หน้าแรก ต่างประเทศ ยุโรปยังเครีย...

ยุโรปยังเครียด ม็อบรวมตัวอีกเสาร์นี้ ฝรั่งเศส จ่อส่งทหารเสริมตร.รับมือ อิตาลี คลอดมาตรการเข้มต้านจลาจล

21.10.26 | 12:24 น.
แฟ้มภาพรอยเตอร์

ยุโรปยังเครียด ม็อบรวมตัวอีกเสาร์นี้ ฝรั่งเศส จ่อส่งทหารเสริมตร.รับมือ อิตาลี คลอดมาตรการเข้มต้านจลาจล

สถานการณ์ความไม่สงบในหลายชาติยุโรปจากเหตุชุมนุมประท้วงรุนแรงที่มีสาเหตุจากความไม่พอใจเรื่องปัญหาด้านการศึกษา ค่าครองชีพสูง วิกฤตที่อยู่อาศัยและบริการสาธารณะ ยังคงเต็มไปด้วยความตึงเครียด ล่าสุด ทางการฝรั่งเศสประกาศในวันอังคาร (20 ต.ค.) ว่า จะเสริมกำลังตำรวจด้วยกำลังทหารและดำเนินปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยครั้งใหญ่ เพื่อรับมือกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงที่มีแผนจะออกมาเคลื่อนไหวอีกในวันเสาร์ที่ 24 ตุลาคมนี้ พร้อมกับยอมรับถึงความล้มเหลวในการรับมือกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

นายเซบาสเตียน เลอกอร์นู นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส กล่าวว่า จะระดมกำลังเจ้าหน้าที่ขนานใหญ่ในวันเสาร์หน้า สิ่งสำคัญเร่งด่วนคือการฟื้นฟูความสงบเรียบร้อยหลังเหตุจลาจลและการปล้นสะดมที่เกิดขึ้นในกรุงปารีสและอีกหลายเมือง เช่น มาร์กเซย ลียง และนีซ เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ก่อนหน้านี้เขากล่าวโทษว่ากลุ่มการเมืองฝ่ายซ้ายจัดเป็นต้นเหตุของความไม่สงบรุนแรงครั้งนี้


ภาพรอยเตอร์

เลอกอร์นูยังยอมรับถึงข้อบกพร่องในการรับมือของรัฐบาลในเหตุจลาจลรุนแรงในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยกล่าวว่ามีความล้มเหลวในด้านข่าวกรอง อีกทั้งการวางกำลังตำรวจยังขาดความยืดหยุ่นและทางการยังตัดสินใจผิดพลาดที่ไม่ยกเลิกการลาพักของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ด้านนายโลรองต์ นูเญซ รัฐมนตรีมหาดไทย ได้กล่าวขอโทษต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้น พร้อมยอมรับความรับผิดชอบในส่วนของตนเอง และบอกด้วยว่าจะมีการส่งกำลังทหารไปประจำการร่วมกับตำรวจในการเตรียมรับมือเหตุการณ์ใดๆ ที่อาจเกิดขึ้น

ขณะที่รัฐบาลให้คำมั่นว่าจะปรับปรุงยุทธวิธีในการตอบสนองเหตุความรุนแรงหลังจากที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้าง

Advertisement

ส่วนของสถานการณ์ในฝรั่งเศสยังค่อนข้างสงบในช่วงข้ามคืนที่ผ่านมา หลังจากมีการบังคับใช้มาตรการเคอร์ฟิวที่ห้ามออกนอกเคหสถานยามวิกาลเฉพาะจุดในกรุงปารีสและหลายเมืองที่ได้รับผลกระทบจากเหตุความรุนแรงมาตั้งแต่วันจันทร์ (19 ต.ค.) ซึ่งรัฐบาลระบุว่ามาตรการดังกล่าวช่วยให้สามารถกลับมาควบคุมสถานการณ์ได้อีกครั้ง ขณะที่ตำรวจเปิดเผยว่ามาตรการเคอร์ฟิวในพื้นที่เหล่านี้ซึ่งบางส่วนมุ่งเป้าไปที่เด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี ได้ถูกขยายเวลาออกไปจนถึงคืนวันอังคาร (20 ต.ค.)

รอยเตอร์

รัฐสภาฝรั่งเศสยังกำลังตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อหาสาเหตุของความไม่สงบรุนแรงที่เกิดขึ้น ขณะทางการมอบหมายให้เจ้าหน้าที่สืบสวน 200 คน ระบุและติดตามผู้ที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงบนท้องถนน โดยมีรายงานว่าตำรวจได้จับกุมชายรายหนึ่ง ซึ่งต้องสงสัยว่าเป็นผู้จุดไฟเผาศาลาว่าการเมืองลีมอฌ ที่มีอายุมากกว่า 140 ปี ระหว่างการจลาจลได้แล้ว โดยชายรายนึ้อยู่ในรายชื่อเฝ้าระวังด้านความมั่นคงและเป็นสมาชิกของกลุ่มหัวรุนแรงฝ่ายซ้ายด้วย

ด้านคาร์ฟูร์ เครือข่ายซุปเปอร์มาร์เก็ตยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศสออกมาระบุว่า บริษัทได้รับความเสียหายเป็นมูลค่าหลายสิบล้านยูโรจากการถูกโจรกรรมและความเสียหายที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งเตือนว่ากำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเนื่องจากความวุ่นวายดังกล่าว

ที่โปรตุเกส ผู้ประท้วงหลายพันคนได้กลับมารวมตัวกันที่จัตุรัสใจกลางในกรุงลิสบอนและเมืองปอร์โต โดยประกาศว่าจะเดินหน้าประท้วงต่อไปเพื่อต่อต้านวิกฤตปัญหาที่อยู่อาศัยซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นในประเทศ โดยการกลับมาชุมนุมกันอีกครั้งในวันอังคารเกิดเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากตำรวจเพิ่งสลายการชุมนุมไปก่อนรุ่งสางและจับผู้กุมผู้ประท้วงไป 55 คน

อย่างไรก็ดี กลุ่มผู้ชุมนุมในกรุงลิสบอนได้ลงมติกันในเย็นวันอังคารให้กลับมารวมตัวกันที่จัตุรัสรอสซิโอและตั้งเต็นท์ชุมนุมกันอีกครั้งในวันพุธ (21 ต.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น

เดโบรา มิแรนดา วัย 41 ปี ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กล่าวว่า เธอเข้าร่วมการประท้วงที่จัตุรัสรอสซิโอเพื่อเป็นตัวแทนของคนรุ่นต่างๆ ที่กำลังดิ้นรนกับค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น

ทั้งนี้กลุ่มผู้ชุมนุมได้ตั้งเต็นท์ราว 200 หลัง ยึดครองจัตุรัสรอสซิโอมาตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมา และที่จัตุรัสดอม ฌูเอา 1 ในเมืองปอร์โต เป็นเวลา 10 วัน เพื่อประท้วงเรื่องวิกฤตที่อยู่อาศัย

ที่ประเทศอิตาลี รัฐบาลนางจอร์เจีย เมโลนี นายกรัฐมนตรี ได้อนุมัติมาตรการรักษาความปลอดภัย ซึ่งรวมถึงการกำหนดความผิดฐานใช้ความรุนแรงระหว่างการชุมนุม การเพิ่มบทลงโทษสำหรับผู้ก่อจลาจลให้รุนแรงขึ้น และการกำหนดให้ผู้ปกครองต้องรับผิดชอบทางการเงินหากบุตรหลานของตนเองมีส่วนร่วมในการทำลายทรัพย์สินหรือการปล้นสะดม หลังเกิดการประท้วงรุนแรงเรื่องปัญหาค่าครองชีพสูง

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากเกิดเหตุความไม่สงบในหลายเมืองทางตอนเหนือของอิตาลีเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงในเมืองมิลาน ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการเงิน โดยกลุ่มผู้ประท้วงส่วนใหญ่เป็นเยาวชนได้ก่อเหตุอาละวาด ทุบทำลายหน้าต่างร้านค้า ปล้นสะดมร้านค้าต่างๆ และทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ

รอยเตอร์

ด้านนายกรัฐมนตรีอิตาลีระบุผ่านสื่อสังคมออนไลน์ขณะเปิดเผยรายละเอียดของคำสั่งดังกล่าวว่า “การทำลายทรัพย์สินและการลักขโมยไม่ใช่เรื่องของการปฏิวัติ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่การประท้วง แต่เป็นอาชญากรรม”

ภายใต้มาตรการดังกล่าวซึ่งมีผลบังคับใช้ทันทีระบุว่า ผู้ใดก็ตามที่มีส่วนร่วมในการรวมกลุ่มตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป และก่อให้เกิดอันตรายต่อความปลอดภัยสาธารณะระหว่างการชุมนุม จะต้องเผชิญกับโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี และปรับเป็นเงินสูงสุด 20,000 ยูโร (ประมาณ 7.5 แสนบาท) บทลงโทษจะรุนแรงขึ้นหากมีการปกปิดใบหน้าหรือมีผู้ได้รับบาดเจ็บ

เจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งให้มีการชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยทันที และในกรณีที่เป็นเยาวชน บิดามารดาจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ

ตำรวจจะได้รับอนุญาตให้ควบคุมตัวเยาวชนอายุระหว่าง 14 ถึง 17 ปีได้ แม้จะยังไม่ได้ก่ออาชญากรรมก็ตาม หากมีหลักฐานบ่งชี้ว่าเยาวชนเหล่านั้นอาจก่อให้เกิดอันตราย ซึ่งเป็นการขยายขอบเขตอำนาจที่เดิมเคยใช้กับผู้ใหญ่เท่านั้น

ขณะเดียวกันทางการอิตาลียังกังวลว่าจะเกิดความไม่สงบขึ้นอีกในการชุมนุมที่วางแผนจะจัดขึ้นอีกในวันเสาร์นี้ โดยกระทรวงกลาโหมระบุว่าจะส่งกำลังทหารจำนวน 500 นาย สมทบกำลังกับตำรวจในรักษาการในเมืองมิลานไปจนถึงสิ้นปี 2026 นี้ โดยกองทัพจะเข้ามาช่วยเสริมความมั่นคงในพื้นที่สำคัญ เพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวังพื้นที่ที่มีความละเอียดอ่อนและยกระดับการติดตามตรวจสอบทั่วพื้นที่ดังกล่าว

นอกจากนี้รัฐบาลนางเมโลนียังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากคลื่นประท้วงในพื้นที่ตอนใต้ของประเทศ ที่กลุ่มคนขับรถบรรทุกซึ่งไม่พอใจที่ราคาน้ำมันดีเซลและค่าครองชีพพุ่งสูง ได้พากันปิดกั้นถนนประท้วง ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก โดยผู้ผลิตเส้นพาสตาบางรายต้องหยุดการผลิตและเกษตรกรหลายกลุ่มร้องเตือนว่าจะทำให้พืชผักผลไม้เน่าเสียได้