
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การขึ้นกล่าวสุนทรพจน์บนเวทีประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ(ยูเอ็นจีเอ) เป็นครั้งแรกของนายโดนัลด์ ทรัมป ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 19 กันยายน ทรัมป์ใช้เวลาราว 42 นาที กล่าวให้เห็นภาพว่าโลกตกอยู่ในอันตรายจากการเผชิญปัญหาท้าทายต่างๆ โดยเฉพาะภัยคุกคามจากประเทศที่ทรัมป์มองว่าเป็น “รัฐอันธพาล” คือ เกาหลีเหนือ อิหร่าน และ เวเนซุเอลา ที่จักต้องหาแนวทางรับมือ

ทรัมป์กล่าวโอ่ว่าสหรัฐมีความแข็งแกร่งทางทหารและมีความอดทนเป็นเลิศ แต่ก็ส่งสัญญาณให้เห็นถึงความพร้อมของสหรัฐในการตอบโต้ระบอบปกครองที่อันตราย ทรัมป์ย้ำเตือนถึงการทดสอบอาวุธของเกาหลีเหนือว่าเป็นการละเมิดมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ(ยูเอ็นเอสซี) และกล่าวโจมตีนายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือว่าเป็น “มนุษย์จรวดที่กำลังทำภารกิจฆ่าตัวตาย” และว่า หากสหรัฐถูกบีบให้ต้องปกป้องตนเองหรือพันธมิตร สหรัฐก็ไม่มีทางเลือก แต่จะทำลายเกาหลีเหนือให้ราบคาบ

ทรัมป์เรียกรัฐบาลอิหร่านว่าเป็น”ระบบเผด็จการที่ทุจริตซึ่งอยู่เบื้องหลังประชาธิปไตยอันจอมปลอม ที่ส่งออกความรุนแรง การนองเลือดและความวุ่นวาย” ทรัมป์ยังกล่าวถึงข้อตกลงนิวเคลียร์ที่สหรัฐเจรจาไว้กับอิหร่านในสมัยรัฐบาลอดีตประธาธิบดีบารัค โอบามาว่าเป็นสิ่งที่น่าละอาย พร้อมเปรยว่าอาจจะมีการแก้ไขข้อตกลงนี้ให้ถูกต้องเมื่อถึงกำหนดเส้นตายในกลางเดือนตุลาคมนี้ ทรัมป์ยังโจมตีรัฐบาลเวเนซุเอลาว่าเป็นระบบเผด็จการสังคมนิยมที่ทุจริต และเตือนว่าสหรัฐได้เตรียมการที่จะจัดการกับเวเนซุเอลาไว้แล้ว
การแสดงวิสัยทัศน์ครั้งนี้ของทรัมป์ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์จากบางประเทศ ที่ยังมีการส่งเสียงพึมพำดังขึ้นในช่วงที่ทรัมป์กล่าวถึงคิม จอง อึนว่าเป็น มนุษย์จรวด หนึ่งในเสียงวิจารณ์นั้นมาจากนางมาร์กอท วอลสตอรม รัฐมนตรีต่างประเทศสวีเดนที่กล่าวว่า “เป็นสุนทรพจน์ที่ไม่เหมาะสม ไม่ถูกเวลาและไม่เหมาะแก่ผู้ฟัง”

ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศเวเนซุเอลากล่าวโต้ว่า “ทรัมป์ไม่ใช่ประธานาธิบดีโลก เขายังไม่สามารถแม้แต่จะจัดการรัฐบาลของตนเองได้”
ด้านนายโมฮัมเหม็ด จาวัด ซารีฟ รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ทวีตข้อความโต้ทรัมป์ว่า “สุนทรพจน์ที่สร้างความเกลียดชังของทรัมป์เป็นเหมือนอยู่ในยุคกลาง ไม่ใช่ยูเอ็นในศตวรรษที่ 21 ซึ่งไม่มีค่าพอที่จะตอบโต้”
ทว่าทรัมป์ยังได้รับเสียงชมจากนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนตันยาฮู ของอิสราเอล ที่เห็นด้วยว่าข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านควรจะต้องมีการแก้ไขหรือกยกเลิกไป และมีเสียงชมจากสมาชิกพรรครีพับลิกันหลายคน เช่น วุฒิสมาชิกออร์ริน แฮทช์ ที่สนับสนุนท่าทีแข็งกร้าวของทรัมป์ที่มีต่อผู้นำเกาหลีเหนือ
ส่วนในแวดวงผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายต่างประเทศไม่ได้ประทับใจวิสัยทัศน์ของทรัมป์เท่าไรนัก โดยบางคนมองว่าทรัมป์กำลังพยายามจะสร้างลัทธิ “อเมริกา เฟิร์สต์” (อเมริกามาก่อน) เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับหลายสิ่งที่ทรัมป์เคยให้คำมั่นไว้ ขณะที่ทรัมป์ก็พูดเยอะเกินไปในการชื่นชมยูเอ็นว่าเป็นองค์กรที่นำรัฐชาติต่างๆมาร่วมกันในการต่อสู้กับปัญหาท้าทายโลก
