คอลัมน์ โกลบอลโฟกัส : ฮัมซา บิน ลาเดน

23.09.17 | 13:13 น.

“ฮัมซา บิน โอซามา บิน โมฮัมเหม็ด บิน อาวัด บิน ลาเดน” หรือที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ “ฮัมซา บินลาเดน” อายุเพิ่งจะ 28 ปี ตอนที่ถูกเรียกขานว่า “นิว เอเมียร์ ออฟ อัลเคด้า” หรือ “เจ้าผู้ครองนครอัลเคด้า” คนใหม่ เมื่อต้นปีนี้

เป็นการปรากฏขึ้นของผู้นำใหม่ของขบวนการก่อการร้ายสากลขบวนการนี้ ในยามที่ดูเหมือนว่า “อัลเคด้า ของ อัยมาน อัล ซาวาฮีรี” ผู้นำที่สืบทอดตำแหน่งต่อจาก โอซามา บินลาเดน กำลังอ่อนแอ และตกต่ำถึงขีดสุด

อัลเคด้า ไม่เพียงสูญเสีย บิน ลาเดน ผู้นำสูงสุดและผู้นำจิตวิญญาณของขบวนการนักรบศักดิ์สิทธิสากลไปในการจู่โจมเฉียบพลันของ “ซีล ทีม ซิกซ์” ในแอ็บบอททาบัด ปากีสถานเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2011 เท่านั้น ยังสูญเสีย อิทธิพลและบารมีในแวดวงก่อการร้ายโลกให้กับ กองกำลังรัฐอิสลาม (ไอเอส หรือ ไอซิส) คู่แข่งสำคัญในขบวนการโกลบอล ญิฮาด ไปในช่วงที่ผ่านมา

อัยมาน อัล ซาวาฮีรี ทำหน้าที่ผู้นำได้ดีที่สุดเพียงแค่ รักษาองค์กรไว้ไม่ให้ล่มสลาย ดำรงแนวทางของกลุ่มเอาไว้อย่างต่อเนื่อง รอคอยการบ่มเพาะอิทธิบารมีของผู้นำรุ่นใหม่เข้ามารับช่วงต่อเพื่อปลุกชีวิตชีวา ฟื้นอำนาจอิทธิพลให้กับขบวนการอัลเคด้าอีกครั้ง

รอการวุฒิภาวะของคนอย่าง ฮัมซา บิน ลาเดน ให้สุกงอม พร้อมสำหรับแบกรับภารกิจตามแนวทางและอุดมการของผู้เป็นบิดา

Advertisement

ดูเหมือนว่า ตอนนี้เวลาที่รอคอยมาถึงแล้ว!

นักวิชาการด้านต่อต้านการก่อการร้าย รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญเรื่องอัลเคด้า รู้ดีว่า ฮัมซา บิน ลาเดน คือ ลูกชาย “คนโปรด” ของอดีตผู้นำอัลเคด้าอย่าง บิน ลาเดน จากภาพในคลิปวิดีโอ เพื่อโฆษณาชวนเชื่อของขบวนการที่เผยแพร่ออกมาในราวปี 2001 ขณะ ฮัมซา อายุเพียง 12 ปี

ในคลิปวิดีโอดังกล่าว ไม่เพียงแสดงให้เห็น ฮัมซา ปรากฏตัวพร้อมกับผู้เป็นบิดา พร้อมกับอาวุธปืนคาลาชนิคอฟในมือเท่านั้น เด็กชายยัง อ่านบทกวี สรรเสริญความห้าวหาญของนักรบทาลิบัน ผู้ปกป้องดินแดนของตนในอัฟกานิสถาน และภาพของเขาพร้อมกับซากชิ้นส่วนเฮลิคอปเตอร์ในมือ ที่อ้างว่าเป็น เฮลิคอปเตอร์อเมริกัน ที่ถูกยิงตกจากท้องฟ้า

แม้ว่าในความเป็นจริง นั่นคือซากเก่าเก็บของเฮลิคอปเตอร์กันชิป ของกองทัพโซเวียต ที่ถูกยิงตกตั้งแต่ยุคกองทัพแดงบุกยึดครองอัฟกานิสถานในสมัยสงครามเย็นก็ตาม

หลังจากนั้น โลกภายนอกรับรู้เรื่องราวของ ฮัมซา บิน ลาเดน น้อยมาก

อันที่จริง ภาพเมื่อครั้งอายุเพียง 12 ปีดังกล่าว ถือเป็นภาพ “ทางการ” ที่เป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นภาพจริงของ ฮัมซา เพียงภาพเดียวในยามนี้ด้วยซ้ำไป

จนถึงขณะนี้ ผู้ที่ติดตาม ปะติดปะต่อเรื่องราวของ ฮัมซา บิน ลาเดน ตั้งแต่แรกเริ่มจนกระทั่งถึงการกลับมาปรากฏตัวใหม่อีกครั้งในโลกของการก่อการร้าย คือ อาลี ซูฟาน นักเขียน นักวิจัยด้านการก่อการร้ายประจำ ศูนย์เพื่อต่อสู้ลัทธิก่อการร้าย แห่ง เวสต์ ปอยต์ สหรัฐอเมริกา

ผลงานของเขาปรากฏเป็นหนังสือเล่มเขื่อง ซึ่งสำนักพิมพ์ ดับเบิลยู. ดับเบิลยู. นอร์ตัน แอนด์ คอมปะนี จัดพิมพ์จำหน่ายเมื่อต้นปีนี้ในชื่อ “อะนาโตมี ออฟ เทอร์เรอร์-จากความตายแห่งบิน ลาเดนถึงการผงาดของรัฐอิสลาม” ให้ภาพความเป็นไปของ ฮัมซา ไว้อย่างถี่ถ้วนมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา

รวมทั้งข้อเท็จจริงที่ว่า ฮัมซา บิน ลาเดน อาจไม่มีวันนี้

เขาอาจตายหรือไม่ก็ถูกจับกุมพร้อมกับผู้เป็นบิดาที่แอ็บบอททาบัด ถ้าหากแผนการเดินทางไปสมทบกับ บิน ลาเดน ดำเนินไปตามแผน

ฮัมซา อยู่ห่างจากชะตากรรมเดียวกันนั้นเพียงไม่กี่สัปดาห์ หรืออาจจะเป็นเพียงไม่กี่วันเท่านั้นด้วยซ้ำไป

 

โอซามา บิน ลาเดน แต่งงานกับภรรยาครบ 4 คนตามข้อกำหนดในศาสนาอิสลาม ตั้งแต่เมื่อครั้งยังใช้ชีวิตอยู่ในเมือง เจดดาห์ ซาอุดีอาระเบีย ตอนที่กำลังสร้างชื่อจากการเป็นผู้นำในการต่อต้านการยึดครองของโซเวียตในอัฟกานิสถาน

ภรรยาคนแรก คือ นัจวา อัล-กาเน็ม มีลูกด้วยกันหลายคน รวมทั้ง อับดุลเลาะห์ ลูกชายคนโตของบิน ลาเดน และ ซาอัด ซึ่งมีอาการทางประสาท เชื่อกันว่าสืบเนื่องจากการแต่งงานตั้งแต่ยังเยาว์ของผู้เป็นพ่อและแม่

ภรรยาคนที่สอง คือ คัดดิเญาะ ชาริฟ ซึ่งต่อมาหย่าร้างกับบิน ลาเดน เพราะไม่สามารถทนทานกับการใช้ชีวิตแร้นแค้น สุ่มเสี่ยงอยู่กับค่ายก่อการร้ายทั้งหลายได้

นัจวา ภรรยาคนแรก คือผู้ที่สนับสนุนและกระตุ้นให้ บิน ลาเดน แต่งงานกับ ไครีอา ซาบาร์ ภรรยาคนที่สาม ซึ่งในเวลานั้นประกอบอาชีพเป็นจิตแพทย์เด็กผู้มาจากตระกูล อัล-ฮินดี ซึ่งเป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับกันในซาอุดีอาระเบีย

นัจวา นำซาอัด ไปรักษาอาการโรคประสาทที่คลินิกของ ไครีอา และเชื่อว่าจะเป็นการดีสำหรับ ซาอัด และลูกๆคนอื่นๆในครอบครัวหากมี ไครีอา มาเป็นส่วนหนึ่งของพวกตนในฐานะภรรยาของบิน ลาเดน ทั้งๆที่ ในเวลานั้น ไครีอา อายุเลยกลาง 30 ปีไปแล้วและสุขภาพส่วนตัวไม่ดีนัก ทั้งยังสูงวัยกว่า บิน ลาเดนถึง 7 ปี

ในช่วง 3 ปีต่อมา ไครีอา ตั้งท้องแล้วแท้งหลายครั้ง ในห้วงเวลาดังกล่าวนี่เองที่ บิน ลาเดน แต่งงานอีกครั้งกับ ซิฮัม ซาบาร์ หญิงสาวชาวซาอุดีอาระเบียอีกคนที่ได้รับการศึกษาสูงเช่นเดียวกับไครีอา ทั้ง ไครีอา และ ซิฮัม คลอดลูกชายให้บิน ลาเดน ไล่เรี่ยกันในปี 1989

ลูกชายของซิฮัม ได้ชื่อว่า “คาหลิด” อันหมายถึง “นิรันดร”

ส่วนลูกชายของ ไครีอา ได้ชื่อว่า “ฮัมซา” ที่หมายถึง คนที่ “แน่วแน่” ในศรัทธา

ที่น่าสนใจก็คือ ปีที่ทั้งสองลืมตามาดูโลกเป็นปีเดียวกับที่โซเวียตตัดสินใจถอนทหารออกจากอัฟกานิสถาน ปล่อยให้กลายเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน เต็มไปด้วยกองกำลังติดอาวุธของชนเผ่าและกลุ่มก่อการร้าย รวมทั้งกองกำลังติดอาวุธแนวทางอิสลามทั้งที่อยู่ภายใต้การนำของบิน ลาเดน และกลุ่มทาลิบัน

อำนาจของรัฐบาลกลางที่คาบุลลดน้อยถอยลงทุกที ความรุนแรงและการเข่นฆ่าสังหารทวีขึ้นจนทางการซาอุดีอาระเบีย ไม่สามารถทนยอมให้คนของตนเข้าไปเกี่ยวข้องได้อีกต่อไป

บิน ลาเดน ถูกบีบให้ย้ายฐานที่มั่นจากซาอุดีฯไปยัง ซูดาน อีกฟากฝั่งของทะเลแดง พร้อมครอบครัว

 

โอซามา บิน ลาเดน โยกย้ายครอบครัวและพลพรรคมาตั้งฐานที่มั่นใหม่ที่ซูดานในปี 1991 ถือเป็นช่วงเวลาที่สุ่มเสี่ยงและเปราะบางมากที่สุดของอัลเคด้าและโดยส่วนตัวของบิน ลาเดน ที่ตกเป็นเป้าไล่ล่า เพื่อจับกุมหรือสังหาร จนจำเป็นต้องเร่ร่อนหลบหนี ไม่สามารถปักหลักอยู่ที่หนึ่งที่ใดได้ตลอดเวลา

แต่ในขณะที่ บิน ลาเดน ตกอยู่ในสภาพหัวซุกหัวซุน ไครีอา ซึ่งในยามนั้นถูกเรียกขานเป็นการให้เกียรติว่า “อุมม์ฮัมซา” (ผู้เป็นแม่ของฮัมซา) กลับใช้ช่วงเวลาดังกล่าวพัฒนาอิทธิพลบารมีของตัวเองขึ้นในฐานะ “ผู้ให้คำปรึกษา” ผู้ชาญฉลาด นิ่ง เยือกเย็นและเข้าใจในสภาวะแวดล้อมได้เป็นอย่างดี

อาบู จินดาล องครักษ์ประจำตัว บิน ลาเดน ที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้นำอัลเคด้ามายาวนาน ระบุว่า ไม่นาน ไครีอา ก็กลายเป็นผู้ที่ได้รับความเคารพ ยกย่อง “จากทุกผู้คน” ในขบวนการ

นักสังเกตการณ์หลายคนชี้ว่า ไม่แน่นัก หากไม่มีไครีอา อัลเคด้า อาจแตกแยก กระจัดกระจายรวมตัวกันไม่ติด ล่มสลายไปตั้งแต่ในเวลานั้น

ไครีอา ช่วยอัลเคด้าให้ยังคงเป็นกลุ่มก้อนอยู่ได้ด้วยการดำเนินการหลายอย่าง รวมทั้ง การจัดตั้งโรงเรียนอย่างไม่เป็นทางการขึ้นภายในค่าย สำหรับใช้เป็นสถานที่สอนอุดมการณ์อิสลามให้บรรดาภรรยาและลูกๆของนักรบญิฮาด ให้คำแนะนำในเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนา และยังทำหน้าที่ให้คำปรึกษาเรื่องการแต่งงานในหมู่กองกำลังของตนเป็นครั้งคราวอีกด้วย

แต่ในที่สุดรัฐบาล โอมาร์ บาเชียร์ แห่งซูดานในเวลานั้น ก็ต้องยินยอมต่อแรงกดดันจากนานาชาติ ตัดสินใจประกาศเนรเทศ บิน ลาเดนและอัลเคด้าออกจากซูดาน

บิน ลาเดน พร้อมคณะ เดินทางมาปักหลักในอัฟกานิสถาน ตามข้อเสนอของกลุ่มขุนศึกบางกลุ่มรวมทั้งขบวนการทาลิบัน ซึ่งในอีก 5 เดือนต่อมาสามารถยึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศไว้ได้

อัลเคด้า เดินทางมาปักหลักครั้งแรกในจาลาลาบัด ก่อนที่จะโยกย้ายลึกลงมาทางใต้สู่ ทาร์มัก ฟาร์ม ในเมืองกันดาฮาร์ ในเวลาต่อมา

ตอนนั้น ฮัมซา บิน ลาเดน อายุเพียง 7 ปีเท่านั้น

 

ตามข้อมูลของ อาลี ซูฟาน ที่ประมวลจากคำบอกเล่าและข้อเท็จจริงหลากหลายแสดงให้เห็นว่า ฮัมซา บิน ลาเดน กลายเป็น “ลูกชายคนโปรด” ของ โอซามาในช่วงเวลาสั้นๆที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในค่ายฝึกก่อการร้ายในอัฟกานิสถานนี่เอง

เขาไม่เพียงเข้าร่วมฝึกกับนักรบอัลเคด้าในค่ายฝึกตั้งแต่อายุยังไม่เข้าวัยรุ่น ยังแสดงให้เห็นความปราดเปรื่องจากการฝึกสอน อบรมของผู้เป็นมารดา ด้วยการถูกเลือกให้เป็นผู้ประกาศคำสอนศาสนาตามแนวทางญิฮาดของผู้เป็นบิดาตั้งแต่อายุยังน้อย

ในเดือนธันวาคมปี 2000 ฮัมซา ถูกเลือกให้เป็นผู้อ่านบทกวีในงานแต่งงานของ โมฮัมเหม็ด พี่ชายวัย 15 ปีของตนเอง ด้วยท่าทีที่แน่วแน่ น้ำเสียงที่มั่นคง และบุคลิกแห่งผู้นำ ทุกคนในครอบครัวตระหนักดีว่า นี่คือผู้ที่จะมีบทบาทสำคัญของขบวนการในอนาคต

การอยู่ร่วมกับนักรบอัลเคด้าและผู้เป็นบิดาช่วงสั้นๆดังกล่าวจำหลักอยู่ในใจ ฮัมซา ตลอดเวลา แม้ว่า ในอีกไม่ถึงปีให้หลัง เขากับครอบครัวทั้งหมดต้องแยกจากผู้เป็นพ่ออีกครั้ง

บิน ลาเดน มองเห็นความกราดเกรี้่ยวต่อตนเองและอัลเคด้า ที่จะเกิดขึ้นตามมาเมื่อมีการปฏิบัติการ 9/11 เป็นอย่างดี หนึ่งวันก่อนวินาศกรรมเขย่าโลก เขาเรียกประชุมครอบครัว มอบ “มิสบาฮา” (ประคำสวด) ให้กับลูกชาย 3 คน คือ ลาดิน บิน ลาเดน, คาหลิด บิน บาเดน และ ฮัมซา บิน ลาเดน ก่อนที่จะออกคำสั่งให้ครอบครัวทั้งหมด โยกย้ายไปใช้ชีวิตอยู่ในเตหะราน ภายใต้การจัดการของเครือข่ายอัล เคด้า ในชุมชนสุหนี่ที่นั่น ส่วน บิน ลาเดน เตรียมการผละออกจากค่าย ไปใช้ชีวิตในแหล่งกบดานสุดท้ายในอัฟกานิสถาน ที่ “ถ้ำดำ” หรือ “โทรา บอรา” ในถิ่นชาวปัชตุน

การตัดสินใจมาใช้ชีวิตหลบซ่อนในสถานการณ์สู้รบหนักหน่วงหลัง 9/11 ของบิน ลาเดน ถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะทำให้สามารถรอดชีวิตได้แม้จะหวุดหวิดจวนเจียนมากก็ตาม

แต่การตัดสินใจส่งครอบครัวไปยังเตหะรานกลับกลายเป็นเรื่องผิดมหันต์

เพราะส่งผลให้ทั้ง ฮัมซา ในวัย 14 ปี และ ครอบครัวกับสมาชิกอัลเคด้าทั้งหมด กลายเป็นนักโทษถูกส่งเข้าค่ายกักกันในค่ายทหารต่างๆ ของทางการอิหร่านไปในราวต้นปี 2003 ในที่สุด

 

ระหว่างใช้ชีวิตอย่างจำกัดและลำบากยากเย็นในค่ายกักกันทหารในเตหะราน ฮัมซา เขียนจดหมายถึงผู้เป็นบิดา แสดงความปรารถนาสู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่ กับบิน ลาเดน และนักรบทั้งหลาย หลายครั้ง โดยให้คนลักลอบนำออกมาและจัดส่งให้ถึงมือผู้เป็นพ่อ ที่หลบหนีข้ามแดนเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในแหล่งกบดานที่ วาซิรีสถาน บริเวณตะเข็บชายแดนปากีสถาน-อัฟกานิสถาน ก่อนโยกย้ายมาอยู่ในแอ็บบอททาบัดกับ คาหลิด ผู้เป็นลูกชายในเวลาต่อมา

ในค่ายกักกัน ฮัมซา แต่งงานกับ ลูกสาวของ อาบู โมฮัมเหม็ด อัล-มาสซรี แกนนำระดับบัญชาการของอัลเคด้าที่ถูกควบคุมตัวอยู่ด้วยกัน

ไม่นานก็มีลูกชายหนึ่ง หญิงหนึ่ง ฮัมซา ตั้งชื่อให้ว่า “โอซามา” และ “ไครีอา” ตามลำดับ

ปี 2010 ฮัมซา พร้อมกับผู้เป็นแม่, ภรรยากับลูก และครอบครัวบิน ลาเดนทั้งหมดในเตหะราน ได้รับอิสระภาพจากการใช้ นักการทูตอิหร่านรายหนึ่งซึ่งถูกชนเผ่าในปากีสถานจับตัวได้แล้วนำมา “ขาย” ให้กับอัล เคด้า เป็นเครื่องแลกเปลี่ยน ทั้งหมดเดินทางต่อไปยัง วาซิรีสถาน

ลูกชายของ โอซามา บิน ลาเดน กระจัดกระจายกันอยู่ในหลายประเทศ อับดุลเลาะห์ ลูกชายคนโต ใช้ชีวิตนักธุรกิจเงียบๆอยู่ในซาอุดีอาระเบีย, ลาดิน ถูกควบคุมตัวอยู่ในเตหะราน ก่อนที่จะได้รับอิสระและเดินทางไปปักหลักอยู่กับครอบครัวของแม่ในซีเรีย, โอมาร์ ไปใช้ชีวิตอยู่ในกาตาร์ระยะหนึ่งก่อนย้ายกลับมาอยู่ในซาอุดีอาระเบีย

อุธมาน กับ โมฮัมเหม็ด อยู่ในวาซิรีสถาน พร้อมกับซาอัด และฮัมซา
ซาอัด เสียชีวิตเพราะตกเป็นเป้า โดรน ในเวลาต่อมา บิน ลาเดน วางแผนการสำคัญในปี 2011 เพื่อนำฮัมซา มาอยู่ข้างตัวในแอบบอททาบัด

เพื่อ “บ่มเพาะ” ให้กลายเป็นผู้นำรุ่นต่อไปของอัลเคด้า แทนตนเอง

เพื่อความปลอดภัย ฮัมซา พร้อมภรรยาและลูก จำเป็นต้องเดินทางเป็นช่วงๆ จากวาซิรีสถาน สู่ บาลูคิสถาน ก่อนที่จะต่อไปยังการาจีแล้วจึงไปปักหลักอยู่ที่เปชาวาร์ชั่วขณะรอจังหวะปลอดภัยจึงเคลื่อนตัวสู่แอบบอททาบัด

ฮัมซา ถึงเปชาวาร์แล้ว ตอนที่ ซีล ทีม ซิกซ์ จู่โจมแอบบอททาบัด บิน ลาเดน กับ คาหลิด เสียชีวิตในการต่อสู้ อุมม์ ฮัมซา กับ อุมม์ คาหลิด ถูกจับกุม

ฮัมซา หายตัวไปนับตั้งแต่บัดนั้น ก่อนปรากฏตัว “ทางเสียง” ครั้งแรกเมื่อปี 2015

และกลายเป็น “ทายาทอัลเคด้า” ของบิน ลาเดน เต็มตัวในปี 2017 นี่เอง