เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า อังกฤษจะห้ามการจำหน่ายรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันเบนซินและดีเซลใหม่ เริ่มในปี ค.ศ.2040 เป็นต้นไป ส่วนหนึ่งของแผนการที่จะกำจัดรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันเชื้อเพลิงเหล่านี้ให้หมดไปจากท้องถนนเพื่อมุ่งรักษาสิ่งแวดล้อม จากการเปิดเผยของนายไมเคิล โกฟ รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมอังกฤษที่มีขึ้นในวันเดียวกันนี้ ซึ่งเป็นแผนมาตรการที่คล้ายคลึงกันกับที่รัฐบาลฝรั่งเศสที่ได้ประกาศมาแล้วเมื่อช่วงต้นเดือนนี้ และหลายเมืองใหญ่ของเยอรมนี เช่น สตุตการ์ทและมิวนิค ที่เผยแผนพิจารณาจะห้ามจำหน่ายรถยนต์ดีเซลด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้ รัฐบาลอังกฤษตกอยู่ภายใต้การกดดันในการดำเนินการเพื่อลดปัญหามลพิษทางอากาศ หลังจากพ่ายแพ้ในทางกฎหมายที่กลุ่มรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมต่อสู้เรียกร้อง และในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมามีการเสนอโครงการกำจัดยานยนต์ที่ก่อมลพิษมากที่สุดทิ้ง ขณะที่ก่อนหน้าการเลือกตั้งทั่วไปของอังกฤษเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา พรรคอนุรักษนิยมภายใต้การนำของนางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรี ยังได้ให้คำมั่นที่จะทำให้รถยนต์และรถแวนเกือบทั้งหมดที่วิ่งอยู่บนท้องถนนในประเทศปลอดจากการปล่อยมลพิษให้ได้ภายในปีค.ศ.2050 ย่างก้าวนี้จะยิ่งส่งผลให้รถยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซลมีจำนวนลดลงในตลาดที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของยุโรปที่ถูกก่นว่าว่าทำให้คุณภาพอากาศย่ำแย่
ขณะที่เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมนี้ บริษัท วอลโว่ ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ ประกาศแผนที่จะเริ่มลดการผลิตรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ซึ่งมีกระบวนการสันดาปภายใน โดยระบุว่ารถยนต์ทุกรุ่นที่บริษัทจะผลิตหลังจากปี ค.ศ.2019 เป็นต้นไปจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าหรือรถยนต์ไฮบริด
ข้อมูลในวงการอุตสาหกรรมรถยนต์ระบุว่า ความต้องการรถยนต์ดีเซลในประเทศอังกฤษในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ลดลงไป 10 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่การจำหน่ายรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น 5 เปอร์เซ็นต์ ส่วนยอดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริดเพิ่มขึ้นเกือบ 30 เปอร์เซ็นต์ในช่วงเวลาเดียวกัน

