การเมืองการปกครองในสหรัฐอเมริกาเวลานี้ กำลังอึมครึม สับสน นัวเนีย ชนิดที่น้อยครั้งจะเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา แน่นอน ปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากความพิเศษพิสดารเป็นการเฉพาะตัวของคนอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ แต่จนถึงขณะนี้ผู้สันทัดกรณีอเมริกันเองเริ่มเป็นกังวลมากขึ้นตามลำดับว่า ไม่ว่าจะเป็นทรัมป์หรือไม่ก็ตามที สถานการณ์บางอย่างก็ยังเกิดขึ้นอยู่ดี
โดนัลด์ ทรัมป์ เพียงทำให้ทุกอย่างย่ำแย่ลงจนถึงระดับ “เลวร้าย” ชนิดไม่เคยเป็นมาก่อน เท่านั้นเอง
เรื่องฉาวที่สุดในวงการเมืองอเมริกันยามนี้ รวมศูนย์อยู่ที่กรณี “รัสเซียกับการเลือกตั้ง” ที่ทำให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการสอบสวนพิเศษขึ้นอย่างน้อยที่สุด 2 คณะ ไม่ว่าทรัมป์จะทั้งทวีต ทั้งบอก ทั้งขู่ว่า “ไม่มีอะไรในกอไผ่” จนผู้นำอเมริกันคนใหม่ออกปากบ่นว่า ตนเองตกอยู่ในสภาพเหมือน “แม่มด” ที่ถูกไล่ล่าในยุคมืดของยุโรปไม่มีผิด
ทรัมป์ปลดหลายคนพ้นจากตำแหน่งทางการ สืบเนื่องจากเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจมส์ โคมีย์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนกลาง (เอฟบีไอ) ที่ฝืนคำสั่งให้ยุติการสืบสวนสอบสวนเรื่องนี้ แล้วกลายเป็นต้นเหตุให้ทุกอย่างพันเข้าหาตัวประธานาธิบดีและคนรอบข้างมากขึ้นตามลำดับ
กลายเป็นว่าคนสนิทของทรัมป์จำนวนไม่น้อยพัวพันอยู่กับเรื่องนี้ และยิ่งนับวันยิ่งชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า กรณี ฮิลลารี คลินตัน ถูกแฮกอีเมล์นั้น เป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของเรื่องทั้งหมด เหมือนยอดภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมาให้เห็นกันเท่านั้นเอง
ทางหนึ่งที่จะทำความเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดได้ ต้องย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของเรื่องราวเหล่านี้ นั่นคือกลับไปดูว่า ในช่วงก่อน ระหว่าง และหลัง เลือกตั้งเมื่อปี 2016 นั้นเกิดอะไรขึ้น
พฤติกรรมของ ทรัมป์-คลินตัน และผู้คนแวดล้อมถูกเปิดเผยออกมาเป็นระยะๆ กรณีอีเมล์ของคลินตัน ถูกตรวจสอบอย่างเป็นทางการถึง 2 รอบมาแล้ว กรณีของทรัมป์และคนสนิททั้งหลาย เริ่มชัดเจนมากขึ้นตามลำดับเช่นกัน อย่างเดียวที่ยังขาดหายไปคือ นอกจากเจ้าหน้าที่ของรัสเซียจะพบปะกับทรัมป์และคนของทรัมป์เป็นครั้งคราวแล้ว รัสเซียยังทำอะไรอีก?
มัสซิโม คาลาเบรซี ให้คำตอบไว้ในรายงานยาวเหยียดเผยแพร่ผ่านนิตยสารไทม์ เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาว่า
ในช่วงเวลาดังกล่าว ระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเลือกตั้งของสหรัฐอเมริกาทั้งระบบ ถูกโจมตีและเจาะทะลวงระบบครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา
กลุ่มแฮกเกอร์ที่ลงมือก็คือกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “แฟนซีแบร์” ที่เป็นที่รู้กันดีในแวดวงข่าวกรองอเมริกันว่า ทำงานให้กับ “หน่วยข่าวกรองกองทัพรัสเซีย” หรือ “จีอาร์ยู”!
ตามลำดับเหตุการณ์ที่ไทม์ปะติดปะต่อขึ้นจากการทำงานข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าคนที่ระแคะระคายเรื่องนี้เป็นคนแรกก็คือ ไมเคิล เฮสทริน หัวหน้าสำนักงานอัยการประจำเขตริเวอร์ไซด์ เคาน์ตี เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2016 วันที่รัฐแคลิฟอร์เนียกำหนดให้เป็นวันเลือกตั้งขั้นต้นภายในแต่ละพรรค
จู่ๆ หลายคนที่ขึ้นทะเบียนเพื่อใช้สิทธิลงเลือกตั้งไว้ กลับไม่สามารถลงคะแนนได้ ข้อมูลในบันทึกการลงทะเบียนของพวกเขาถูกเปลี่ยนไปชนิดที่ทุกคนไม่รู้เนื้อรู้ตัว ทุกคนระดมโทรศัพท์เข้ามาหาเฮสทริน ตั้งคำถามเหมือนกันหมดว่า ทำไม?
เฮสทรินส่งทีมลงไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น จัดการออกบัตรลงคะแนน “ชั่วคราว” ให้ทุกคนที่ถูกกันไม่ให้ลงคะแนน
ทุกอย่างน่าจะจบลงแค่นั้น หากโทรศัพท์ร้องเรียนมายังสำนักงานอัยการยุติลงไปด้วย แต่เหตุการณ์กลับเป็นตรงกันข้าม
เฮสทรินจบกฎหมายจากสแตนฟอร์ด ทำงานอัยการมา 19 ปี จนเรียกได้ว่าคร่ำหวอด รู้ในทันทีว่าบางอย่างผิดปกติกำลังเกิดขึ้น
ยิ่งตรวจสอบลึกลงไป ยิ่งพบพิรุธมากขึ้นตามลำดับในที่สุด ทีมสอบสวนของเฮสทริน สรุปความว่า มีอย่างน้อยที่สุด 6 กรณี ที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่าข้อมูลการลงทะเบียนของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งเหล่านั้น ถูกเปลี่ยนแปลงจากอย่างจงใจจากฝีมือของแฮกเกอร์
แฮกเกอร์ดังกล่าวใช้ข้อมูลส่วนตัวของเหยื่อ อาทิ หมายเลขบัตรประกันสังคม หรือหมายเลขใบขับขี่ เป็นใบเบิกทางให้สามารถเจาะเข้าสู่ฐานข้อมูลกลางสำหรับการลงทะเบียนเลือกตั้งของรัฐแคลิฟอร์เนียทั้งรัฐ
แต่เฮสทรินไม่สามารถดำเนินการใดๆ ต่อจากนั้นได้อีก เบาะแสที่มีอยู่ไปตีบตันตรงที่เซิร์ฟเวอร์ของรัฐแคลิฟอร์เนียไม่ได้มีระบบบันทึกข้อมูลที่อยู่ไอพีของใครก็ตามที่เข้ามาแก้ไขข้อมูลในทะเบียนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ดังนั้น เฮสทรินกับทีมสอบสวนไม่มีทางที่จะบ่งชี้ได้ว่าตัวการเจาะระบบครั้งนี้คือใคร และทำไปเพื่อวัตถุประสงค์ใด
แม้จะกังวลอยู่หนักมากก็ตามทีว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะทำให้ประชาชนอเมริกัน “หมดศรัทธา” ไม่มีความเชื่อถือใน “ระบบการเลือกตั้ง” อเมริกันทั้งระบบ!
ราว 3 สัปดาห์ หลังเกิดเหตุการณ์ที่ริเวอร์ไซด์ เคาน์ตี สถานการณ์เกิดขึ้นซ้ำที่อิลลินอยส์ เริ่มต้นที่เขตเลือกตั้งหนึ่งของเขตเลือกตั้งรวมทั้งสิ้น 109 เขต ซึ่งแต่ละเขตมีระบบคอมพิวเตอร์สำหรับใช้ในการเลือกตั้้งของตัวเอง รูปแบบการลงมือแตกต่างกันออกไปอยู่บ้าง แต่เป้าหมายเป็นอย่างเดียวกัน นั่นคือการจัดการเจาะเข้าไปในฐานข้อมูลหลักในระบบการเลือกตั้งของทั้งรัฐ
สิ่งที่เกิดขึ้นกับอิลลินอยส์ก็คือ “แฮกเกอร์” รายหนึ่งล็อกอินเข้าไปใช้ระบบลงทะเบียนเพื่อใช้สิทธิในการเลือกตั้งของเขตเลือกตั้งแห่งหนึ่ง แต่เมื่อเข้าถึงขั้นตอนการกรอกข้อมูลส่วนตัวเพื่อ “แสดงตน” สิ่งที่แฮกเกอร์รายนั้นป้อนลงไปในระบบกลับเป็นการป้อนชุดโปรแกรมที่เขียนไว้ล่วงหน้าชุดหนึ่งลงไปในนั้น เป็นชุดโปรแกรมที่เขียนด้วยภาษาเอสคิวแอล (สตรัคเจอร์ เควอรี แลงเกวจ) ซึ่งใช้สำหรับการ “สื่อสาร” กับคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้เป็นฐานข้อมูล
วิธีการดังกล่าวเป็นกรรมวิธีระดับ “คลาสสิก” ที่รู้จักกันดีในแวดวงแฮกเกอร์ มีชื่อเรียกขานว่า “เอสคิวแอล อินเจคชั่น”
พูดกันตามประสาชาวบ้านที่ไม่ใช่ช่างเทคนิคคอมพิวเตอร์ก็คือ “เอสคิวแอล อินเจคชั่น” ทำหน้าที่เสมือนเป็น “ประตูหลัง” ที่เปิดอยู่ตลอดเวลาสำหรับแฮกเกอร์รายดังกล่าวหรือใครก็ตามที่รู้กัน ให้สามารถ “เข้าถึง” แฟ้มข้อมูลรายชื่อของผู้ที่ลงทะเบียนใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งทั้งหมดของรัฐอิลลินอยส์ ย้อนหลังกลับไปตั้งแต่ปี 2006 อันเป็นที่ที่เริ่มมีการเก็บข้อมูลดังกล่าวบันทึกลงในฐานข้อมูล
เป็นแฟ้มข้อมูลรวมทั้งสิ้น 15 ล้านไฟล์!
“ประตูหลัง” ที่ว่านั้น เปิดอ้าอยู่ตลอดเวลาสำหรับแฮกเกอร์นานถึง 3 สัปดาห์ โดยที่ไม่มีใครรู้ระแคะระคายอะไรเลย
ไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำไปว่า ในช่วง 3 สัปดาห์ดังกล่าว แฮกเกอร์ “ทำ” อะไรกับข้อมูลมหาศาลเหล่านั้นบ้าง!
เจ้าหน้าที่รัฐอิลลินอยส์ค้นพบการ “รุกล้ำ” ดังกล่าวครั้งแรกเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม เหตุเพราะมีการแจ้งเตือนของระบบ เมื่อแฮกเกอร์รายนั้นพยายาม “ดาวน์โหลด” ข้อมูลทั้ง 15 ล้านไฟล์ ของผู้มีสิทธิออกเสียงรวม 15 ล้านคน ทันทีที่ตรวจสอบพบ อิลลินอยส์จัดการ “ตัดทั้งระบบ” ออกจากการเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต
แม้ปฏิกิริยาจะเร็วและถูกต้องเช่นนั้น ทางการอิลลินอยส์ยังพบว่า มีการ “ขโมย” ไฟล์ข้อมูลไปได้แล้ว 90,000 ไฟล์ ในจำนวนไฟล์เหล่านั้นมีมากกว่า 75,000 ไฟล์ ที่เป็นข้อมูล “แสดงตน” ของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง อาทิ หมายเลขใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ และหมายเลข 4 ตัวท้ายของบัตรประกันสังคม
ปลายเดือนกรกฎาคม อิลลินอยส์ รายงานเรื่องทั้งหมดไปยังเอฟบีไอ ซึ่งจัดการส่ง “ไซเบอร์ แอ๊กชั่นทีม” ลงพื้นที่ไปยังนครสปริงฟิลด์ เมืองเอกของรัฐ และเป็นเมืองที่ตั้งของฐานข้อมูลเลือกตั้งของรัฐทั้งหมด
โชคดีของ “หน่วยปฏิบัติการไซเบอร์” ที่เอฟบีไอส่งลงพื้นที่สปริงฟิลด์อยู่ตรงที่ระบบฐานข้อมูลของอิลลินอยส์ แตกต่างจากระบบของแคลิฟอร์เนีย เนื่องจากอิลลินอยส์มีระบบ “สำรองข้อมูล” ของฐานข้อมูลทั้งระบบก่อนหน้าที่จะถูกโจมตีด้วย “เอสคิวแอล อินเจคชัน” เอาไว้
ผลก็คือ นอกจากไซเบอร์ แอ๊กชั่นทีมจะสามารถ “ล่วงรู้” ว่าแฮกเกอร์เข้ามาทำอะไรกับข้อมูลบ้างแล้วเท่านั้น ยังสามารถแกะรอยย้อนกลับไปหา “ไอ้ตัวร้าย” ที่เป็นตัวการได้อีกด้วย
เจ้าหน้าที่ของเอฟบีไอพบว่า เมื่อสามารถเข้าไปอยู่ในระบบของฐานข้อมูลแล้ว แฮกเกอร์ทั้งพยายาม “ปรับเปลี่ยน” และ “ลบ” ข้อมูลการลงทะเบียนเพื่อใช้สิทธิในการเลือกตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลในส่วนที่เป็น “ชื่อ-นามสกุล” และ “ที่อยู่” อย่างไรก็ตาม ความพยายามดังกล่าวแบบอัตโนมัตินั้น ดูเหมือนไม่ประสบผลสำเร็จ
ระบบฐานข้อมูลเลือกตั้งของรัฐอิลลินอยส์ นอกจากจะมีการสำรองข้อมูลแล้ว ยังมีระบบบันทึก “ที่อยู่ไอพี” ของผู้ที่เข้ามาจัดการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลอีกด้วย ระบบบันทึกนี้เป็นส่วนสำคัญที่สุด ที่ทำให้เอฟบีไอ สามารถแกะรอยแฮกเกอร์รายนี้ได้สำเร็จ
รูปแบบจำเพาะตัวในการเขียนโปรแกรมแฮก ซึ่งรู้จักกันในแวดวง “ไซเบอร์ ซีเคียวริตี” ว่าเป็น “รอยนิ้วมือดิจิทัล” บวกกับเทคนิคต่างๆ ที่แฮกเกอร์กลุ่มนี้นำมาใช้ในการเจาะระบบเลือกตั้งของอิลลินอยส์ นำทีมสอบสวนไปสู่กลุ่มแฮกเกอร์ที่เรียกตัวเองว่า “แฟนซีแบร์” ที่รู้กันดีว่าเป็น “มือไม้-แขนขา” ของหน่วยงานข่าวกรองสำคัญของรัสเซีย
หน่วยงานที่มีชื่อแปลเป็นภาษาไทยว่า “กองอำนวยการข่าวกรองหลัก” แต่รู้จักกันทั่วไปมากกว่าในชื่อย่อจากภาษารัสเซียว่า “จีอาร์ยู” นั่นเอง
สอดคล้องกับรายงานลับของหน่วยข่าวกรองอเมริกันก่อนหน้านี้ที่ระบุว่า สายของจีอาร์ยูเคยอวดโอ่กันเองว่า เดี๋ยวจะแฮกระบบเลือกตั้งอเมริกันให้ดู!
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน “เทศกาลเลือกตั้ง” ของสหรัฐอเมริกาทั้งในแคลิฟอร์เนียและอิลลินอยส์นั้น ไม่ใช่ครั้งแรกสำหรับสหรัฐอเมริกา เพราะรัสเซียเคยแสดงความพยายามเจาะเข้ามา “ด้อมๆ มองๆ” ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อการเลือกตั้ง ทั้งในระดับท้องถิ่นและในระดับรัฐมาแล้วหลายครั้ง ต่อเนื่องกันมาหลายปี
ในปี 2008 ทางการรัสเซียเคยแฮกฐานข้อมูลที่ใช้ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ทั้งของ จอห์น แม็คเคน ตัวแทนรีพับลิกัน และ บารัค โอบามา ตัวแทนของเดโมแครต
ไมเคิล แดเนียล อดีตผู้ประสานงานไซเบอร์ประจำทำเนียบขาว บอกว่า ในปี 2014 แฮกเกอร์รัสเซียยิ่งสำแดงเดชอาจหาญมากขึ้นกว่าเดิม เพราะก่อนหน้านี้ พอจับได้ว่ามาป้วนเปี้ยนอยู่ในระบบก็ “หายตัวไป เหมือนผี” แต่ “หลังปี 2014 ถึงจะพบเห็นชัดเจนอยู่ในเน็ตเวิร์ก ก็จะยังคงอยู่อย่างนั้น เหมือนจะอวดอ้างว่า เอ็งถูกสิงสู่แล้วนะ” มีปัญญาทำอะไรไหม?
ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2016 ยิ่งหนักข้อมากขึ้นไปอีก แดเนียลบอกว่า เหตุการณ์ที่อิลลินอยส์เกิดขึ้นไล่เลี่ยกันกับการเจาะระบบฐานข้อมูลเลือกตั้งในรัฐแอริโซนา กับอีกบางรัฐ
เจ้าหน้าที่อเมริกันได้ข้อสรุปในเวลาต่อมาว่า ช่วงก่อนการเลือกตั้งต่อเนื่องจนถึงระหว่างการเลือกตั้ง มีหลักฐานบ่งชี้ชัดเจนว่ามีการเจาะระบบฐานข้อมูลเลือกตั้งในระดับรัฐต่อเนื่องถึง 20 รัฐ ส่วนที่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนมีอีกไม่น้อย แต่สามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า รัฐต่างๆ ราว “ครึ่งประเทศ” ถูกเจาะระบบในช่วงเวลาดังกล่าว
ส่วนที่เหลืออีกครึ่ง จะถูกแฮกหรือไม่ ไม่แน่ชัด แต่แดเนียลระบุว่า การไม่มีรายงานหลักฐานการเจาะระบบ ไม่ได้หมายความว่าฐานข้อมูลของรัฐเหล่านั้นไม่ได้ถูกเจาะ
เพราะข้อเท็จจริงอาจเป็นแค่ว่า “เราไม่รู้ว่าถูกแฮก” เท่านั้นเอง
คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นตามมาหลังข้อสรุปดังกล่าวก็คือ รัสเซียต้องการอะไร?
แล้วสหรัฐอเมริกาจะรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร?

