
กต.เขมรปรามสื่อ ห้ามเสนอข่าวก่อนถก UNCLOS จบ แต่ยังโจมตีไทยไม่พักในเวที UN
ผู้สื่อข่าวรายงานจากกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ว่า ในวันที่ 16 ตุลาคมตามเวลาท้องถิ่น การประชุมคณะกรรมาธิการประนอม ครั้งที่ 2 ภายใต้ UNCLOS ระหว่างไทยและกัมพูชา เข้าสู่วันที่ 3 โดยคณะกรรมาธิการประนอมยังคงหารือแบบปิดกับฝ่ายไทยและกัมพูชาแยกกัน แต่จะไม่มีการให้ข่าวใดๆ ซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับการประชุม ซึ่งกำหนดระเบียบวิธีการดำเนินงานต่าง ๆ ที่จะถูกนำมาใช้ตลอดการหารือของคณะกรรมาธิการประนอมที่ได้ตกลงกันไว้ตั้งแต่การประชุมครั้งแรกที่สิงคโปร์ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา
ในช่วงแรกของการประชุมครั้งที่ 2 นี้ สื่อกัมพูชาได้มีการนำเสนอข่าวดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลกัมพูชาจำนวนหนึ่งที่มีการโพสต์ภาพและเผยแพร่ประเด็นต่างๆ กระทั่งในวันที่ 15 ตุลาคม กระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชาได้ออกแถลงข่าวเกี่ยวกับการประชุมคณะกรรมาธิการการประนอม ครั้งที่ 2 ที่กำลังเกิดขึ้น โดยระบุว่า โฆษกกระทรวงการต่างประเทศขอแจ้งให้สาธารณชนและสื่อมวลชนทราบว่า ตามระเบียบวิธีปฏิบัติที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกัน คณะกรรมาธิการประนอมภายใต้ UNCLOS กำหนดให้ทั้งสองฝ่ายงดเว้นการออกแถลงการณ์ต่อสาธารณะเกี่ยวกับผลของการดำเนินการ จนกว่าคณะกรรมาธิการจะออกแถลงการณ์ข่าวอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศจะรายงานความคืบหน้าให้ทราบโดยทั่วกัน และชื่นชมในความอดทนและความเข้าใจของประชาชนและสื่อมวลชน

ในขณะเดียวกับที่มีการหารือกับคณะกรรมาธิการประนอมที่กรุงเฮก กัมพูชาก็ยังได้กล่าวหาไทยในเวทีของสหประชาชาติทั้งในนครเจนีวา สวิสเซอร์แลนด์ โดยในวันที่ 14 ตุลาคม ระหว่างการประชุมคณะกรรมการบริหารสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 77 นายเบญจมินทร์ สุกาญจนัจที เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา ได้ใช้สิทธิตอบโต้ (Right of Reply) ต่อถ้อยแถลงของกัมพูชา ซึ่งกล่าวหาไทยในหลายประเด็น อาทิ กรณีผู้พลัดถิ่นชาวกัมพูชาไม่สามารถเดินทางกลับบ้านได้ และการยึดครองดินแดนกัมพูชาโดยกองทัพไทย
ในการใช้สิทธิตอบโต้ เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยได้แสดงความเสียใจที่กัมพูชาได้ใช้เวทีด้านมนุษยธรรมเพื่อเผยแพร่ข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลต่อประเทศไทย พร้อมยืนยันว่า ประเทศไทยมิใช่ฝ่ายเริ่มต้นความขัดแย้ง อีกทั้งผลกระทบด้านมนุษยธรรมที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งดังกล่าวเกิดขึ้นกับทั้งสองฝ่าย
นายเบญจมินทร์ยังได้โต้แย้งข้อกล่าวอ้างที่ว่า ผู้พลัดถิ่นชาวกัมพูชาจำนวน 20,000 คนไม่สามารถเดินทางกลับบ้านของตนได้ โดยชี้แจงว่า สถานที่ที่ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นบ้านของบุคคลเหล่านั้นตั้งอยู่ในดินแดนของไทย และเดิมเป็นพื้นที่พักพิงชั่วคราวที่ไทยจัดตั้งขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 เพื่อรองรับชาวกัมพูชาที่หนีภัยจากความขัดแย้งภายในประเทศของตน ทั้งยังระบุว่า การที่บุคคลดังกล่าวยังคงอาศัยอยู่ในพื้นที่เหล่านั้น แม้ประเทศไทยจะได้ประท้วงหลายครั้งแล้วก็ตาม ถือเป็นการรุกล้ำดินแดนของไทย
นอกจากนี้ นายเบญจมินทร์ยังปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการยึดครองดินแดน โดยย้ำว่ามาตรการด้านความมั่นคงที่ไทยดำเนินอยู่ในปัจจุบันสอดคล้องกับมาตรการเพื่อลดความตึงเครียด ตามแถลงการณ์ร่วมของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ซึ่งกำหนดให้ทั้งสองฝ่ายคงกำลังทหารตามที่มีอยู่ ณ เวลาที่มีการหยุดยิง ยุติการกระทำยั่วยุ และยืนยันความมุ่งมั่นตามพันธกรณีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมภายใต้อนุสัญญาออตตาวา ทั้งยังยืนยันความมุ่งมั่นของไทยในการดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทยกับกัมพูชา และเรียกร้องให้กัมพูชาแสดงความจริงใจเช่นเดียวกันในการดำเนินการตามข้อตกลงดังกล่าว
ขณะเดียวกันสื่อกัมพูชาก็รายงานเมื่อวันที่ 15 ตุลาคมว่า สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ได้เผยแพร่หนังสือลงวันที่ 29 กันยายน ของนายแก้ว เจีย เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรกัมพูชาประจำสหประชาชาติ ที่ส่งถึงนายอันโตนิอู กุแตร์เรซ เลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อชี้แจงเกี่ยวกับปัญหาชายแดนที่ยังคงดำเนินอยู่ระหว่างกัมพูชากับไทย โดยเป็นหนังสือที่จัดทำขึ้นเพื่อตอบโต้ถ้อยแถลงใช้สิทธิในการตอบโต้ผู้แทนฝ่ายไทย
นายแก้ว เจีย ระบุว่ารู้สึกเสียใจต่อการที่ไทยนำเสนอเรื่องราวทางการเมืองที่บิดเบือนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ และอ้างถึงเหตุการณ์ที่กองทัพไทยเปิดปฏิบัติการทางทหารต่อที่ตั้งของกองกำลังกัมพูชาในเดือนกรกฎาคม 2025 และขยายปฏิบัติการดังกล่าวเป็นการโจมตีเต็มรูปแบบในเดือนธันวาคม 2025 ครอบคลุมหลายจังหวัดตามแนวชายแดนของกัมพูชา และแม้จะมีการจัดทำข้อตกลงหยุดยิงภายใต้แถลงการณ์ร่วมลงวันที่ 27 ธันวาคม 2025 แล้ว ไทยยังคงดำเนินการรุกล้ำพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างเพื่อเสริมความมั่นคง การขึงลวดหนาม การนำตู้คอนเทนเนอร์มาวางกั้นพื้นที่ และการขยับแนวพื้นที่ชายแดนเข้ามาในดินแดนที่กัมพูชาระบุว่าเป็นอธิปไตยของตนเองแต่เพียงฝ่ายเดียว
ในประเด็นข้อกล่าวหาเกี่ยวกับทุ่นระเบิด กัมพูชาปฏิเสธอย่างเด็ดขาดต่อข้อกล่าวหาที่ว่ามีการวางทุ่นระเบิดขึ้นใหม่ โดยยืนยันถึงความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ของประเทศในการปฏิบัติตามอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล พร้อมเน้นย้ำว่า เหตุการณ์เกี่ยวกับทุ่นระเบิดที่ส่งผลกระทบต่อกำลังพลของไทยเกิดขึ้นในพื้นที่ทุ่นระเบิดเดิมที่มีการบันทึกไว้ ซึ่งตกค้างมาจากสงครามกลางเมืองในอดีต พร้อมทั้งย้ำถึงข้อเรียกร้องที่กัมพูชามีมาโดยตลอด ให้มีการสอบสวนร่วมกันโดยคณะผู้ตรวจสอบที่เป็นอิสระและเป็นกลาง เพื่อค้นหาข้อเท็จจริงอย่างเป็นธรรม
ทั้งยังย้ำถึงความทุกข์ยากด้านมนุษยธรรมของพลเรือนชาวกัมพูชามากกว่า 20,000 คนที่ต้องพลัดถิ่น และยังไม่สามารถเดินทางกลับไปยังบ้านเรือนของตนได้ เนื่องจากสิ่งที่กัมพูชาระบุว่าเป็นการยึดครองทางทหารโดยมิชอบด้วยกฎหมายอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการขัดขวางจากกองกำลังไทยในพื้นที่ชายแดน
ตามแผนที่ที่แนบมากับหนังสือ พื้นที่ดังกล่าวครอบคลุมหมู่บ้านเปรยจัน ในจังหวัดบันเตียเมียนเจย พื้นที่โอเสม็ด ในจังหวัดอุดรมีชัย และพื้นที่ทมอดา ในจังหวัดโพธิสัตว์ โดยยืนยันว่าพื้นที่ทั้งหมดในดินแดนอธิปไตยของกัมพูชา พร้อมกับแนบแผนที่ซึ่งจัดทำจากภาพถ่ายดาวเทียมประกอบไปด้วย
ทั้งนี้ ยังมีการยืนยันจุดยืนเรื่องการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติวิธี โดยนายแก้ว เจีย ยังบอกว่า การใช้กลไกต่าง ๆ ภายใต้กฎบัตรสหประชาชาติและกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงกระบวนการไกล่เกลี่ยภาคบังคับภายใต้ UNCLOS สำหรับข้อพิพาททางทะเล สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางสันติที่ใช้ในการแก้ไขความขัดแย้งและความแตกต่างระหว่างประเทศ
ผู้แทนถาวรกัมพูชาประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ยังบอกว่า จากสภาพภูมิศาสตร์ ทั้งสองประเทศมีความเชื่อมโยงและต้องอยู่ร่วมกันต่อไป และเรียกร้องให้ประเทศไทยยุติกิจกรรมที่เป็นการกระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมาย งดเว้นการดำเนินการใด ๆ แต่เพียงฝ่ายเดียว และกลับมาดำเนินงานสำรวจและปักปันเขตแดนร่วมกันอีกครั้ง
กัมพูชายืนยันว่าประเทศยังคงยึดมั่นอย่างเต็มที่ในการแก้ไขปัญหาที่ยังค้างคาทั้งหมดด้วยสันติวิธี โดยยึดหลักการตามกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศ และข้อตกลงทวิภาคีที่มีอยู่ระหว่างทั้งสองประเทศ


