ไม่แสวงหาผลกำไร ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มที่ยื่นฟ้อง ระบุว่า “เรารู้สึกยินดีที่ศาลดำเนินการอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้เงินภาษีประชาชนถูกนำไปใช้เพื่อการโฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองที่ผิดกฎหมายอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้อีก” และว่า “ไม่มีเหตุผลทางกฎหมายใดๆ และไม่มีแบบอย่างใดๆ ที่ประธานาธิบดีจะใช้กลไกของรัฐบาลและงบประมาณที่รัฐสภาจัดสรรไว้สำหรับวัตถุประสงค์อื่นๆ เพื่อแทรกแซงผลการเลือกตั้งให้เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง”
ขณะที่ ฮอลลี เมห์ริงเกอร์ เจ้าหน้าที่อาวุโสของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ระบุในคำแถลงต่อศาล เมื่อวันเสาร์ที่ 10 ตุลาคมว่า เงินดังกล่าวมาจากงบประมาณที่รัฐสภาจัดสรรไว้ ซึ่งมีไว้สำหรับการรำลึกถึงความพยายามและเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงชายแดน เป็นต้น
ด้านทำเนียบขาวได้ปกป้องโฆษณาเหล่านี้ว่าเป็นประกาศบริการสาธารณะ คล้ายกับที่รัฐบาลชุดก่อนๆ เคยทำเพื่อส่งเสริมแนวนโยบายต่างๆ
อย่างไรก็ตาม โฆษณาชุดล่าสุดที่ออกมานั้น แตกต่างจากประกาศบริการสาธารณะในอดีตหลายๆชิ้น เพราะไม่ได้มุ่งเป้าไปที่การช่วยเหลือประชาชนให้ได้รับประโยชน์จากโครงการของรัฐบาลโดยเฉพาะ
โดยโฆษณาเหล่านี้ ซึ่งได้เริ่มออกอากาศเมื่อปลายเดือนกันยายน ได้ยกย่องทรัมป์ และสะท้อนข้อความทางการเมืองของทรัมป์ ในช่วงการเลือกตั้งกลางเทอม โฆษณาชิ้นหนึ่ง มีคลิปของทรัมป์พูดถึงเรื่องภัยคุกคามจากลัทธิคอมมิวนิสต์ และอีกชิ้นหนึ่งเป็นการนำโฆษณาจากแคมเปญหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งที่แล้วของทรัมป์ มาฉายซ้ำ โดยโฆษณาชิ้นที่ 5 ของแคมเปญ ได้เริ่มออกอากาศเมื่อวันอังคาร มุ่งเน้นไปที่การที่รัฐบาลทรัมป์ จับกุมนายนิโกลัส มาดูโล ผู้นำเวเนซุเอลา
ซึ่งการใช้เงินทุนสาธารณะเพื่อจ่ายค่าโฆษณาเหล่านี้ ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก รวมถึงจากสมาชิกบางคนในพรรครีพับลิกันด้วย
อย่างนายจอห์น ธูน ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภา จากพรรครีพับลิกัน รัฐเซาท์ดาโกตา กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “ไม่ควรนำเงินภาษีของประชาชนมาจ่าย”
โดยคณะกรรมการแห่งชาติของพรรคเดโมแครต ได้ฟ้องร้องรัฐบาลของพรรครีพับลิกันแยกต่างหาก เกี่ยวกับการโฆษณาเหล่านั้น
ข่าวระบุว่า ท่ามกลางกระแสต่อต้าน ทรัมป์ ได้กล่าวว่า เขาจะเริ่มจ่ายค่าโฆษณาด้วยบัญชีหาเสียงของตนเอง ซึ่งเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวกล่าวว่า ยังไม่มีแผนที่จะคืนเงินให้รัฐบาลสำหรับเงินที่ใช้ไปแล้วในทันที



