ไขจากน้ำมันที่ใช้ในการปรุงและประกอบอาหาร เมื่อถูกทิ้งลงสู่ระบบน้ำเสียแบบไม่ถูกวิธีเพราะไม่ผ่านการบำบัด จะส่งผลให้เกิดการอุดตันขึ้นในระบบ เพราะสามารถทำปฏิกิริยากับสิ่งปฏิกูลอื่นๆ รวมทั้งของแข็งบางชนิด เช่นเศษผ้าอ้อม กระดาษเช็ดหน้า ที่ถูกทิ้งลงชักโครก เป็นต้น จากนั้นก็จะจับตัวเป็นก้อน สะสมอยู่ในระบบท่อ เมื่อผ่านความหนาวเย็นของอากาศในเมืองหนาวอย่างเช่นที่ประเทศอังกฤษก็จะกลายเป็นแท่งแข็งอุดตันระบบระบายน้ำเสีย กลายเป็นปัญหาใหญ่โต อย่างเช่นที่ทางการกรุงลอนดอนเผชิญอยู่ในเวลานี้ในพื้นที่ถนนไวท์ชาเปล ย่านอีสต์เอนด์ เมื่อตรวจสอบพบไขมันที่จับเป็นก้อนแข็งดังกล่าวอุดตันระบบท่อเป็นความยาวถึง 250 เมตร เท่ากับความยาวของสนามฟุตบอล 2 สนามต่อกัน คำนวณเป็นน้ำหนักได้ราว 130 ตัน
ก้อนไขปฏิกูลที่ถูกเรียกว่า “แฟทเบิร์ก” หรือก้อนไขมันยักษ์ ดังกล่าวกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเนื่องจากพฤติกรรมของประชาชนที่อยู่อาศัยในพื้นที่ซึ่งเกิดปัญหาในแต่ละครั้งผสมผสานกับความเก่าแก่ของระบบระบายน้ำเสียใต้ดินของกรุงลอนดอน ซึ่งในหลายๆ พื้นที่เป็นระบบระบายน้ำเสียเก่าแก่ที่สร้างมาตั้งแต่ยุควิคตอเรียเมื่อเกือบ 200 ปีก่อน
ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2013 เคยพบไขปฏิกูลทำนองนี้ในระบบท่อระบายน้ำเสียใต้ดินในย่านคิงสตัน เขตเซอร์เรย์ ใกล้กรุงลอนดอน หนักราว 13,608 กิโลกรัม ที่แทบทำให้ระบบระบายน้ำเสียทั้งหมดอุดตันโดยสิ้นเชิงมาแล้ว
ทางการกรุงลอนดอนจำเป็นต้องว่าจ้างบริษัท เธมส์ วอเทอร์ เข้ามารับผิดชอบในการจัดการกับไขปฏิกูล 130 ตันดังกล่าว
อเล็กซ์ ซอนเดอร์ส ผู้จัดการโครงข่ายระบายน้ำเสียของเธมส์ วอเทอร์ ยอมรับว่า ไม่มีหนทางจัดการอย่างอื่นกับไขปฏิกูลที่อัดตัวแน่นแข็งราวกับซีเมนต์ดังกล่าว นอกจากจะใช้ท่อยิงน้ำแรงดันสูงค่อยๆ เลาะมันออกมาทีละน้อย ก่อนดูดและจัดเก็บชิ้นส่วนที่ถูกเลาะหลุดออกมาจัดส่งเข้าไปยังโรงงานเพื่อผ่านกระบวนการบำบัดที่ถูกต้องต่อไป ซึ่งคาดว่ากว่าจะแล้วเสร็จคงกินเวลาไม่น้อยกว่า 1 เดือน แต่ครั้งนี้ทางบริษัทมีแนวคิดที่จะ “สร้างสิ่งดีๆ” ขึ้นมาจากปฏิกูลที่น่ารังเกียจเหล่านั้น
ด้วยการจับมือกับบริษัท อาร์เจนท์ เอเนอร์จี ผู้ผลิตพลังงานไบโอดีเซลในอังกฤษ พัฒนากระบวนการเปลี่ยนไขมันในปฏิกูลให้กลายเป็นไบโอดีเซลสำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิงต่อไป
นายซอนเดอร์สระบุว่า กระบวนการคร่าวๆ เพื่อเปลี่ยนไขปฏิกูลให้กลายเป็นน้ำมันไบโอดีเซล ก็คือ นำเอาชิ้นส่วนของแฟทเบิร์กที่เลาะออกมาได้ ผ่านเข้าสู่ระบบแยกส่วน เพื่อแยกส่วนที่เป็นน้ำมันและไขมันออกมาจากปฏิกูลอื่นๆ สำหรับนำไปเปลี่ยนให้เป็นน้ำมันไบโอดีเซลที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมต่อไป
บริษัทคาดว่าจะสามารถผลิตไบโอดีเซลจากปฏิกูลเหล่านี้ได้อย่างน้อย 10,000 ลิตร ใช้เป็นพลังงานให้รถเมล์สองชั้น 1 คัน ได้ถึง 350 วันทีเดียว

