หากพูดถึงกรุงปรากหรือสาธารณรัฐเช็ก เชื่อได้เลยว่าคนไทยส่วนใหญ่คงจะนึกถึงบ้านเรือนและสถานท่องเที่ยวที่สวยงาม แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าเช็กยังมีความน่าสนใจอื่นๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะในมิติด้านเศรษฐกิจที่มีศักยภาพและมีนวัตกรรมก้าวล้ำนำสมัยมากมาย
ท่านทูตณรงค์ ศศิธร เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก ตั้งข้อสังเกตที่น่าคิดว่า คนเช็กก็มองไทยเป็นเป้าหมายด้านการท่องเที่ยว มากกว่าที่จะมองว่าไทยเป็นคู่ค้าที่มีศักยภาพ เช่นเดียวกับที่คนไทยก็มองเช็กในมิติเดียวกัน เราประสบความสำเร็จด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวมากเสียจนกลบความร่วมมือด้านอื่นๆ ไปเสียหมด
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเพิ่งจะมีการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า(เจอีซี)ไทย-เช็ก ครั้งที่ 2 ขึ้น โดยมีนายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธานการประชุมร่วมกับนายวลาดิมีร์ บาร์เทิล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเช็ก โดยมีคณะนักธุรกิจเช็กมากมายเดินทางมาเยือนไทยพร้อมกันเพื่อพูดคุยกับสภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)ของไทย ภายใต้เป้าหมายให้มีการศึกษาและเรียนรู้ซึ่งกันและกันในมิติด้านการค้าการลงทุนให้มากขึ้น

ท่านทูตณรงค์ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า เช็กเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญมากในยุโรป มูลค่าการส่งออกของไทยไปยังเช็กแต่ละปีมีมากกว่า 25,000 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าที่ส่งไปตลาดอย่างสวีเดน เดนมาร์ก โปแลนด์หรือออสเตรีย อีกทั้งเช็กตั้งอยู่ใจกลางยุโรป ติดกับตลาดที่สำคัญอย่าง เยอรมัน ออสเตรีย โปแลนด์ รวมทั้งประเทศแถบยุโรปตะวันออก ซึ่งเป็นตลาดเกิดใหม่(emerging markets) ที่มีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง และคนมีกำลังซื้อมากขึ้น
เช็กเป็นที่ยอมรับมาอย่างยาวนานในเรื่องวิศวกรรม เครื่องจักรกล พลังงาน รวมไปถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ อาทิ นาโนเทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์หลายๆ อย่างที่เป็นยี่ห้อของเยอรมันก็ผลิตในเช็ก เพราะมีบริษัทเยอรมันหลายบริษัทที่มาลงทุนในเช็ก ในภูมิภาคยุโรปถือว่าเช็กก็เป็นน้องๆ เยอรมันเลยทีเดียว เพราะสินค้าที่ผลิตได้ก็ทัดเทียมของเยอรมันแต่จะมีราคาย่อมเยากว่า
นักธุรกิจไทยบางคนพูดถึงเช็กว่าเป็นไต้หวันในยุโรป คือมีความก้าวหน้าเรื่องอุตสาหกรรม และเทคโนโลยี แต่ดีกว่าไต้หวันเพราะเช็กมีรากฐานทางวิศวกรรมงานวิจัยและพัฒนามายาวนานกว่า
ท่านทูตณรงค์บอกว่า จุดประสงค์ของการประชุมเจอีซีคือจะพยายามให้การค้าระหว่างสองประเทศครอบคลุมหลากหลายมากขึ้น สินค้าจากไทยส่วนใหญ่กระจุกตัวที่สินค้าอุตสาหกรรม ขณะที่เรากำลังส่งเสริมสินค้าเกษตร อาหารแปรรูป วัสดุตกแต่ง ส่วนสินค้าจากเช็กเป็นเครื่องจักร เคมีภัณฑ์ เทคโนโลยี
การลงทุนเป็นอีกประเด็นที่สำคัญมาก ผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกไปในยุโรปก็น่าจะเจอกับความเข้มงวดของการตรวจสอบคุณภาพของสินค้าซึ่งกว่าจะเข้าสู่ตลาดยุโรปได้นั้นค่อนข้างซับซ้อน ดังนั้นจึงไม่ควรมองข้ามที่จะใช้เช็กเป็นฐานการลงทุน เมื่อมีฐานการผลิตที่เช็ก สินค้าก็จะเข้าสู่ตลาดยุโรปได้ง่ายขึ้น เนื่องจากเช็กเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป(อียู) อีกทั้งเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ ทำให้สินค้าของเช็กหรือที่ผลิตในเช็กสามารถเข้าสู่ตลาดหลักในยุโรปได้ง่าย

สาขาที่มีศักยภาพ คือ อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ ชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าส่งออกจำนวนมากของเช็ก นอกจากนี้เช็กเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่สำคัญในยุโรปอีกด้วยด้วย ล่าสุดมีภาคเอกชนของไทยรายหนึ่งที่เข้ามาลงทุนในเช็กเพื่อผลิตอุปกรณ์หลอดไฟ LED เพื่อส่งขายในตลาดในยุโรปทั้งหมด
เช็กเองก็ต้องการที่จะลงทุนในไทยเพื่อใช้ไทยเป็นฐานในอุตสาหกรรมที่ไทยมีความพร้อมกว่าประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค เช่น บริษัท Linet ของเช็ก เป็นบริษัทผลิตเตียงคนไข้ระดับโลก ซึ่งส่งขายทั้งในเช็ก สหรัฐอเมริกา และเอเชีย ซึ่งปัจจุบันมียอดขายเพิ่มมากขึ้นทำให้มียอดการผลิตเพิ่ม จึงกำลังมองมาที่ไทยเพื่อเป็นฐานการผลิตส่งขายในประเทศในเอเชีย นอกจากนี้เช็กยังเป็นผู้นำเรื่องเทคโนโลยีด้านการขนส่ง รถราง การบิน และเหมืองแร่ก็เป็นอีกสาขาที่เช็กให้ความสนใจ
ท่านทูตณรงค์มองว่า สิ่งที่เป็นความท้าทายปัจจุบันของไทยและเช็กคือนักธุรกิจของแต่ละฝ่ายยังไม่ค่อยรู้จักกัน ไม่ค่อยรู้ศักยภาพของกันและกัน ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่ภาครัฐของแต่ละฝ่ายต้องผลักดันและอำนวยความสะดวกให้ภาคเอกชนทั้งสองฝ่ายพบปะกัน และด้วยเหตุนี้ในการประชุมครั้งนี้จึงได้จัดให้มีการพบกันของภาคเอกชนทั้งสองประเทศ โดยสถานทูตได้นำประธานสภาอุตสาหกรรมของเช็ก ซึ่งประกอบไปด้วยบริษัทเอกชนกว่า 15,000 ราย มาเข้าร่วมประชุมด้วย และสำหรับฝ่ายไทย สภาอุตสาหกรรมของไทยก็จัดให้มีการสัมมนาทางธุรกิจระหว่างไทย-เช็กในช่วงการประชุม เพื่อแสดงให้เห็นว่าเช็กมีศักยภาพที่จะเป็นคู่ธุรกิจสำคัญของไทยในยุโรป และไทยก็สามารถเป็นคู่ธุรกิจสำคัญของเช็กในเอเชียได้เช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นพ้องที่จะขยายความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจ การลงทุน อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งในเร็วๆ นี้จะมีการเปิดสายการบินตรงจากไทยไปยังเช็ก นอกจากนี้ยังพูดถึงความร่วมมือด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม โครงสร้างพื้นฐาน ความร่วมมือทางวิชาการ และความร่วมมือไตรภาคี โดยเฉพาะกับกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม) ในฐานะที่ไทยเป็นประตูสู่อาเซียนและเช็กเป็นประตูสู่สหภาพยุโรป
“การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นถูกจังหวะและเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด เพราะเช็กก็กำลังขยายตลาดมายังเอเชีย และเขามองไทยเป็นประตูไปสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่ไทยอยู่ในช่วงปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ รวมทั้งมีนโยบายประเทศไทย 4.0 รวมทั้งโครงการระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก(อีอีซี) ผู้นำภาคเอกชนเช็กก็จะได้เข้ามารับทราบรายละเอียดเหล่านี้”ท่านทูตณรงค์กล่าว
ที่ประชุมเจอีซีได้มอบหมายให้เอกอัครราชทูตของทั้งสองประเทศไปจัดลำดับความสำคัญของความร่วมมือในสาขาต่างๆ ที่ได้หารือกันที่ได้มีการพูดคุยคือ ชิ้นส่วนยานยนต์ พลังงานทางเลือก และวัสดุทางการแพทย์ โดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยได้เสนอให้มีการติดตามผลการหารือด้วยการจัดให้มีการประชุมประจำปีในระดับอธิบดีของทั้งสองประเทศเพื่อติดตามความคืบหน้าและพูดคุยถึงข้อติดขัดต่างๆ ไปพร้อมๆ กัน
ท่านทูตณรงค์บอกว่า ผลการประชุมถือประสบความสำเร็จตามความตั้งใจ เช็กเป็นประเทศที่ถือเป็นมิตรใกล้ชิดที่สุดของไทยประเทศหนึ่งในอียู เขาแสดงความเข้าใจและสนับสนุนการดำเนินการของไทยตามโรดแมป แต่แน่นอนว่ายังมีสิ่งที่ต้องทำอีกมาก เพื่อเพิ่มพูนความรู้จักและความร่วมมือระหว่างกันให้มากยิ่งขึ้นต่อไป

