สิงคโปร์เตรียมปรับเพิ่มอายุเกษียณเป็น 65 ปี และขยายอายุการจ้างงานใหม่เป็น 70 ปี มีผลปี 2029
สิงคโปร์ เตรียมปรับเพิ่มอายุเกษียณ เป็น 65 ปี และอายุสำหรับการจ้างงานต่อเนื่อง เป็น 70 ปี โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2029 เป็นต้นไป ซึ่งเร็วกว่ากำหนดการเดิมในปี 2030 ถึง 1 ปี การดำเนินการนี้เป็นส่วนหนึ่งของข้อเสนอแนะ 6 ประการ ที่มุ่งสนับสนุนให้ผู้สูงอายุสามารถอยู่ในตลาดแรงงานได้นานขึ้น
ข่าวระบุว่า ข้อเสนอแนะดังกล่าว ได้รับการประกาศ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม โดยคณะทำงานไตรภาคีด้านการจ้างงานผู้สูงอายุ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุจำนวนมากขึ้นสามารถคงการจ้างงานที่มีความหมายและยั่งยืนได้ พร้อมทั้งส่งเสริมสภาพแวดล้อมการทำงานที่เปิดกว้างสำหรับคนทุกช่วงวัยและทุกรุ่นอายุ
โดยการปรับเปลี่ยนเพื่อสนับสนุนการจ้างงานผู้สูงอายุ ได้แก่ การสนับสนุนที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น และการลดหย่อนภาษีที่สูงขึ้นสำหรับผู้สูงอายุที่ยังทำงานอยู่ โดยอายุเกษียณจะเพิ่มจาก 64 เป็น 65 ปี และอายุการจ้างงานใหม่ จะเพิ่มขึ้นจาก 69 เป็น 70 ตั้งแต่ปี 2029 เป็นต้นไป นั่นหมายความว่า นายจ้างจะไม่สามารถเลิกจ้างพนักงานด้วยเหตุผลเรื่องอายุได้ก่อนที่พนักงานจะมีอายุครบ 65 ปี และต้องเสนอโอกาสการจ้างงานใหม่ให้แก่พนักงานที่มีคุณสมบัติครบถ้วนจนกว่าจะมีอายุครบ 70 ปี
ทั้งนี้ ข้อมูลจากกระทรวงแรงงานสิงคโปร์ ระบุว่า ความเคลื่อนไหวนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่กำลังแรงงานมีอายุมากขึ้น โดยสัดส่วนของแรงงานที่เป็นผู้อยู่อาศัยในสิงคโปร์ ที่มีอายุ 50 ปี ขึ้นไป ได้เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 34 เป็นร้อยละ 40 ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ขณะที่จำนวนประชากรสูงวัยคาดว่าจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นในกลุ่มแรงงาน โดยภายในปี 2030 1 ใน 4 ของชาวสิงคโปร์จะมีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป
นายดิเนช วาสุ แดช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงานสิงคโปร์ กล่าวในการแถลงข่าวดังกล่าวว่า นายจ้างควรปรับเปลี่ยนลักษณะงานและสถานที่ทำงาน เพื่อเปิดโอกาสให้แรงงานสูงวัยมีทางเลือกมากขึ้นในการอยู่ในตลาดแรงงานต่อไป
“เราหวังว่าผู้สูงอายุจะพัฒนาทักษะของตนเองเพื่อรับมือกับงานต่างๆ และมองอาชีพการงานในมุมมองที่ครอบคลุมหลายช่วงชีวิต” และว่า การสร้างสถานที่ทำงานที่เปิดกว้างสำหรับทุกช่วงวัย จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งนายจ้างและลูกจ้าง
“ท้ายที่สุดแล้ว เราต้องการสร้างสถานที่ทำงานในสิงคโปร์ที่เปิดกว้างสำหรับทุกช่วงวัย ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจสามารถดึงศักยภาพสูงสุดออกมาได้ ขณะเดียวกันก็เป็นการสนับสนุนแรงงานของเราไปด้วย” นายดิเนช กล่าว
และเพื่อให้เกิดโอกาสในการจ้างงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้นสำหรับแรงงานสูงวัย คณะทำงานได้เสนอให้จัดตั้งโครงการใหม่ที่เรียกว่า “Flexi-Load Programme (FLP)” เพื่อช่วยให้นายจ้างสามารถสร้างและขยายตำแหน่งงานประเภทพาร์ทไทม์หรือตำแหน่งงานที่แบ่งสัดส่วนเวลาการทำงานได้
โครงการนี้จะช่วยนายจ้างแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในช่วงเปลี่ยนผ่านจากการจ้างงานรูปแบบเดิมที่เน้นการทำงานเต็มเวลา ไปสู่รูปแบบใหม่ รวมถึงการปรับออกแบบลักษณะงาน ระบบ และนโยบายต่างๆ ภายในองค์กรให้สอดคล้องกับรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นยิ่งขึ้น นอกจากนี้ FLP จะเข้ามาแทนที่เงินอุดหนุนการจ้างงานพาร์ทไทม์ ) ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งจะสิ้นสุดลงในปลายปี 2027
ในขณะที่เงินอุดหนุนปัจจุบันจำกัดเฉพาะลูกจ้างที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป แต่ FLP จะเปิดกว้างสำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป
คณะทำงานยังเสนอให้จัดตั้งสำนักงานโครงการเพื่อความยั่งยืนในอาชีพ ภายใต้หน่วยงานด้านทักษะและการพัฒนาแรงงาน โดยร่วมมือกับ NTUC และสมาพันธ์นายจ้างแห่งชาติสิงคโปร์ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านทางอาชีพและส่งเสริมแนวปฏิบัติในการจ้างงานที่เปิดกว้างสำหรับทุกช่วงวัย
และเพื่อให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้สูงอายุที่ไม่สามารถหางานใหม่ได้ดียิ่งขึ้น คณะทำงานยังเสนอให้ปรับเพิ่มวงเงินขั้นต่ำและขั้นสูงสุดของเงินช่วยเหลือด้านการจ้างงาน โดยตัวเลขที่ปรับปรุงใหม่นี้จะคำนึงถึงการเติบโตของค่าจ้างนับตั้งแต่มีการปรับปรุงครั้งล่าสุดในปี 2022 เพื่อช่วยให้แรงงานที่ได้รับผลกระทบสามารถจัดการค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในระหว่างที่มองหาโอกาสในการทำงานใหม่
นอกจากนี้ ยังมีการเสนอให้เพิ่มสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีจากรายได้จากการทำงาน สำหรับผู้สูงอายุที่ยังคงทำงานอยู่แม้จะเกินอายุเกษียณตามกฎหมายหรืออายุที่สามารถจ้างงานต่อได้แล้ว เพื่อลดภาระภาษีและเพิ่มรายได้สุทธิที่ได้รับจริง
ในส่วนอื่น ๆ จะมีการนำเครดิตสำหรับการจ้างงานผู้สูงอายุรูปแบบใหม่ มาใช้แทนที่เครดิตการจ้างงานผู้สูงอายุเดิม ซึ่งจะสิ้นสุดลงในปี 2028 โดยเครดิตใหม่นี้จะให้การสนับสนุนด้านค่าจ้างแก่นายจ้างที่ยังคงจ้างงานผู้สูงอายุต่อไป เพื่อช่วยชดเชยต้นทุนในการจ้างงาน

