นักวิชาการจีนชี้ ปักกิ่งเจอแรงกดดันปมเอไอ-ไต้หวัน หลังเดโมแครตครองเสียงข้างมากสภาคองเกรส
จากกรณีที่พรรคเดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากได้ในทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรในการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน เซาท์ไชนามอร์นิงโพสต์รายงานว่า นายจ้าว หมิงห่าว
ศาสตรจารย์จากสถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยฟู่ตั้น วิเคราะห์ว่า แม้ผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐจะไม่ได้ทำให้ยุทธศาสตร์ของสหรัฐต่อจีนเปลี่ยนไป การที่พรรคเดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากในรัฐสภาสหรัฐ จีนจะเผชิญกับแรงกดดันที่มากขึ้นในประเด็นไต้หวัน ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) และมาตรการควบคุมการส่งออก และเปรียบผลการเลือกตั้งว่าเป็นคลื่นสึนามิสีน้ำเงิน และเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ของพรรคเดโมแครต ซึ่งจะทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ กลายเป็นประธานาธิบดีที่หมดอำนาจทางการเมือง
จ้าวกล่าวว่า เมื่อรัฐสภาชุดใหม่เริ่มปฏิบัติหน้าที่ในเดือนมกราคม มีแนวโน้มว่ารัฐสภาที่พรรคเดโมแครตเป็นผู้ควบคุมจะเปิดการสอบสวนครั้งใหญ่ต่อทรัมป์ ครอบครัวของเขา และเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาล ซึ่งจะเป็นการขัดขวางวาระนโยบายของประธานาธิบดี ทั้งในด้านการออกกฎหมายและการจัดสรรงบประมาณ
อย่างไรก็ดี ผลการเลือกตั้งกลางเทอมจะไม่เปลี่ยนทิศทางโดยรวมของนโยบายสหรัฐที่มีต่อจีน เนื่องจากการยกระดับการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์กับรัฐบาลปักกิ่งเป็นนโยบายที่ทั้งพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตมีทิศทางเดียวกัน กระนั้นก็ดี ผลการเลือกตั้งอาจส่งผลต่อเครื่องมือและวิธีการที่รัฐบาลสหรัฐนำมาใช้
จ้าวกล่าวว่า ประการแรก รัฐสภาที่นำโดยพรรคเดโมแครตจะเพิ่มแรงกดดันต่อจีนอย่างแน่นอนในประเด็นไต้หวัน เอไอและมาตรการควบคุมการส่งออก และจะตรวจสอบนโยบายและแนวทางทางการทูตของรัฐบาลทรัมป์ ที่มีต่อจีน อย่างใกล้ชิดมากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้จะส่งผลต่อแนวทางที่ฝ่ายบริหารของสหรัฐ ใช้ในการจัดการความสัมพันธ์กับจีนในระยะต่อไป
พร้อมกล่าวว่า จากการที่การใช้ไอเอในศูนย์ข้อมูล (data center) และประเด็นการกำกับดูแลด้านกฎระเบียบ กลายเป็นเรื่องสำคัญในการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวจะมีบทบาทสำคัญในการแข่งขันระหว่างสหรัฐและจีนมากขึ้น หลังจากที่พรรคเดโมแครตเข้าควบคุมรัฐสภา
จ้าวกล่าวว่า พรรคเดโมแครตอาจนำประเด็นนโยบายจีนมาใช้เป็นเครื่องมือในการกดดันทรัมป์ ซึ่งถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่สำหรับรัฐบาลจีน โดยความสั่นคลอนและอำนาจที่ลดลดจะกลายเป็นความท้าทายสำคัญต่อกรอบความสัมพันธ์ที่จีนและสหรัฐได้ร่วมกันกำหนดขึ้นใหม่ โดยมุ่งเน้นเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ รวมถึงความคืบหน้าที่ทั้งสองฝ่ายได้ดำเนินการร่วมกันมา




