สืบเนื่องกรณีผลการนับคะแนนเสียงเบื้องต้นของศึกเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งบ่งชี้ว่า พรรคเดโมแครตได้สร้างปรากฎการณ์ ‘คลื่นสีน้ำเงิน’ แผ่ปกคลุมกินพื้นที่สีแดงด้วยการทำคะแนนนำทิ้งห่างพรรครีพับลิกันในทั้งสองสภา ซึ่งล่าสุดพรรคเดโมแครตคว้าที่นั่งในซีเนตหรือวุฒิสภาไปแล้ว 54 ที่นั่ง ส่วนพรรครีพับลิกันตามอยู่ที่ 42 ที่นั่ง ขณะที่ในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ พรรคเดโมแครตมีที่นั่งนำอยู่ 219 ที่นั่ง ส่วนพรรครีพับลิกันมีอยู่ที่ 130 ที่นั่ง ทำให้เห็นภาพชัดที่พรรคเดโมแครตสามารถพลิกกลับมากุมเสียงข้างมากในทั้งสองสภาของสหรัฐได้ ซึ่งถือเป็นการพ่ายแพ้อย่างยับเยินของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จอมทัพของพรรครีพับลิกันในการสู้ศึกเลือกตั้ง
เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน รศ.ดร.จักรี ไชยพินิจ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง วิเคราะห์ถึงผลดังกล่าวว่าขณะนี้ พูดได้เต็มปากว่า มันคือกระแสที่ได้ยินมาตลอดถึง ‘Blue (เดโมแครต) Wave’ ซึ่งคงปฏิเสธเป็นอื่นไปไม่ได้ว่า นี่เป็นผลจากสงครามอิหร่าน ผลจากเงินเฟ้อ ผลจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น และผลจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น
“สิ่งสำคัญคือ เราคงต้องทำให้เกิดความชัดเจนก่อนว่า แม้ว่าผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ เดโมแครตจะชนะ ทั้ง ส.ส. และส.ว. ก็ตาม แต่เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนแปลงสมดุลระหว่างสภากับทรัมป์ ในขณะที่ทรัมป์ยังคงมีอำนาจอยู่ แต่สิ่งที่น่าสนใจมากคือ หลังจากนี้อย่างน้อยๆ 5 ประเด็นที่จะทำให้ทรัมป์ หรือรีพับลิกันทำงานลำบากมาก คือ เรื่องของการออกกฎหมาย เพราะถ้าไปดูสัดส่วนของเสียงคองเกรสเดิม รีพับลิกันได้เปรียบอยู่แล้ว แต่ถ้าสัดส่วนและผลการเลือกตั้งเป็นแบบที่เราเห็นอยู่ในตอนนี้ จะเกิดภาวะที่เหมือนเป็นการปิดล็อกบางอย่าง ทรัมป์จะเสนอกฎหมาย ทางเดโมแครตที่คุมคองเกรสก็อาจจะปฏิเสธ หรือกลับกันถ้าทางฝั่งเดโมแครตเสนอกฎหมาย ทรัมป์ก็อาจใช้อำนาจในการวีโต้ร่างนั้นก็ได้” รศ.ดร.จักรีกล่าว
รศ.ดร.จักรี กล่าวว่า ประเด็นที่ 2 คือ เรื่องงบประมาณ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะในสัดส่วนแบบเดิมก่อนการเลือกตั้ง ทรัมป์คงถืออำนาจในการต่อรองค่อนข้างสูงมาก แต่ผลการเลือกตั้งที่ออกมาแบบนี้ จะทำให้กระบวนการกำหนดนโยบายในเรื่องของงบประมาณ เดโมแครตจะมีอำนาจในการเป็นคานดีด คานงัด ในการต่อรองได้มากยิ่งขึ้น
“ส่วนประเด็นที่ 3 ที่ผมคิดว่า มีความสำคัญมาก คือเรื่องของกลไกในการตรวจสอบ ถ่วงดุล ระหว่างคองเกรส กับรัฐบาล เพราะถ้ารีพับลิกันครองเสียงข้างมาก คองเกรสที่รีพับลิกันครองเสียงข้างมากจะเป็นตัวช่วยเซฟการทำงานของรัฐบาลโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว แต่ถ้าสภาพหน้าตาของคองเกรสที่เดโมแครตค่อนข้างได้เปรียบแบบนี้ ก็อาจมีอำนาจในการสอบสวนหรือตั้งกระทู้ถามประธานาธิบดีได้ด้วย ฉะนั้นจะทำให้ทรัมป์ทำงานลำบากมากขึ้น
ประเด็นที่ 4 ที่เป็นอีกประเด็นใหญ่คือ เรื่องการตั้งผู้พิพากษา ซึ่งถ้าเป็นคองเกรสแบบเดิม ทรัมป์จะมีสิทธิเสนอชื่อได้ แต่รอบนี้ เสนอไปแล้ว คองเกรสที่คุมโดยเดโมแครตอาจจะบล็อกได้ รวมถึงรายชื่อของนักการทูตต่างๆ ก็อาจจะถูกฝ่ายเดโมแครตบล็อกได้เช่นกัน” รศ.ดร.จักรี กล่าว
รศ.ดร.จักรี กล่าวต่อไปว่า สุดท้าย เรื่องที่ 5 ปฏิเสธไม่ได้เลยคือ การเลือกตั้งในปี 2028 วันนี้คงพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า เดโมแครตจะถืออำนาจในการกำหนดอะเจนด้าในการต่อรองกับทรัมป์ได้
“สรุปคือ มีแนวโน้มที่ 5 ประเด็นนี้ คือ การออกกฎหมาย การกำหนดร่างงบประมาณ เรื่องการสืบสวนสอบสวนรัฐบาล เรื่องการตั้งผู้พิพากษา และลากโยงไปถึงการเลือกตั้งในปี 2028 อาจจะเป็นข้อจำกัดของรีพับลิกันมากยิ่งขึ้น” รศ.ดร.จักรี กล่าว
รศ.ดร.จักรี กล่าวด้วยว่า มีประเด็นเพิ่มเติมมีอยากฝากไว้คือ ตอนนี้คนจำนวนมาก คิดไปแล้วว่า การเลือกตั้งปี 2028 พรรคเดโมแครตจะชนะ แต่ตนมองว่ายังเร็วเกินไป
“อย่าลืมว่า ถ้าสภาคองเกรสอยู่ในมือเดโมแครตแล้ว แต่เดโมแครตยังไม่สามารถแก้ปัญหาเงินเฟ้อได้ ยังไม่สามารถทำให้สงครามดีขึ้นได้ ยังไม่สามารถจัดการปัญหาเรื่องปิดล็อกในสภาฯ ได้ สุดท้ายโมเมนตัมมันจะวิ่งกลับไปหารีพับลิกันได้ ฉะนั้น วันนี้รีพับลิกันคงต้องตีโจทย์ให้แตกว่า ระหว่างคนไม่เอาทรัมป์ กับคนรักเดโมแครต มันไม่เหมือนกันเลย พรรคต้องทำการบ้านให้หนัก ตีผลลัพธ์ของการเลือกตั้งครั้งนี้ มองว่ามันเป็นแนวร่วมมุมกลับที่เขาต่อต้านทรัมป์หรือเป็นกระแสของเดโมแครตเอง มันก็จะส่งผลต่อการวางแผนแคมเปญการเลือกตั้ง 2028 ต่อไปด้วย” รศ.ดร.จักรี ทิ้งท้าย

