หน้าแรก ต่างประเทศ วิเทศวิถี : ม...

วิเทศวิถี : มาตรการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ พิสูจน์ที่การกระทำ ใช่ถ้อยคำบนกระดาษ

26.10.26 | 06:36 น.

มาตรการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ

พิสูจน์ที่การกระทำ ใช่ถ้อยคำบนกระดาษ

การประชุมของคณะกรรมาธิการประนอมภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล คศ. 1982 (UNCLOS) ระหว่างไทย-กัมพูชา รอบ 2 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 14-18 ตุลาคม ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้มีการหารือในประเด็นสำคัญ 2 ประการ เรื่องแรกที่เป็นข้อพิพาทหลักคือการแบ่งเขตทางทะเล ซึ่งเปิดโอกาสให้กับทั้งไทยและกัมพูชาได้เสนอข้อมูลของแต่ละฝ่ายเกี่ยวกับการอ้างสิทธิในพื้นที่ทางทะเลให้คณะกรรมาธิการรับทราบ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเชิงเทคนิค การอ้างอิงตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ตลอดจนหลักฐานประกอบต่างๆ

แน่นอนว่าประเด็นการแบ่งเขตทางทะเล ถือเป็นหัวใจสำคัญของการเข้าสู่กระบวนการประนอมภายใต้ UNCLOS รายละเอียดในการหารือจึงมิอาจจบลงด้วยการพูดคุยในคราเดียว แต่เป็นกระบวนการที่จะต้องมีการหารือและชี้แจงกันต่อไป ด้วยความที่เป็นเรื่องทางเทคนิคค่อนข้างมากจึงต้องมีการหารือกันต่อเนื่อง กว่าจะไปถึงการหาทางออกที่น่าจะเป็นที่ยอมรับได้ในการกำหนดการแบ่งเขตทางทะเลระหว่างทั้งสองฝ่าย เพื่อนำไปสู่ข้อแนะนำสำหรับการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนในอนาคต


ประเด็นที่สองคือการออก “มาตรการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ” (CBMs) ซึ่งเป็นเอกสารแยกต่างหากภายใต้ความตั้งใจของคณะกรรมาธิการ ซึ่งเห็นว่าคำแนะนำและข้อเสนอดังกล่าวน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการรักษาบรรยากาศที่เอื้อต่อการพูดคุยกันตามกระบวนการประนอม ประกอบด้วย 6 ข้อ ซึ่งก็น่าจะทราบรายละเอียดกันแล้ว

แม้จะเป็นความตั้งใจดีของคณะกรรมาธิการประนอมที่ต้องการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเจรจาพูดคุยกันอย่างสร้างสรรค์ แต่ก็ต้องยอมรับว่าในความเป็นจริงที่เกิดขึ้น หลายครั้งที่กัมพูชาไม่ดำเนินการตามที่ได้ตกลงไว้ เอาแค่เรื่องไม่ได้ใหญ่โตอย่างการห้ามถ่ายภาพการหารือในที่ประชุม โดยศาลประจำอนุญาโตตุลาการ (PCA) ซึ่งทำหน้าที่เป็นนายทะเบียนหรือฝ่ายเลขานุการ ได้แจ้งให้ทราบชัดเจนตั้งแต่ในการประชุมแรกว่า PCA จะเป็นเพียงผู้เดียวที่จะถ่ายภาพในที่ประชุมได้ และจะเผยแพร่ภาพพร้อมกับผลการหารือผ่านช่องทางของ PCA อย่างเป็นทางการในภายหลัง

ปรากฎว่าในการประชุมที่สิงคโปร์ ฝ่ายกัมพูชาได้ถ่ายภาพผู้เข้าร่วมประชุมในห้อง และนำไปเผยแพร่หลังเสร็จการประชุม หรือกระทั่งในการประชุมครั้งที่ 2 ที่พระราชวังสันติภาพ ซึ่งเป็นที่ตั้งของ PCA ในกรุงเฮก เดิมตกลงกันว่าอนุญาตให้ผู้แทนทั้งสองฝ่ายถ่ายภาพหมู่ได้เพียงด้านนอกของพระราชวังสันติภาพ แต่กัมพูชาซึ่งเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการประนอมก่อนไทย ได้ถ่ายภาพหมู่บริเวณด้านในอาคารซึ่งไม่ใช่จุดที่ได้รับอนุญาต ไทยจึงต้องแจ้งให้ PCA ทราบ ทำให้ PCA อนุญาตให้ไทยเข้ามาถ่ายภาพในจุดเดียวกันได้ในเวลาต่อมา

Advertisement
ภาพจาก FB : realNethPheaktra

ขณะที่แม้ว่าจะมีข้อบังคับการประชุมที่ได้ตกลงกันไว้ตั้งแต่ที่สิงคโปร์ ที่ห้ามให้ทั้งสองฝ่ายเผยแพร่ข่าวก่อนการหารือจะแล้วเสร็จ แต่สื่อกัมพูชารายงานเกาะติดการประชุมอย่างใกล้ชิดตั้งแต่วันแรก กระทั่งในวันที่ 15 ตุลาคม กระทรวงต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชาได้ออกข่าวขอให้งดเว้นการออกแถลงการณ์ใดๆ จนกว่าคณะกรรมาธิการจะออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ หลังจากนั้นข่าวในสื่อกัมพูชาจึงห่างหายไป

ระหว่างที่ไทย-กัมพูชาหารือกับคณะกรรมาธิการประนอมในกรุงเฮก ผู้แทนกัมพูชาก็ยังคงกล่าวถ้อยแถลงโจมตีไทยในเวทีสหประชาชาติซ้ำๆ ซึ่งก็เป็นแนวปฏิบัติที่ฝ่ายกัมพูชาทำมาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ผู้แทนไทยต้องออกมาใช้สิทธิตอบโต้กลับ ที่หนักหนาไปกว่านั้นคือการที่สมเด็จฯฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้กล่าวถึงประเด็นปัญหาระหว่างกัมพูชา-ไทย ในการกล่าวถ้อยแถลงในเวทีประชุมว่าด้วยปฏิสัมพันธ์และมาตรการสร้างความเชื่อมั่นในเอเชีย (CICA) ที่เมืองบากู ประเทศอาเซอร์ไบจาน ในวันที่ 15 ตุลาคม ในห้วงเวลาเดียวกับที่กำลังประชุมครั้งที่ 2 เสียด้วยซ้ำ โดยเนื้อหาก็เป็นไปในแนวทางเดียวกับที่ผู้แทนกัมพูชาหยิบยกไปพูดในเวทีต่างๆ ตลอดช่วงที่ผ่านมานั่นเอง

นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชา กล่าวหาไทยในเวที CICA ที่เมืองบากู ประเทศอาเซอร์ไบจาน เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม / ภาพจาก phnompenhpost.com

ทั้งหมดทั้งมวลก็เข้าใจได้ว่า กัมพูชาต้องการนำเสนอภาพแห่งความขัดแย้งและการเป็นเหยื่อผู้ถูกกระทำซ้ำไปซ้ำมา แต่ความพยายามที่จะตอกย้ำให้เกิดภาพจำของความขัดแย้งจากมุมมองของตนอย่างไม่สนใจว่า ในอีกมุมหนึ่งที่กรุงเฮก กำลังมีความพยายามที่จะหาทางประนอมเพื่อแก้ไขปัญหาเกิดขึ้นอยู่ ก็ดูจะย้อนแย้งกับการแสดงจุดยืนว่า ต้องการแก้ไขปัญหาโดยสันติด้วยการเลือกใช้กลไกกฎหมายระหว่างประเทศ ในฐานะชาติที่เคารพและเชื่อมั่นในแนวทางดังกล่าว

แม้แต่หลังการประชุมคณะกรรมาธิการประนอมรอบ 2 เสร็จสิ้น กัมพูชาก็ยังออกแถลงการณ์สรุปผลการหารือทั้งยังบอกวันประชุมรอบ 3 ก่อนที่ PCA จะออกข่าวอย่างเป็นทางการเสียด้วยซ้ำ

การกระทำเช่นนี้ในห้วงเวลาที่มีการประชุมคณะกรรมาธิการประนอมรอบ 2 จะสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจได้อย่างไร สุดท้ายแล้ว การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจไม่ได้เกิดขึ้นจากถ้อยคำบนกระดาษ แต่บรรยากาศที่จะเอื้อต่อการสร้างความเชื่อใจ จะเกิดขึ้นได้จากการลงมือทำเท่านั้น เพราะเราไม่อาจสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจจากการพูดอย่างทำอย่างได้

นายสีหศักดิ์ขึ้นกล่าวถ้อยแถลงในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 80

กว่าจะมาถึงจุดที่ทั้งสองประเทศเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับ นับตั้งแต่ที่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว มารับตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศวาระแรกในปี 2568 และเริ่มภารกิจแรกด้วยการไปกล่าวถ้อยแถลงในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (ยูเอ็นจีเอ) ครั้งที่ 80 การพูดคุยกับ นายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา คือสิ่งที่นายสีหศักดิ์ได้ลงมือทำตั้งแต่เวลานั้น ด้วยความเป็นนักการทูตมืออาชีพที่ตระหนักดีว่า การเจรจาพูดคุยมีความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาระหว่างสองประเทศ ผลการหารือในครั้งแรกก็เป็นไปด้วยดี จนมีการปรับลดโทนในถ้อยแถลงของไทย ก่อนที่ถ้อยแถลงของนายปรักในวันต่อมาจะทำให้เสียความรู้สึก เพราะสวนทางกับการหารือที่เกิดขึ้น แม้จะผิดหวังและทำให้ต้องโต้ตอบกลับทันที นายสีหศักดิ์ก็ไม่เคยปิดโอกาสสำหรับการเจรจากับกัมพูชา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นก็เป็นไปดังที่เราได้เห็นกันอยู่

อย่างไรก็ดี เท่าที่ได้ทราบการพบปะพูดคุยของผู้แทนไทยและกัมพูชาระหว่างการประชุมคณะกรรมาธิการประนอมครั้งที่ 2 โดยรวมก็ยังเป็นไปด้วยดี เพราะข้อเท็จจริงที่นักการทูตของทั้งสองฝ่ายตระหนักดีคือ ไม่มีปัญหาใดจบได้ด้วยการสู้รบ แต่ต้องจบที่โต๊ะเจรจา

เพียงแต่การจัดการกับปัญหาของไทย-กัมพูชา ณ วันนี้ ต่างไปจากในอดีต เพราะประเด็นต่าง ๆ ในเวลานี้ ตั้งแต่กระบวนการประนอมไปจนถึงกะเพรา ถูกขับเคลื่อนและครอบงำด้วยโลกโซเชียล ปัญหามากมายแม้แต่เรื่องที่ไม่ซับซ้อน ยังยากที่จะจบได้ง่าย  ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่เต็มไปด้วยรายละเอียดอย่างประเด็นเขตแดน โดยเฉพาะเมื่อเราอยู่ในโลกที่ผู้แสดงตนในฐานะ “ผู้รู้” จำนวนมาก ไม่เคยต้องรับผิดชอบกับการกระทำหรือกระแสที่ตนปลุกปั่นขึ้น

ในการหารือเกี่ยวกับการแบ่งเขตทางทะเลครั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยซึ่งนอกจากกระทรวงการต่างประเทศแล้ว ยังมีผู้เชี่ยวชาญจากกรมอุทกศาสตร์ กรมยุทธการทหารเรือ กองทัพเรือ และกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ทำงานร่วมกับที่ปรึกษากฎหมายต่างประเทศ มีการปรึกษาพูดคุยกันอย่างใกล้ชิดและเข้มข้นอยู่ตลอด เราต้องให้เวลาและให้ความเชื่อมั่นกับคนทำงาน ที่ทำกันเต็มที่เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติเต็มกำลัง

ขณะที่กระบวนการประนอนยังคงเดินหน้าต่อไป ทุกฝ่ายต้องตระหนักว่า ไม่มีใครจะจบปัญหาที่เกิดขึ้นได้เพียงลำพัง คณะกรรมาธิการประนอมก็ไม่อาจบังคับให้ใครทำตามข้อเสนอแนะได้ ทางออกเดียวและทางออกสุดท้ายจึงเป็นเรื่องที่ไทยและกัมพูชาจะต้องร่วมมือกัน เพื่อหาทางยุติปัญหาต่างๆ ด้วยความมุ่งมั่นร่วมกันเท่านั้น

ก็ได้แต่หวังว่าท้ายที่สุดแล้ว เรายังจะมีโอกาสเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์