เมื่อชะตากรรมของ โรฮีนจา ในพม่าหรือเมียนมา พัฒนาไปสู่สภาวะ “หายนกรรมของมนุษยชาติ” ความสนใจจากทั่วทุกมุมโลกก็จับไปที่ เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพอย่าง ออง ซาน ซู จี ที่ดำรงตำแหน่ง “ที่ปรึกษาแห่งรัฐ” ของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในพม่า
ตำแหน่งที่เป็นที่รับรู้ทั่วกันว่า ในทางปฏิบัติแล้ว เธอคือ “ผู้นำสูงสุด” ของรัฐบาลที่มีแกนหลักเป็นคนของพรรคสันนิบาตชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ชุดนี้
เหตุการณ์ที่เริ่มต้นจากการที่ กองกำลังติดอาวุธโรฮีนจา โจมตีฐานรักษาการของกองทัพและเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายแห่งในรัฐยะไข่ เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว และอีกครั้งเมื่อเดือนสิงหาคมที่เพิ่งผ่านมา ส่งผลให้เกิดการกวาดล้างอย่างรุนแรงและป่าเถื่อนตามมา
ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ชาวโรฮีนจา มากกว่า 400,000 คนรวมทั้งเด็ก ผู้หญิงและคนชรา หอบหิ้วกันเดินเท้าข้ามแดนลี้ภัยมายังบังกลาเทศ สิ่งที่พวกเขาพกพาติดตัวมาด้วยก็คือเรื่องเล่าของประสบการณ์การเข่นฆ่าสังหารแบบไม่เลือกหน้า และการ “กระทำชำเราหมู่” ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ
ภาพถ่ายผ่านดาวเทียมแสดงให้เห็นว่า มีหมู่บ้านโรฮีนจามากกว่า 200 หมู่บ้านถูกเผาทิ้งหลงเหลือเพียงเถ้าถ่าน
ตลอดห้วงเวลายาวนานดังกล่าว ออง ซาน ซู จี นิ่งเงียบ ไม่ปริปากใดๆ ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ท่ามกลางเสียงเรียกร้องและความคาดหวังของผู้ที่เคยชื่นชอบ สนับสนุน และเชื่อมั่นให้อดีตนักสู้เพื่อประชาธิปไตยในพม่า อย่างน้อยที่สุดก็แสดงท่าทีต่อต้าน ไม่เห็นด้วยของตนเองออกมา หากไม่พยายามหาทางยุติความรุนแรงเกินเหตุผลที่เกิดขึ้น
รวมทั้งผู้ที่เคยได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพเหมือนเธออย่าง เดสมอนด์ ตูตู และ มาลาลา ยูซัฟไซ
อาการนิ่งเงียบของ ซู จี สร้างความผิดหวังให้เกิดขึ้นพอแรงแล้ว เมื่อเธอพูด ทุกคนยิ่งผิดหวังยิ่งกว่า
ซู จี ไม่เพียงปฏิเสธ ไม่ยอมรับการประนามที่เกิดขึ้นจากทั่วโลก ยัง “กล่าวหา” ว่าองค์กรและสื่อนานาชาติได้สร้าง “ข้อมูลผิดๆ” ขนาดมหึมาเทียบเท่า “ภูเขาน้ำแข็ง” ขึ้นมาเพื่อประนามพม่า สำนักงานที่ปรึกษาแห่งรัฐของนาง ออกแถลงการณ์กล่าวหาว่าชาวโรฮีนจาลงมือจุดไฟเผาบ้านตัวเอง เพื่อหวังผลใส่ไคล้ทางการพม่า
อดีตเจ้าของโนเบลสันติภาพ ไม่เพียงปฏิเสธที่จะวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของกองทัพ และไม่ได้เสนอแนวทางใดๆ เพื่อแก้ไขหรือปรับปรุงสถานการณ์ให้ดีขึ้นและสอดคล้องกับมนุษยธรรม ยังตีตรากองกำลังติดอาวุธโรฮีนจาว่าเป็น “ผู้ก่อการร้าย” โดยไม่ยอมเสียเวลาพิเคราะห์พิจารณาถึงมูลเหตุพื้่นฐาน
การสรุปเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นโดย “อคติ” ทางลบต่อชนกลุ่มน้อยเชื้อสายโรฮีนจาที่มีอยู่ก่อนแล้ว โดยไม่แม้แต่จะพยายามแสวงหา “ข้อเท็จจริง” ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า
ทำให้หลายๆคนตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อถึงกรณีโรฮีนจา รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของนางซู จี ก็คิดและทำไม่แตกต่างแต่อย่างใดกับรัฐบาลทหารพม่าที่ผ่านมา
คำถามก็คือว่า ออง ซาน ซู จี “เปลี่ยนไป” หรือทั้งโลกเข้าใจผิดเกี่ยวกับเธอมาตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา?
ฮันนาห์ บีช อดีตผู้สื่อข่าวและบรรณาธิการของนิตยสารไทม์ ที่เคยปักหลักอยู่ในกรุงเทพฯ และติดตามพัฒนาการของออง ซาน ซู จี มานานนับสิบปี เดินทางกลับไปพม่าอีกครั้ง เพื่อหาคำตอบของคำถามดังกล่าว
ฮันนาห์ เขียนบอกเล่าไว้ในบทความขนาดยาว เผยแพร่ผ่าน เดอะ นิวยอร์เกอร์ เมื่อเร็วๆนี้ว่า แทบทุกคนในจำนวนหลายสิบคนที่เธอพูดคุยด้วยแสดงออกถึงความ “ประหลาดใจ” ใน “ขนาด” และ “ความเร็ว” ของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับ ออง ซาน ซู จี
พูดง่ายๆก็คือ ซู จี เปลี่ยนแปลงไปมาก และเร็วกว่าที่ทุกคนคาดคิด
อดีตนักศึกษาที่เคยเคลื่อนไหวทางการเมืองจนตกเป็น “นักโทษการเมือง” ในยุครัฐบาลทหาร และครั้งหนึ่งเคยทำหน้าที่เป็น “บอดีการ์ด” ให้กับผู้นำพม่าวัย 72 ปีผู้นี้ ยอมรับว่า ในกลุ่มพวกตนไม่เคยคาดหวังมาก่อนว่า ออง ซาน ซู จี จะนำพาพวกเขามาได้ไกลถึงขนาดนี้
“แต่ในเวลาเดียวกัน เราก็ไม่เคยคาดคิดเหมือนกันว่า ตัว ออง ซาน ซู จี จะเปลี่ยนแปลงไปมากขนาดนี้ในทันทีที่ก้าวขึ้นไปอยู่ในอำนาจ”
ไว ไว นู เป็นอีกคนที่เติบโตขึ้นมามี ออง ซาน ซู จี เป็น “ไอดอล” เป็นต้นแบบที่เคารพยกย่อง พ่อของเธอเป็นครูใหญ่ที่ลงเล่นการเมืองและได้รับเลือกตั้งในนามพรรคเอ็นแอลดีเมื่อปี 1990 แล้วถูกทหารพม่ายึดอำนาจไปจากมือ เธอยังจำได้ว่าผู้เป็นพ่อนำรูปของ ซู จี ที่แอบซ่อนไว้ในไดอารี มาให้เธอดูบ่อยๆ
ไว ไว นู และพ่อเคารพ และสนับสนุนเธอเต็มที่ ทั้งๆที่ ซู จี เป็นพม่า และพ่อกับเธอ เป็น โรฮีนจา เต็มตัว และคาดหวังเอาเองว่า ซู จี จะต่อสู้เพื่อสิทธิของชาวโรฮีนจา
ตอน ไว ไว นู อายุเพียง 18 ปี ยังเป็นนักศึกษาวิชากฎหมายอยู่ในมหาวิทยาลัย เธอถูกทางการจับกุมยัดข้อหาสารพัดให้เพียงพอต่อการจองจำเธออยู่ในคุก อินเส่ง ได้นาน 17 ปี
ไว ไว นู เป็นอิสระหลัง ซู จี เป็นอิสระราว 1 ปีในปี 2012 เธอออกมาก่อตั้ง องค์กรเอกชนที่เรียกตัวเองว่า “เครือข่ายสตรีสันติภาพแห่งอาระกัน” (อาระกันคือชื่อเดิมของรัฐยะไข่ในยุคอาณานิคมอังกฤษ)
ทั้ง ซู จี และ ไว ไว นู พบกันเป็นครั้งแรกระหว่างการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง แม้จะผิดหวังอยู่บ้างที่พบว่า ซู จี ปฏิเสธแม้แต่จะเอ่ยคำว่า “โรฮีนจา” ออกมาตรงๆ ทั้งๆยังหลีกเลี่ยง ไม่ยอมพูดถึง สถานะของชนกลุ่มน้อยนี้ แต่ เธอก็ยังตัดสินใจที่จะรณรงค์ให้ ซู จี และยังไม่ยอมละทิ้งความหวัง
ตอน ฮันนาห์ บีช พบเธออีกครั้งเมื่อเร็วๆนี้ ไว ไว นู แสดงความกังวลอย่างจริงจังว่า กำลังมี “แผน” จริงจังที่จะผลักดันชุมชนโรฮีนจา ออกไปจากพม่า และเชื่อด้วยว่าคนเชื้อชาติเดียวกับเธอกำลังเผชิญหน้ากับภาวะที่นำไปสู่การ “สูญสิ้นเผ่าพันธุ์”
ไว ไว นู บอกว่า ทหารพม่าให้เหตุผลในการปฏิเสธการกระทำชำเราหมู่สตรีโรฮีนจาเอาไว้ว่า เป็นไปไม่ได้เพราะผู้หญิงโรฮีนจา “สกปรกโสโครก” มากเกินไป ซึ่งยิ่งสร้างความจงเกลียดจงชังให้ในหมู่ประชาชนให้มากขึ้นไปอีก
“ก่อนหน้านี้ ตอนรัฐบาลเผด็จการทหารพูดอะไรน่ากลัวทำนองนี้ ไม่มีใครเชื่อ แต่ตอนนี้รัฐบาลเป็นรัฐบาลพลเรือนของ ดอ ออง ซาน ซู จี คำพูดนี้ยิ่งทำให้การเกลียดและชิงชังโรฮีนจาเป็นเรื่องถูกต้องไปแล้ว”
เคนเนธ รอธ ผู้อำนวยการบริหารของ ฮิวแมน ไรท์ วอทช์ คิดว่า ออกจะเป็นเรื่อง “ไร้เดียงสา” อยู่บ้าง สำหรับคนที่ผิดหวังกับท่าทีของ ออง ซาน ซู จี เขาตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า ซู จี เคยแสดงออกไว้ตั้งแต่เมื่อปี 2012 ด้วยการหลีกเลี่ยงที่จะพบปะกับตนเอง ทั้งๆที่ เอชอาร์ดับเบิลยู สนับสนุนแนวทางของเธอมานานหลายสิบปี
แต่ตอนนั้น เอชอาร์ดับเบิลยู เพิ่งเริ่มวิพากษ์วิจารณ์ ซู จี ที่นิ่งเงียบต่อประเด็นเรื่อง โรฮีนจา
“ผมเดาเอาว่า เธอคงไม่อยากพบกับใครก็ตามที่กล้าวิจารณ์เธอ” รอธระบุ และแสดงทัศนะเอาไว้ว่า การที่ซู จี ปฏิเสธที่จะพูดถึงมาตรการ “ล้างเผ่าพันธุ์” โรฮีนจา ที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา เป็นเรื่องของการคิดคำนวณทางการเมือง
“เธอกำลังคิดว่า ไม่คุ้มค่า คนพวกนี้ไร้ชื่อเสียงมากเกินไปที่ฉันจะลงทุนไปปกป้อง”
ฮันนาห์ บีช แสดงให้เห็นภาพที่ว่า ออง ซาน ซู จี พยายามหลีกเลี่ยงแม้แต่จะสมาคมกับชุมชนมุสลิมในย่างกุ้ง ซึ่งแทบไม่มีส่วนเชื่อมโยงใดๆ กับโรฮีนจา ในยะไข่เลยแม้แต่น้อย
ทิน มินต์ มุสลิมย่างกุ้งสมาชิกพรรคเอ็นแอลดี ซึ่งมีบิดาเป็นถึงรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลของ นายพลออง ซาน บิดาของซู จี ระบุว่า หัวหน้าพรรคเอ็นแอลดี ไม่เคยโผล่ไปงานศพของ โก นี ทนายความมุสลิมที่เป็นที่ปรึกษาทางกฎหมายของเอ็นแอลดีมานาน และใกล้ชิดกับซู จี ไม่น้อย เหมือนๆกับมุสลิมอีกหลายคนในพรรค
โก นี ถูกลอบสังหารอย่างอุกอาจเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาโดยเชื่อกันว่าเป็นฝีมือของอดีตนายทหารในกองทัพ แต่ซู จี ไม่เพียงไม่เดินทางไปร่วมพิธีศพ ยังไม่เคยพูดถึงคดีนี้แม้แต่ครั้งเดียว
เมื่อถูกถามว่า รู้สึกอย่างไรกับท่าทีดังกล่าวของซู จี มุสลิมพม่าทุกคนรวมทั้ง ทิน มินต์ ได้แต่บอกอย่างว่างเปล่าว่า
“เธอคงมีเหตุผลของเธอ”
ขิ่น ยุนต์ อดีตนายกรัฐมนตรีรัฐบาลทหารพม่า ที่ถูกฝ่ายตรงกันข้ามในกลุ่มนายพลด้วยกันหักหลัง ถูกปลดพ้นตำแหน่งและถูกกักบริเวณอยู่แต่ในบ้านพักนานถึง 7 ปี ที่ปัจจุบันเปิด “ร้านกาแฟ” อยู่ในย่างกุ้ง ให้เหตุผลบางอย่างเอาไว้ว่า
“ดูเหมือนว่าเธอกำลังพยายามทำดีกับ มิน ออง ลาย (ผู้บัญชาการทหารสูงสุดพม่า) สำหรับผมแล้ว ดูเหมือนว่า เธอตระหนักแล้วว่า ต้องต่อรอง”
ในขณะที่หลายคนเชื่อว่าท่าทีของออง ซาน ซู จี มีขึ้นภายใต้ภาวะมีอำนาจแบบจำกัดจำเขี่ยและต้องโอนอ่อนผ่อนตาม “ผู้มีอำนาจที่แท้จริง” ซึ่งคือกองทัพ แต่ โจดี วิลเลียมส์ ผู้ก่อตั้งองค์การเพื่อการรณรงค์ห้ามใช้กับระเบิดระหว่างประเทศ ซึ่งได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพ เมื่อปี 1997 กลับเชื่อว่า ในความเป็นจริงแล้ว ออง ซาน ซู จี ที่เป็นลูกนายพล มีทหารเป็นคนเลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็ก อาจคิดอย่างทหารมาตั้งแต่แรกแล้วก็เป็นได้
โจดี วิลเลียมส์ คือเจ้าของรางวัลโนเบล สันติภาพคนแรกที่ได้รับอนุญาตให้พบซู จี เมื่อครั้งยังถูกกักบริเวณในปี 2003
แม้แต่ในตอนนั้น วิลเลียมส์ ยังรู้สึกว่า ซู จี มองการกระทำของนายพลทหารที่มีต่อตนเองอย่างเข้าใจในความจำเป็น
“เธอยังพูดอะไรในทำนองที่ว่า การปล่อยให้ทหารกระเป๋าตุง มีเงินในบัญชีธนาคารมากๆ เป็นเรื่องยอมรับได้สำหรับเธอ” ซึ่ง วิลเลียมส์ บอกว่า เป็นเรื่องที่พอจะคิดกันได้ แต่เซอร์ไพรส์เมื่อได้ยินว่าออกจากปากคนอย่าง ซู จี
ที่เซอร์ไพรส์มากขึ้นไปอีกก็คือ ระหว่างการพบกันครั้งนั้น ไม่มีการพูดถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนแม้แต่คำเดียว ทั้งๆที่นั่นคือสิ่งที่ทำให้ ซู จี กลายเป็น “โกลบอล ไอคอน” ก็ตาม
ข้อกังขาของ วิลเลียมส์ ยิ่งหนักหนาสาหัสมากขึ้น เมื่อ ซู จี เดินทางเยือนนิวยอร์กในปี 2012 และได้รับเชิญจาก วิลเลียมส์ ให้ร่วมพบปะกับบรรดาสมาชิกเอ็นจีโอที่เธอร่วมก่อตั้งขึ้น
“เธอแสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์กับคำถามทุกคำถามที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในประเทศของเธอ” แล้ว “วอล์คเอาท์” ออกจากห้องประชุมไป วิลเลียมส์ระบุ และเล่าด้วยว่า หนึ่งในจำนวนสมาชิกเอ็นจีโอในที่ประชุมเป็นหญิงสาวชาวพม่าซึ่งตื่นเต้นนักหนาที่จะได้เจอกับ “วีรสตรี” ของตนเอง ได้แต่รำพึงกับตัวเองซ้ำๆ อย่างแตกตื่นหลังได้เห็นการแสดงออกของ ซู จี ว่า
“ไม่เชื่อ ไม่น่าเชื่อ นี่น่ะหรือ ออง ซาน ซู จี!”
ข้อสรุปของ โจดี วิลเลียมส์ ก็คือ สภาพช็อกด้วยความผิดหวังที่ทุกคนเป็นในตอนนี้ เหมือนกับที่นักเคลื่อนไหวชาวพม่ารายนั้นเป็นเมื่อ 5 ปีก่อนนั้น เกิดจากการ “ตีความผิด” ในตัวของ ซู จี เอง
ที่ผ่านมา ออง ซาน ซู จี “ปล่อยให้ทุกคนเข้าใจในตัวเธอผิด อ่านเธอแบบผิดๆ” วิลเลียมส์เชื่ออย่างนั้น และเชื่อด้วยว่า เป้าหมายของซู จี เพียงอย่างเดียวนับตั้งแต่ปี 1988 เมื่อเดินทางกลับ ถูกเชิดขึ้นแทนทีนายพลออง ซานผู้เป็นบิดา ก้าวขึ้นเป็นผู้นำทางการเมืองแล้วถูกปล้นชัยชนะ
“ในทันทีที่เธอตัดสินใจเข้าร่วมขบวนการของนักศึกษา แล้วได้ชัยชนะในการเลือกตั้ง ซึ่งถูกทหารยื้อไปจากมือ ความมุ่งมั่นเหมือนลำแสงเลเซอร์เพียงอย่างเดียวของเธอก็คือการก้าวขึ้นมามีอำนาจ”
วิลเลียมส์บอกอย่างนั้น
“นั่นคือความทะเยอทะยานเพียงอย่างเดียวของเธอ อย่างอื่นช่างหัวมัน”!

