เกาหลีใต้จับมือจุฬาฯ จัดงาน Korea-Thailand Future Cooperation Forum
เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย และ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นเจ้าภาพร่วมจัดการประชุม Korea–Thailand Future Cooperation Forum ครั้งที่ 1 ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย งานในครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “ร่วมกันสร้างอนาคต: ความร่วมมือในอุตสาหกรรม AI และคอนเทนต์ (Building Tomorrow Together: Our Partnership in AI and Content Industries)” มีผู้เข้าร่วมประมาณ 250 คน จากหน่วยงานกว่า 100 แห่ง ทั้งภาครัฐ สถาบันวิจัย ภาคธุรกิจ และภาควิชาการ

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อแสวงหาโอกาส ความร่วมมือใหม่ ๆ ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตระหว่างเกาหลีใต้และไทย ตลอดจนวางรากฐานสำหรับความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม โดยผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอุตสาหกรรมคอนเทนต์จากทั้งสองประเทศ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนนโยบายและแนวโน้มอุตสาหกรรม พร้อมหารือแนวทางความร่วมมือระหว่างกันในสาขา AI โดยผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนทิศทางด้านนโยบายและการลงทุนของทั้งสองประเทศ รวมถึงแสวงหาโอกาสความร่วมมือในการประยุกต์ใช้ AI ในภาคอุตสาหกรรม ส่วนในสาขาคอนเทนต์ ได้หารือถึงความเป็นไปได้ในการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญา (IP) การสนับสนุนผู้สร้างสรรค์ผลงาน การปรับเนื้อหาให้เหมาะสมกับตลาดท้องถิ่น และการขยายสู่ตลาดต่างประเทศ โดยประเด็นสำคัญของทั้งสองสาขาคือการเชื่อมโยงจุดแข็งของทั้งสองประเทศเพื่อพัฒนาไปสู่ความร่วมมือทางอุตสาหกรรมที่เป็นรูปธรรม
ฯพณฯ นายปาร์ค ยงมิน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย กล่าวในพิธีเปิดว่า เนื่องในโอกาสครบรอบ 70 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างเกาหลีใต้และไทยในปี พ.ศ. 2571 คาดหวังว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจะสร้างบทบาทใหม่ และการประชุมครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการเดินไปสู่เป้าหมายดังกล่าว ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน โดยแสดงความยินดีที่ได้ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดงานในครั้งนี้ และหวังว่าความร่วมมือระหว่างสองประเทศในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตจะขยายตัวมากยิ่งขึ้น นายปาร์ค ยุนจู ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐเกาหลี กล่าวแสดงความยินดีและหวังให้การประชุมครั้งนี้พัฒนาเป็นเวทีความร่วมมือเชิงสร้างสรรค์ซึ่งจะช่วยให้ทั้งสองประเทศร่วมกันกำหนดทิศทางในอนาคต นายศรัณย์ เจริญสุวรรณ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศของไทย ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ โดยกล่าวถึงโอกาสในการสร้างความร่วมมือระหว่างเกาหลีใต้กับไทยในสาขา AI และอุตสาหกรรมคอนเทนต์ พร้อมกล่าวขอบคุณสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทยที่จัดเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่มีความหมายนี้

นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมเสวนาด้านการจ้างงานกับบริษัทเกาหลีขึ้นเป็นกิจกรรมคู่ขนาน โดยมีบริษัทเกาหลี 4 แห่งเข้าร่วม ได้แก่ Doosan Electronics, Korean Air, POSCO และ COSMAX Thailand ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทยมีแผนที่จะจัดการประชุมดังกล่าวอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ โดยมุ่งเน้นประเด็นด้านอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่มีศักยภาพสูงในการสร้างความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศ เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนนโยบายและแนวโน้มอุตสาหกรรมระหว่างผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนร่วมกันแสวงหาแนวทางความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมและเสริมสร้างความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมแห่งอนาคตระหว่างเกาหลีใต้และไทยให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
ในการประชุมช่วงที่ 1 ความร่วมมือด้านอุตสาหกรรม AI (AI Industrial Cooperation Session) AI Policies & Investments ดร. จีอุง ยุน ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งเกาหลี (STEPI) ได้นำเสนอยุทธศาสตร์ระดับชาติและแผนการลงทุนเพื่อผลักดันเกาหลีใต้ให้ก้าวขึ้นเป็น 1 ใน 3 ประเทศผู้นำของโลกด้าน AI โดยเกาหลีใต้กำลังดำเนินแผนปฏิบัติการด้าน AI ระดับชาติ เพื่อส่งเสริมระบบนิเวศนวัตกรรม AI การเปลี่ยนผ่านสู่ AI ในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ (AX) และการสร้างสังคมที่ขับเคลื่อนด้วย AI พร้อมกำหนดโครงการสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ (1) เซมิคอนดักเตอร์ (2) Physical AI และ (3) ศูนย์ข้อมูล AI (AI Data Centers) โดยมุ่งขยายกำลังการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ การก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับโลกด้าน Physical AI ภายในปี พ.ศ. 2573 และการสร้างศูนย์ข้อมูล AI ขนาดใหญ่ เพื่อส่งเสริมทั้งการพัฒนาเทคโนโลยี AI การประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรม และการขยายโครงสร้างพื้นฐานควบคู่กัน → มีเป้าหมายที่จะผลักดันเกาหลีใต้ให้เป็นประเทศชั้นนำด้าน AI ผ่านการผสานการสนับสนุนด้านนโยบายและงบประมาณของภาครัฐเข้ากับการลงทุนขนาดใหญ่จากภาคเอกชน

ต่อมา ในหัวข้อ Current Status of AI Industry ดร. จุนยอง ลี นักวิจัยจากสถาบันเศรษฐกิจอุตสาหกรรมและการค้าเกาหลี (KIET) กล่าวว่า จุดแข็งของเกาหลีใต้ไม่ได้อยู่ที่การแข่งขันด้านขนาดของโมเดล AI ขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การประยุกต์ใช้ AI ในภาคการผลิต โลจิสติกส์ และบริการ เพื่อเพิ่มผลิตภาพและประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ผ่านการเปลี่ยนผ่านสู่ AI (AX) โดยเสนอขอบเขตความร่วมมือระหว่างสองประเทศในด้านโลจิสติกส์และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์และรถยนต์ไฟฟ้า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ การท่องเที่ยวและ MICE ตลอดจนศูนย์ข้อมูล พร้อมเน้นย้ำว่าข้อมูลที่เกิดจากโครงการร่วมกันควรเป็นสิทธิร่วมของทั้งสองฝ่าย และต้องคุ้มครองเทคโนโลยีและองค์ความรู้ของผู้ประกอบการท้องถิ่น และเสนอให้สร้างรูปแบบความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม โดยผสานความเชี่ยวชาญด้าน AI ที่นำไปใช้ได้จริงในภาคอุตสาหกรรมของเกาหลีใต้เข้ากับฐานอุตสาหกรรมและตลาดของไทย ภายใต้หลักการถือครองข้อมูลร่วมกันและผลประโยชน์ร่วมกัน
สำหรับหัวข้อ AI Policies & Incentives ดร.วสันต์ ภัทรอธิคมผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) กล่าวว่า นโยบาย AI ของไทยมุ่งใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต พัฒนาบริการสาธารณะ และยกระดับอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับการสร้างระบบธรรมาภิบาลที่น่าเชื่อถือ และการขยายขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของประเทศ โดยไทยกำลังขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ AI ระดับชาติ พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI โมเดล AI ภาษาไทย การพัฒนาบุคลากร ตลอดจนการวิจัยและพัฒนา และการประยุกต์ใช้จริงในภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ยังนำเสนอแนวทางส่งเสริมการลงทุนและการใช้ AI ของภาคธุรกิจ อาทิ สิทธิประโยชน์ทางภาษี การร่วมลงทุนและการสนับสนุนทางการเงิน การสนับสนุน R&D การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ การดึงดูดการลงทุน และการขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและการประมวลผล ไทยจำเป็นต้องใช้ AI เป็นรากฐานในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและขยายขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ พร้อมอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์จากภายนอกมากเกินไป และเสริมสร้างขีดความสามารถด้าน AI ของตนเอง

ในประเด็น Industrial Trends & Progress ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า จากการแพร่หลายอย่างรวดเร็วของ Generative AI และการนำ AI มาใช้ในภาคธุรกิจที่เพิ่มมากขึ้น AI กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดผลิตภาพและขีดความสามารถ ในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย โดยนำเสนอ AI ในฐานะเทคโนโลยีพื้นฐานที่หลากหลาย อุตสาหกรรมและธุรกิจจำเป็นต้องนำมาใช้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เทคโนโลยีที่จำกัดอยู่เฉพาะบริษัทเทคโนโลยีเท่านั้น การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจำเป็นต้องขยายการนำ AI มาใช้ในภาคธุรกิจ พัฒนาบุคลากรและระบบนิเวศอุตสาหกรรม ที่รองรับการใช้เทคโนโลยี และเพิ่มผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจากการประยุกต์ใช้ AI ในการดำเนินธุรกิจ → ไทยควรใช้ประโยชน์จากกระแสการขยายตัวของ AI เพื่อผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของภาคธุรกิจและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม
ในการประชุมช่วงที่ 2 ความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมคอนเทนต์ (Content Industrial Cooperation Session) ในหัวข้อ Korea’s Policies and Strategies for the Content Industry นายคิม นัมฮย็อก อัครราชทูตที่ปรึกษา สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย นำเสนอทิศทางนโยบายในการส่งเสริมอุตสาหกรรมคอนเทนต์ของเกาหลีใต้ให้เป็นอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ที่ขับเคลื่อนขีดความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยอ้างอิงยุทธศาสตร์ระดับชาติปี ค.ศ. 2024 ซึ่งกำหนดเป้าหมายภายในปี ค.ศ. 2027 ในการเพิ่มมูลค่าการส่งออกคอนเทนต์เป็น 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และสร้างการจ้างงานในอุตสาหกรรมคอนเทนต์ 740,000 ตำแหน่ง พร้อมเน้นการเสริมสร้างรากฐานอุตสาหกรรม การขยายแหล่งเงินทุนเชิงนโยบาย การสนับสนุนการเติบโตของบริษัท การใช้เทคโนโลยีใหม่และทรัพย์สินทางปัญญา (IP) การขยายตลาดโลก การคุ้มครองลิขสิทธิ์ และการสนับสนุนรายสาขา อาทิ เกม เว็บตูน ภาพยนตร์ ดนตรี และการออกอากาศ โดยจำเป็นต้องเชื่อมโยงความนิยมของ K-Content ทั่วโลกเข้ากับการเติบโตของอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน เพื่อเพิ่มการส่งออก การจ้างงาน และขีดความสามารถในการแข่งขันของบริษัทไปพร้อมกัน

ในหัวข้อ How K-Content Appeals Globally นางคัง อึนจิน (EJ Kang) บริษัท Kakao Entertainment อธิบายศักยภาพการขยายตัวของ K-Content ทั่วโลกผ่านการต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญา (IP) และการมีส่วนร่วมของแฟนคลับระดับนานาชาติ โดยนำเสนอแนวทางการเล่าเรื่องข้ามสื่อ (Transmedia Storytelling) ซึ่งขยายเรื่องราวเดียวกันจากนิยายออนไลน์ไปสู่เว็บตูนและละคร รวมถึงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการผลิตและการเผยแพร่ที่ใช้ AI พร้อมกล่าวถึงปรากฏการณ์ที่แฟนคลับในแต่ละประเภท อาทิ โรแมนติกแฟนตาซี มูฮยอบ และ BL ค้นพบ แปล และเผยแพร่ผลงานข้ามพรมแดน นอกจากนี้ยังเน้นย้ำว่าเรื่องราวและวัฒนธรรมเฉพาะของไทยก็สามารถดึงดูดความสนใจจากนานาชาติได้เช่นกัน → การผสานเรื่องราวที่มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม การเผยแพร่ผ่านช่องทางดิจิทัล และการมีส่วนร่วมของแฟนคลับอย่างแข็งขัน จะช่วยให้ไม่เพียงแต่คอนเทนต์เกาหลีเท่านั้น แต่คอนเทนต์ไทยก็มีโอกาสเติบโตเป็น IP ระดับโลกได้เช่นกัน
สำหรับหัวข้อ Policies of Content Industry นางสาวอิศรา พรหมทองสันต์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) ได้นำเสนอกรณีการสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ไทยและการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเน้นโครงการ Content Lab ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) โครงการดังกล่าวเริ่มดำเนินการในปี ค.ศ. 2023 เพื่อสนับสนุนการเชื่อมโยงระหว่างผู้สร้างภาพยนตร์ไทยกับผู้มีบทบาทในอุตสาหกรรมคอนเทนต์ระดับนานาชาติ และในปี ค.ศ. 2024 ได้ขยายเป็นโครงการบ่มเพาะ 4 โครงการ พร้อมจัดงาน Project Market ครั้งแรก โดยโครงการนี้ช่วยส่งเสริมการต่อยอดแนวคิดสร้างสรรค์ไปสู่ธุรกิจและกระตุ้นความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย

ในหัวข้อ Industrial Trends & Progress: True CJ นางอารี อารีจิตเสถียรประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท True CJ Creations นำเสนอกรณีของ True CJ Creations ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง True Corporation ของไทยกับ CJ ENM ของเกาหลีใต้ เพื่อแสดงให้เห็นว่าความร่วมมือด้านคอนเทนต์ระหว่างสองประเทศนั้น ถูกนำไปปฏิบัติจริงผ่านกระบวนการผลิตและการเผยแพร่ได้อย่างไร โดยนำรูปแบบคอนเทนต์และองค์ความรู้ด้านการผลิตของเกาหลีใต้ มาปรับให้เหมาะสมกับวัฒนธรรม อาหาร และทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวของไทย พร้อมใช้คอนเทนต์หลากหลายประเภท อาทิ ละครและรายการบันเทิง ในการเผยแพร่วัฒนธรรมอาหารและแหล่งท่องเที่ยวของไทยให้เป็นที่รู้จักแก่ผู้ชมทั้งในและต่างประเทศ → การผสานความเชี่ยวชาญด้านการผลิตคอนเทนต์ของเกาหลีใต้ เข้ากับทรัพยากรทางวัฒนธรรมของไทย จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันระดับโลกของคอนเทนต์ทั้งสองประเทศ และสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจท้องถิ่นได้


