หน้าแรก ต่างประเทศ เอฟบีไอ จับ พ...

เอฟบีไอ จับ พนง.โอเพ่นเอไอ แอบติดตั้งเครื่องดักฟังในห้องประชุมของบริษัท

14.10.26 | 15:05 น.
REUTERS

เอฟบีไอ จับ พนง.โอเพ่นเอไอ แอบติดตั้งเครื่องดักฟังในห้องประชุมของบริษัท

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม สำนักข่าวเอพีรายงานว่า วิศวกรคนหนึ่งของ “โอเพ่นเอไอ” ถูกเจ้าหน้าที่สำนักงานสอบสวนกลาง หรือ เอฟบีไอ ของสหรัฐ จับกุมตัว หลังถูกพบว่า เขาแอบติดตั้งอุปกรณ์บันทึกเสียงไว้ในห้องประชุม เพื่อดักฟังบทสนทนาที่มีข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับเทคโนโลยีของบริษัท


ตามข้อมูลในคำร้องทางอาญาที่ยื่นต่อศาลรัฐบาลกลาง ในนครซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา ระบุว่า พนักงานชายคนนี้ เป็นชาวซาอุดีอาระเบีย วัย 35 ปี ชื่อ อับดุลราห์มาน อัลโฟซาน ถูกจับกุมตัวเมื่อวันที่ 9 ตุลาคมที่ผ่านมา หนึ่งสัปดาห์หลังจากที่ โอเพ่นเอไอ ผู้สร้าง แชตจีพีที พบอุปกรณ์บันทึกเสียงซ่อนอยู่ภายในห้องประชุมของบริษัท ภายในอาคารสำนักงาน ที่นครซานฟรานซิโก

 ภาพจากกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ แสดงให้เห็น อับดุลราห์มาน อัลโฟซาน พนักงานของโอเพ่นเอไอ ชาวซาอุดีอาระเบีย กำลังตรวจเช็กอุปกรณ์บันทึกเสียงที่ซ่อนไว้หลังโทรทัศน์ในห้องประชุมของบริษัท โอเพ่นเอไอ ที่นครซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม (US Department of Justice/Handout via REUTERS)

ข้อมูลในคำฟ้องระบุไว้ว่า อุปกรณ์บันทึกเสียงดังกล่าวถูกพบเมื่อวันที่ 30 กันยายน โดยถูกซ่อนไว้ในม้วนกระดาษชำระและเสียบเข้ากับพอร์ตยูเอสบีที่ด้านหลังของโทรทัศน์ในห้องประชุมสำหรับผู้บริหาร

อย่างไรก็ตาม ในคำร้องไม่ได้มีการระบุชื่อบริษัทโดยตรง แต่บริษัท โอเพ่นเอไอ ได้ยืนยันในแถลงการณ์แยกต่างหากว่า มีการค้นพบอุปกรณ์บันทึกเสียงที่มีความซับซ้อน ซึ่งถูกซ่อนไว้ในสำนักงานแห่งหนึ่งของบริษัท และได้รายงานเรื่องดังกล่าวต่อเอฟบีไอแล้ว และได้ไล่พนักงานคนดังกล่าวออกแล้ว

Advertisement

โฆษกของโอเพ่นเอไอ กล่าวว่า “เราใช้โมเดลของเราในการวิเคราะห์อุปกรณ์และที่มาของมัน จนระบุได้ว่า มีพนักงานรายหนึ่ง เป็นผู้นำไปติดตั้งไว้เมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านั้น เราได้ส่งเรื่องนี้ให้เอฟบีไอ และขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ รวมถึงอัยการที่ดำเนินการอย่างรวดเร็วในการจับกุม ขณะนี้การสืบสวนของเอฟบีไอ ยังคงดำเนินการอยู่ และเราจะให้ความช่วยเหลือในการทำงานของพวกเขาต่อไป”

  US Department of Justice/Handout via REUTERS 

และว่า ขณะนี้ บริษัทยังไม่พบสัญญาณบ่งชี้ว่า บุคคลดังกล่าวได้เข้าถึงหรือขโมยข้อมูลสำคัญ เช่น ค่าพารามิเตอร์ของโมเดล ซอร์สโค้ด หรือข้อมูลลูกค้าไปโดยมิชอบ พนักงานคนดังกล่าว และพนักงานคนดังกล่าวถูกเลิกจ้างแล้ว

อย่างไรก็ตาม คำร้องดังกล่าว ไม่ได้ระบุรายละเอียดว่า อัลโฟซาน ตั้งใจจะทำอะไรกับข้อมูลที่ได้จากการบันทึกเสียงไป แต่โอเพ่นเอไอ ระบุว่า อุปกรณ์ดังกล่าวมีความซับซ้อนสูง ถูกออกแบบมาเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับ อีกทั้งยังมีระบบเข้ารหัสข้อมูลขั้นสูง และความสามารถในการดักฟังเสียง

ขณะที่โอเพ่นเอไอ ระบุว่า มีหลักฐานชี้ว่า พนักงานคนนี้วางแผนจะติดตั้งอุปกรณ์ดักฟังเพิ่มเติมในส่วนอื่นๆของอาคารสำนักงานเพื่อบันทึกการประชุมด้วย

ท็อดด์ แบลนช์ อัยการกล่าวในแถลงการณ์ผ่านทาง X ว่า “ความพยายามของชายสัญชาติซาอุดีอาระเบียรายนี้ ในการขโมยข้อมูลการสื่อสารที่เป็นความลับของโอเพ่นเอไอ ถือเป็นเรื่องร้ายแรงอย่างยิ่ง การโจรกรรมทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีซุปเปอร์อินเทลลิเจนซ์ อันล้ำสมัยนั้น ก่อให้เกิดภัยคุกคามร้ายแรงต่อความมั่นคงของชาติ”

ทั้งนี้ อัลโฟซาน ได้ไปปรากฏตัวต่อศาลเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ในข้อหาใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องกล หรืออุปกรณ์อื่นใด เพื่อดักฟังการสื่อสารด้วยวาจา อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่า เขามีทนายความที่จะทำหน้าที่เป็นตัวแทนทางกฎหมายหรือไม่ โดยอัลโฟซานมีกำหนดจะขึ้นศาลอีกครั้งในวันที่ 19 ตุลาคม

ข่าวระบุว่า แม้ว่าห้องประชุมที่พบอุปกรณ์บันทึกเสียงจะไม่มีกล้องวงจรปิดติดตั้งอยู่ในขณะที่อุปกรณ์ดังกล่าวถูกนำไปติดไว้ แต่ภาพจากกล้องวงจรปิดภายในสำนักงานของบริษัท เผยให้เห็น อัลโฟซาน ปรากฏตัวอยู่ใกล้กับห้องประชุมดังกล่าวเกือบ 12 ครั้งเมื่อเดือนที่แล้ว ทั้งที่เขาไม่มีสิทธิเข้าถึงพื้นที่หรือเข้าร่วมการประชุมในห้องนั้นแต่อย่างใด

ข้อมูลจากเอฟบีไอ ระบุว่า ในเวลาต่อมา บริษัทได้ติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มในห้องดังกล่าว ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สามารถบันทึกภาพขณะที่อัลโฟซาน เดินเข้ามาและตรวจสอบบริเวณด้านหลังโทรทัศน์ จุดที่เคยมีการติดตั้งอุปกรณ์บันทึกเสียงเอาไว้

นอกจากนี้ ในคำฟ้องยังระบุว่า อัลโฟซานได้ใช้เครื่องมือช่วยในการทำงาน เพื่อสืบค้นข้อมูลหลายครั้งเกี่ยวกับที่ตั้งของอาคารของบริษัท ห้องประชุมต่างๆ ความจุของห้องประชุม และตารางนัดหมายการประชุม

ข้อมูลในคำฟ้องระบุด้วยว่า ในช่วงไม่กี่วันก่อนที่จะถูกจับกุมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว อัลโฟซาน ได้ทิ้งกระเป๋าใบหนึ่งเอาไว้ โดยไม่มีใครดูแลในห้องอีกห้องหนึ่ง ซึ่งเมื่อพนักงานของโอเพ่นเอไอเปิดดู ก็พบกระเป๋าสตางค์ เอกสารยืนยันตัวตน และอุปกรณ์บันทึกเสียงอีกชิ้นหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายกับอุปกรณ์ที่ถูกนำไปวางไว้ในห้องประชุมก่อนหน้านี้