ร้าวหนัก! เกาหลีใต้ ประกาศถอนจนท.สถานทูต ออกจากยูเครน ยัวะเคียฟปากโป้ง ปมมอบ 2 เชลยเกาหลีเหนือ
เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม เกาหลีใต้ประกาศจะถอนเจ้าหน้าที่เพิ่มเติมออกจากสถานทูตเกาหลีใต้ประจำกรุงเคียฟ เมืองหลวงยูเครน สะท้อนให้เห็นถึงรอยร้าวหนักในความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองชาติ หลังจากประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ออกมาเปิดเผยเมื่อเดือนก่อนว่าได้ส่งมอบ 2 เชลยศึกเกาหลีเหนือที่จับกุมไว้ได้ให้กับเกาหลีใต้ ทั้งๆ ที่อีกฝ่ายบอกให้เก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ
นายพัค ดูซุน โฆษกกระทรวงต่างประเทศเกาหลีใต้ แถลงว่า การถอนเจ้าหน้าที่สถานทูตเพิ่มเติมนั้น เป็นผลมาจากการที่ยูเครนขาดมาตรการที่เป็นรูปธรรมในการแก้ไขปัญหาที่เป็นข้อกังวลของเกาหลีใต้ ประกอบกับความกังวลด้านความปลอดภัยท่ามกลางการโจมตีจากรัสเซียที่ทวีความรุนแรงขึ้น
อย่างไรก็ดีโฆษกกระทรวงต่างประเทศเกาหลีใต้ไม่ได้ระบุจำนวนเจ้าหน้าที่ที่จะถอนออกมาหรือกรอบเวลาที่แน่ชัด โดยกล่าวเพียงว่าเกาหลีใต้จะยังคงตำแหน่งอุปทูตและเจ้าหน้าที่ที่จำเป็นไว้ในกรุงเคียฟ เพื่อประสานงานกับทางการยูเครนและให้ความช่วยเหลือแก่พลเมืองเกาหลีใต้
“เรายังคงรักษาช่องทางการสื่อสารเอาไว้ และดังที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ เป้าหมายของเราคือการหาทางออกร่วมกันด้วยดีผ่านการหารืออย่างใกล้ชิดกับฝ่ายยูเครน” โฆษกกระทรวงต่างประเทศเกาหลีใต้กล่าว และว่า เราได้สื่อสารจุดยืนและข้อเรียกร้องที่ชัดเจนเกี่ยวกับประเด็นที่มีอยู่ระหว่างทั้งสองประเทศผ่านช่องทางต่างๆ แล้ว ขณะนี้จึงขึ้นอยู่กับฝ่ายยูเครนที่จะตอบกลับหรือดำเนินการในสิ่งที่เหมาะสมต่อไป
ข้อพิพาททางการทูตระหว่างเกาหลีใต้กับยูเครนเริ่มต้นขึ้นหลังจากประธานาธิบดีเซเลนสกีเปิดเผยกลางเวทีที่ประชุมใหญ่สมัชชาสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 23 กันยายน ว่ายูเครนได้ส่งมอบทหารเกาหลีเหนือ 2 นายที่ถูกจับเป็นเชลยศึกในระหว่างเข้าไปช่วยรัสเซียสู้รบกับยูเครน ให้แก่ทางการเกาหลีใต้
การเปิดเผยเรืองดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับเกาหลีใต้เป็นอย่างมาก โดยกล่าวหาว่ายูเครนละเมิดข้อตกลงที่ทำไว้ว่าจะไม่เป็นเผยเรื่องนี้ แต่ยูเครนกลับปฏิเสธว่าไม่มีการทำข้อตกลงนั้นเกิดขึ้นซึ่งยิ่งสร้างความไม่พอใจให้กับเกาหลีใต้มากยิ่งขึ้น
เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เกาหลีใต้ได้เรียกตัวเอกอัครราชทูตของตนเองประจำยูเครนกลับประเทศเพื่อเป็นการประท้วง ขณะที่โฆษกกระทรวงต่างประเทศยูเครนบอกกับสื่อท้องถิ่นในขณะนั้นว่าเคียฟยังคงเปิดรับการเจรจาอย่างสร้างสรรค์ และว่า การทูตจะต้องอยู่เหนืออารมณ์ความรู้สึก


