หน้าแรก ต่างประเทศ ปธน.อิสราเอลเ...

ปธน.อิสราเอลเลือก ไอเซนคอต คู่แข่ง เนทันยาฮู จัดตั้ง รบ. ใน 42 วัน

8.11.26 | 08:35 น.
REUTERS

ปธน.อิสราเอลเลือก ไอเซนคอต คู่แข่ง เนทันยาฮู จัดตั้ง รบ. ใน 42 วัน

ประธานาธิบดีไอแซก เฮอร์ซ็อก ของอิสราเอล ตัดสินใจเลือก กาดี ไอเซนคอต อดีตผู้บัญชาการทหาร คู่แข่งคนสำคัญที่สุดของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ให้เป็นผู้พยายามจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ โดยเขาประกาศการตัดสินใจดังกล่าวเมื่อวันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน หลังการเลือกตั้งที่ไม่มีฝ่ายใดได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดหรือสามารถรวบรวมเสียงข้างมากได้อย่างชัดเจน

เนทันยาฮู ซึ่งเป็นผู้นำที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดของอิสราเอล กำลังต่อสู้เพื่อรักษาอำนาจของตนไว้ หลังจากแนวร่วมรัฐบาลชาตินิยมทางศาสนาของเขาสูญเสียเสียงข้างมากในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม แม้จะยังคงเป็นกลุ่มการเมืองที่มีจำนวนที่นั่งมากที่สุดในรัฐสภาก็ตาม


ขณะที่ไอเซนคอต อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด ปฏิเสธที่จะจับมือเป็นพันธมิตรกับพรรคการเมืองอาหรับ แม้ว่าการได้รับเสียงสนับสนุนจากพรรคเหล่านี้จะช่วยให้เขามีเสียงข้างมากในรัฐสภา อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้นำพรรคอาหรับซึ่งไม่พอใจอย่างยิ่งต่อนโยบายที่พวกเขามองว่าเป็นการเหยียดเชื้อชาติของเนทันยาฮูและพันธมิตรฝ่ายขวาจัด ยังคงเสนอชื่อไอเซนคอตให้เป็นผู้ได้รับมอบหมายให้จัดตั้งรัฐบาลเป็นคนแรก ส่งผลให้เขาได้รับเสียงสนับสนุนจากสมาชิกรัฐสภามากที่สุด

โฆษกประธานาธิบดีเฮอร์ซ็อก ซึ่งมีบทบาทในเชิงพิธีการเป็นหลัก รวมถึงการเสนอชื่อบุคคลเพื่อจัดตั้งรัฐบาลผสมหลังการเลือกตั้ง กล่าวว่า ประธานาธิบดีเฮอร์ซ็อกได้เชิญไอเซนคอตมายังทำเนียบประธานาธิบดี โดยเขาจะได้รับมอบหมายให้ดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลในวันพรุ่งนี้ (8 พ.ย.)”

ไอเซนคอตโพสต์ข้อความผ่าน X ว่า “ขณะนี้ถึงเวลาแล้วที่จะต้องจัดตั้งรัฐบาลฉุกเฉินแห่งชาติ ผมจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้มั่นใจว่าเราจะเป็นรัฐบาลที่ประชาชนไว้วางใจและทำหน่ที่ได้สมกับความคาดหวังของพวกเขา”

Advertisement

อย่างไรก็ดี การเสนอชื่อไอเซนคอตดังกล่าวถูกมองว่า ทำให้เขาต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญในการจัดตั้งรัฐบาล

คาดว่าจะการเจรจาต่อรองที่เกิดขึ้นหลังจากนี้จะยืดเยื้อเป็นเวลาหลายสัปดาห์ หลังจากไอเซนคอตได้รับการเสนอชื่อ เขามีเวลา 28 วันในการพยายามรวบรวมเสียงสนับสนุนเพื่อจัดตั้งรัฐบาล และอาจได้รับการขยายเวลาออกไปอีก 14 วัน รวมเป็น 42 วัน

หนทางที่เป็นไปได้ในการก้าวขึ้นสู่อำนาจของเขามีหลายทาง ได้แก่ การพยายามจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย โดยอาศัยเสียงสนับสนุนจากพรรคอาหรับในการลงมติประเด็นสำคัญต่าง ๆ การจัดตั้งรัฐบาลผสมกับพรรคการเมืองยิวออร์โธดอกซ์สุดโต่ง ซึ่งก่อนหน้านี้เขาและพันธมิตรเคยปฏิเสธที่จะร่วมงานด้วย หรือการจัดตั้งรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติร่วมกับเนทันยาฮู

อย่างไรก็ดีนักวิเคราะห์ระบุว่า ทั้งสามแนวทางต่างมีความเป็นไปได้น้อยมากที่จะเกิดขึ้ได้จริง หากไอเซนคอตไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ก็จะเปิดโอกาสให้ผู้สมัครคนอื่นพยายามจัดตั้งรัฐบาลต่อไป และหากบุคคลดังกล่าวประสบความล้มเหลวอีก รัฐสภาก็สามารถเสนอชื่อบุคคลอื่นขึ้นมาได้เช่นกัน กระบวนการทั้งหมดนี้มีกรอบเวลาเวลาจำกัดที่ประมาณ 100 วัน หากไม่มีใครสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ ก็จะต้องจัดการเลือกตั้งใหม่

พรรคลิคุดของเนทันยาฮูคว้าที่นั่งได้มากที่สุดในบรรดาพรรคการเมืองทั้งหมด คือ 27 ที่นั่ง จากทั้งหมด 120 ที่นั่งในรัฐสภาอิสราเอล แต่เมื่อรวมกับแนวร่วมรัฐบาลชาตินิยมทางศาสนาของเนทันยาฮูทุกพรรคแล้วกลับได้เพียง 53 ที่นั่ง ซึ่งยังไม่ถึงจำนวน 61 ที่นั่งที่จำเป็นสำหรับการครองเสียงข้างมาก

พรรคยาชาร์ของไอเซนคอตกลายเป็นพรรคที่มีจำนวนที่นั่งมากเป็นอันดับสอง โดยได้ 21 ที่นั่ง ขณะที่แนวร่วมของเขาซึ่งประกอบด้วยพรรคการเมือง 4 พรรคที่มีแนวคิดตั้งแต่ฝ่ายกลางซ้ายไปจนถึงฝ่ายขวา และมีชาวยิวเป็นฐานเสียงหลัก ได้ที่นั่งรวมกันเพียง 48 ที่นั่ง ส่วนพรรคการเมืองสองพรรคที่เป็นตัวแทนของชนกลุ่มน้อยชาวอาหรับในอิสราเอลได้ที่นั่งรวมกัน 19 ที่นั่ง ซึ่งถือเป็นจำนวนที่ไม่เคยมีมาก่อน

ไอเซนคอต วัย 66 ปี เป็นบุตรของผู้อพยพชาวโมร็อกโก และหากได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เขาจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศที่มาจากชุมชนชาวยิวเชื้อสายมิซราฮี ซึ่งหมายถึงชาวยิวที่มีบรรพบุรุษสืบเชื้อสายมาจากภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ

ไอเซนคอตเป็นคนเก็บตัวและไม่ชอบปรากฏตัวผ่านสื่อ เขาเพิ่งเข้าสู่แวดวงการเมืองเมื่อปี 2022 โดยเคยดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีช่วงสงครามของเนทันยาฮูเป็นระยะเวลาสั้น ๆ ภายหลังกลุ่มฮามาสเปิดฉากโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 ก่อนจะถอนตัวกลับไปอยู่ฝ่ายฝ่ายค้าน

นับตั้งแต่นั้น เขาได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เนทันยาฮูอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับความเป็นผู้นำของเนทันยาฮู รวมถึงการบริหารจัดการปฏิบัติการทางทหารในฉนวนกาซา และยืนยันมาโดยตลอดว่าจะไม่เข้าร่วมรัฐบาลที่มีเนทันยาฮูเป็นผู้นำ

ภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของไอเซนคอตในสายตาสาธารณชนยังผูกโยงกับความสูญเสียที่ครอบครัวของเขาต้องเผชิญนับตั้งแต่ปี 2023 โดยลูกชายหนึ่งคนและหลานชายอีกสองคนของเขาเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติการสู้รบในฉนวนกาซา

ระหว่างการหาเสียง ไอเซนคอตเน้นย้ำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านความมั่นคงของตน โดยกล่าวถึงสิ่งที่เรียกว่า “หลักการดาฮิเยห์” ซึ่งเป็นแนวทางตอบโต้การโจมตีด้วยการใช้กำลังที่เหนือกว่าอย่างมหาศาล โดยเขาเคยนำหลักการดังกล่าวมาใช้ในฐานะผู้บัญชาการระหว่างสงครามที่อิสราเอลทำกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนเมื่อปี 2006 ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน

ไอเซนคอตยังวิพากษ์วิจารณ์การใช้ความรุนแรงของกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยิวต่อชาวปาเลสไตน์ ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นนับตั้งแต่ปี 2023 และส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลกับประเทศตะวันตกตึงเครียดมากขึ้น นอกจากนี้ เขายังคัดค้านพันธมิตรฝ่ายขวาจัดในแนวร่วมรัฐบาลของเนทันยาฮู ได้แก่ อิตามาร์ เบน-กวีร์ และเบซาเลล สโมทริช ซึ่งทั้งสองคนถูกประเทศตะวันตกบางประเทศตะวันคว่ำบาตร ฐานยุยงให้เกิดความรุนแรงต่อชาวปาเลสไตน์