คอลัมน์ไฮไลต์โลก: ‘ซัมซุง’ ในวันที่ไร้ ‘อี แจ ยอง’

30.08.17 | 18:00 น.
อี แจ ยอง

“ซัมซุง” (หรือซัมซอง ในภาษาเกาหลี) เป็นแบรนด์ระดับโลก ที่ “ซัมซุง กรุ๊ป” แชโบล-กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่สุดของเกาหลีใต้ สร้างขึ้นจนมีอิทธิพลแทรกซึมอยู่ในเกือบทุกอณูส่วนของการดำเนินชีวิตประจำวันของชาวเกาหลี ที่ผลการดำเนินธุรกิจของซัมซุงช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ คิดเป็น 1 ใน 5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี) ของเกาหลีใต้

การถูกศาลพิพากษาโทษจำคุก 5 ปี ของ “อี แจ ยอง” ทายาทแห่งตระกูล “อี” ผู้ก่อตั้งซัมซุง กรุ๊ป ซึ่งดำรงตำแหน่งรองประธานซัมซุง กรุ๊ป ในฐานความผิดทุจริตติดสินบนเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีคำถามว่า คำตัดสินดังกล่าวจะส่งผลกระทบอย่างไรต่ออาณาจักรกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่สุดแห่งแดนกิมจินี้บ้าง?

“การิชมา วัสวานี” ผู้สื่อข่าวสายเศรษฐกิจของบีบีซี อ้างความเห็นของ “เจฟฟรีย์ เคน” ผู้กำลังจะมีผลงานเขียนเกี่ยวกับอาณาจักรทุนซัมซุงออกมา บอกว่า “ในระยะสั้นก็อาจกระทบไม่เท่าไร” ด้วยเหตุที่ระบบการบริหารงานของซัมซุงเป็นแบบกระจายอำนาจ ทำให้อี แจ ยอง ไม่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการบริหารงานรายวันอยู่แล้ว แต่ถ้ามองกันในระยะยาวเป็นอีกเรื่อง!

ตำแหน่งของ อี แจ ยอง ถูกวางให้เป็นผู้กำหนด “วิสัยทัศน์” ในระยะยาวขององค์กร จากการเป็นคนในตระกูลผู้ก่อตั้งและในฐานะคนรุ่นใหม่ที่ไปร่ำเรียนในต่างประเทศ ทำให้เขามีทรรศนะมุมมองเฉพาะตัว ซึ่งจะทำให้เอื้อต่อการแสวงหาโอกาสในการพัฒนาสร้างความเติบโตให้แก่อาณาจักรซัมซุงได้

การิชมาบอกว่า ทายาทคนโตแห่งซัมซุง กรุ๊ป ผู้นี้ มีบทบาทอย่างสำคัญในการพัฒนาธุรกิจแห่งอนาคตของซัมซุงและยังมีสายสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าซัมซุงทั่วโลก เขารู้ดีว่าควรจะจัดการดูแลอย่างไรกับลูกค้าที่ยากๆ ด้วยความที่เขามีความเข้าใจเข้าถึงแนวทางการทำธุรกิจของซัมซุงอย่างลึกซึ้ง อี แจ ยอง รู้ดีว่าองค์กรต้องการสิ่งใด เขาก็จะทำให้ก้าวไปถึงจุดนั้น เหล่านี้เป็นทักษะที่ไม่สามารถให้ใครมาแทนที่กันได้ง่ายๆ ไม่ใช่แค่อาศัย “มืออาชีพ” หากปราศจาก “ผู้นำ” ในตระกูลผู้ก่อตั้งก็ยากที่จะผลักดันอาณาจักรซัมซุงไปในทิศทางใหม่ โดยเฉพาะในการเผชิญการแข่งขันจากคู่แข่งที่น่ากลัวทั้งจากจีนและญี่ปุ่น

Advertisement

คำพิพากษาอี แจ ยอง ยังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากแชโบลทรงอิทธิพลรายอื่นๆ แม้อี แจ ยอง จะไม่ใช่บิ๊กบอสรายแรกของแชโบลเกาหลีใต้ที่ถูกดำเนินคดีและถูกตัดสินโทษจำคุก แต่คดีของอี แจ ยอง ต่างไปจากบิ๊กบอสแชโบลรายอื่นๆ ที่โดนคดีทุจริตเหมือนกัน จากการได้รับโทษจำคุกยาว นี่ถูกมองว่าสะท้อนให้เห็นสัญญาณสำคัญบางอย่าง

สัญญาณที่ว่า “เจฟฟรีย์ เคน” ระบุว่า เป็นสัญญาณของการขับเคลื่อนการปฏิรูปกลุ่มแชโบลครั้งใหญ่ของเกาหลีใต้ที่ยังเพียงแค่เพิ่งเริ่มต้น หลังจากคดีอี แจ ยอง เกี่ยวพันกับการใช้อำนาจรัฐในทางมิชอบของฝ่ายผู้กุมอำนาจรัฐอย่าง “ปาร์ค กึน เฮ” ที่ทำให้เธอต้องพ้นจากเก้าอี้ประธานาธิบดีไป ท่ามกลางกระแสกดดันจากสังคมให้ฝ่ายผู้กุมอำนาจรัฐจัดการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นที่ฝังรากลึกอยู่ในระบบ โดยมีกลุ่มแชโบลที่แม้จะเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอันสำคัญ แต่ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเอื้อให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจที่นำไปสู่การทุจริตประพฤติมิชอบขึ้นได้เช่นกัน