หน้าแรก ต่างประเทศ ไทยในยูเอ็นจี...

ไทยในยูเอ็นจีเอ72

1.10.17 | 13:54 น.

ก่อนที่จะตามไปตื่นเต้นกับการเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตามคำเชิญของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐในสัปดาห์หน้า ขอย้อนกลับไปที่การเดินทางไปร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญ(ยูเอ็นจีเอ) ครั้งที่ 72 ในปีนี้ ที่นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในครั้งนี้


สิ่งที่น่าสนใจที่สุดที่เกิดขึ้นในระหว่างการเดินทางไปร่วมประชุมของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศครั้งนี้ก็คือการประชุมระดับสูงว่าด้วยการปฏิรูปยูเอ็น ที่เกิดขึ้นก่อนการประชุมยูเอ็นจีเออย่างเป็นทางการหนึ่งวัน ทั้งยังถือเป็นการเปิดตัวประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ในเวทีการทูตพหุภาคีที่สำนักงานใหญ่ยูเอ็นเป็นครั้งแรกอีกด้วย

การประชุมดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้การเป็นประธานร่วมกันของ 13 ชาติ นำโดยสหรัฐ ญี่ปุ่น แคนาดา เยอรมนี อังกฤษ อุรุกวัย จอร์แดน ไนเจอร์ รวันดา เซเนกัล สโลวาเกีย อินโดนีเซีย และไทย โดยมีประเทศที่เข้าร่วมการประชุมดังกล่าวถึง 129 ประเทศ

แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดที่เกิดขึ้นบนเวทีดังกล่าวคือการที่ฝ่ายสหรัฐได้จัดที่นั่งของนายดอนให้อยู่เคียงข้างทางฝั่งซ้ายของประธานาธิบดีทรัมป์ ขณะที่ฝั่งขวาคือนายอันโตนิโอ กูแตร์เรส เลขาธิการยูเอ็น โดยผู้ที่นั่งติดกับนายดอนอีกคนหนึ่งก็คือนายบอริส จอห์นสัน รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ

Advertisement

ที่ควรต้องตระหนักคือการจัดที่นั่งดังกล่าวไม่ได้เป็นการจัดให้นั่งเรียงตามตัวอักษร หรือความเป็นประเทศมหาอำนาจ เพราะหากทำเช่นนั้นผู้ที่ต้องนั่งทางฝั่งซ้ายของประธานาธิบดีสหรัฐควรจะเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยไปนั่งในที่ดังกล่าว ในเวทีสำคัญเช่นนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่ควรมองข้าม

สื่อต่างชาติสำนักใหญ่ๆ ไม่ว่า บีบีซี วอชิงตันโพสต์ หรือนิวยอร์กไทม์ส พร้อมใจกันนำรูปนี้มาเสนอเป็นข่าวใหญ่ ขณะที่มีสื่อไทยเพียงไม่กี่สำนักที่ตระหนักถึงนัยที่ซ่อนอยู่ภายในภาพที่ปรากฎดังกล่าว

คำถามที่เกิดขึ้นตามมาย่อมต้องไม่พ้นว่า เมื่อไม่ได้เรียงตามตัวอักษร แล้วอะไรคือเหตุผลที่ทำให้การจัดที่นั่งของประธานร่วมในการประชุมครั้งนี้ออกมาเป็นเช่นนั้น

แน่นอนว่าไม่มีใครให้คำตอบได้อย่างชัดเจน เพราะเราไม่ใช่สหรัฐ แต่หากจะใช้การคาดเดาจากเบื้องหลังของเหตุการณ์ทั้งหมดก็น่าจะมาจากการที่ไทย โดยเฉพาะการทำงานของนายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำยูเอ็น ที่ได้ทำให้ชาติสมาชิกยูเอ็นเข้าร่วมในการประชุมครั้งนี้มากขึ้น ผ่านทั้งการอธิบายข้อเท็จจริงให้กับชาติสมาชิกอื่นๆ และการร่วมแก้ไขเนื้อหาในถ้อยคำของปฏิญญาทางการเมืองของระดับสูงว่าด้วยการปฏิรูปยูเอ็นดังกล่าวที่ออกมาหลังการประชุมเสร็จสิ้น จนทำให้หลายๆ ประเทศเข้ามามีส่วนร่วมกับการประชุมครั้งนี้มากถึง 129 ประเทศในท้ายที่สุด

อีกหนึ่งปรากฎการณ์ที่น่าสนใจคือการหารือทวิภาคีระหว่างนายดอนกับนายบอริส จอห์นสัน รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีการพบปะหารือระดับทวิภาคีของรัฐมนตรีต่างประเทศไทยและอังกฤษนับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาอยู่ภายใต้รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ว่าน่าสนใจก็เพราะการพบกันครั้งนี้เกิดขึ้นจากการทาบทามของฝ่ายอังกฤษ ขณะที่บรรยากาศการหารือก็เป็นไปอย่างดียิ่ง นับเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกันในระดับการเมืองต่อไป

การประชุมที่น่าจับตามองและสร้างความประหลาดใจอีกการประชุมหนึ่งคือเวทีการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งมีการออกแถลงการณ์ของประธานอาเซียนว่าด้วยสถานการณ์ในรัฐยะไข่ของพม่า เนื้อหาในแถลงการณ์ดังกล่าวค่อนข้างครอบคลุมในทุกมิติของปัญหาที่เกิดขึ้น รวมถึงหนทางที่จะช่วยแก้ไขปัญหา แต่เรื่องที่ควรจะจบแบบสวยๆ ดันไม่สวยเมื่อมาเลเซียกลับออกแถลงการณ์ปฏิเสธไม่ยอมรับแถลงการณ์ของฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียนดังกล่าว พร้อมกับย้ำว่าไม่ได้เป็นฉันทามติของอาเซียน และว่าท่าทีของอาเซียนนั้นยังไม่เพียงพอกับข้อเท็จจริงของปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งยังไม่กล้าแม้แต่จะระบุชื่อชาวโรฮีนจาเสียด้วยซ้ำ

ท่าทีอันไม่เป็นหนึ่งเดียวของอาเซียนในกรณีนี้ได้รับการอธิบายด้วยมุมมองที่น่าคิดจากรัฐมนตรีต่างประเทศไทยว่า ถ้าระบุชัดเจนแล้วทำให้เกิดความรู้สึกในทางลบแล้วทำให้เดินต่อไม่ได้ ก็ควรเอาเท่าที่ไปไหว

กรณีของชาวโรฮีนจาในรัฐยะไข่กำลังเป็นปัญหาที่โลกกำลังจับตาดู หากบริหารจัดการไม่ดี ปัญหาของพม่าจะกลายมาเป็นปัญหาใหญ่ของอาเซียนในอนาคต

 

วีรชัย พลาศรัย
ออท. ผู้แทนถาวรไทยประจำยูเอ็น

การประชุมยูเอ็นจีเอในปีนี้ มีสิ่งสำคัญหลายเรื่องที่สัมพันธ์กับงานของยูเอ็น ไทยได้ใช้โอกาสนี้เพื่อแสดงให้เห็นว่านโยบายต่างประเทศของไทยเป็นนโยบายที่ตั้งอยู่บนหลักการ ซึ่งก็คือหลักการของสันติภาพ ความมั่นคง การพัฒนา สิทธิมนุษยชน และหลักนิติธรรม เราตัดสินใจดำเนินการด้านต่างๆ บนพื้นฐานนี้

ในปีนี้เราได้เข้าร่วมกับสหรัฐในการปฎิรูปยูเอ็น ได้ร่วมงานเปิดตัวแนวคิดเรื่องข้อตกลงโลกว่าด้วยสิ่งแวดล้อมของประธานาธิบดีฝรั่งเศส และยังได้ลงนามในสนธิสัญญาห้ามอาวุธนิวเคลียร์และให้สัตยาบันในวันเดียวกัน ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าเราทำงานเพื่อหลักการจริงๆ และไม่ได้เอาใจใครเป็นพิเศษ

นอกจากนี้ไทยยังได้เข้าร่วมเวทีกลุ่มประเทศที่รวมบริจาคจัดตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนกลไกอิสระที่จะรวบรวมพยานหลักฐานว่ามีการละเมิดกฎหมายว่าด้วยสิทธิมนุษยชนในซีเรียหรือไม่ โดยไทยเป็นประเทศในอาเซียนเพียงประเทศเดียวที่ไม่ใช่ประเทศในอาหรับที่บริจาค เพราะเราพิจารณาแล้วว่าเราทำเพื่อหลักการ ไม่ได้เป็นการต่อต้านหรือตัดสินรัฐบาลซีเรียว่าทำผิด แต่บอกว่าใครก็ตามที่ทำผิดต้องรับผิดชอบ

ขณะที่ตอนเป็นประธานกลุ่ม 77 เราต่อสู้เพื่ออีกหลักการหนึ่งคือการคุ้มครองประชาชนและประเทศที่ถูกต่างชาติยึดครองในแง่เศรษฐกิจและสังคม เพราะประเทศที่ถูกต่างชาติยึดครองมีผลกระทบต่อการพัฒนา ดังนั้นต้องให้การยึดครองไม่กระทบกับการพัฒนา

ไทยเน้นเรื่องสุขภาพ ปีนี้เราเป็นเจ้าภาพร่วมกับญี่ปุ่นในการจัดประชุมเรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่เรามีความก้าวหน้ามาก และไทยยังเป็นประธานกลุ่ม Foreign Policy and Global Health ด้วย นอกจากนี้เรายังเน้นเรื่องการดื้อยาต้านจุลชีพซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีได้มาประชุมระดับผู้นำในปีก่อน และยังได้ร่วมมือกับองค์การอนามัยโลกในเรื่องการดูแลสุขภาพของผู้โยกย้ายถิ่นฐานซึ่งถือเป็นประเด็นที่มีความสำคัญ เพราะหากบริหารจัดการไม่ได้ก็จะทำให้เกิดโรคภัยตามมา แทนที่ผู้โยกย้ายถิ่นฐานจะเป็นประโยชน์กับสังคมที่ไปอยู่ก็จะกลายเป็นภาระ

ไทยยังร่วมมือกับคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก(เอสแคป)ในกองทุนสึนามิ ซึ่งเป็นกองทุนที่ตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือไม่ให้สึนามิเกิดขึ้นอีก โดยจัดทำระบบเตือนภัยล่วงหน้าซึ่งกำลังไปได้ด้วยดี

ในส่วนของกลุ่ม 77 ธีมหลักปีนี้คือการหาเงินเพื่อสนับสนุนการพัฒนา โดยไทยเน้น 3 แหล่งต้องมีพร้อมกัน 1.เงินช่วยเหลือจากประเทศพัฒนาแล้วซึ่งจำเป็นต่อประเทศที่พัฒนาน้อย 2.ประเทศกำลังพัฒนาต้องสร้างธรรมาภิบาลในประเทศทั้งในส่วนของภาครัฐและภาคเอกชน ปรับปรุงแก้ไขตัวเอง ก็จะนำมาซึ่งแหล่งเงินในการพัฒนา อาทิ การจัดเก็บภาษี นำรายได้มาใช้ ภาคเอกชนเมื่อมีธรรมาภิบาลธุรกิจก็จะเจริญ คืนกำไรให้กับสังคมได้ 3.ภาคเอกชนในประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกลางๆ อย่างไทย ที่มีกำลังไปลงทุนในต่างประเทศ ต้องเข้ามาช่วยเหลือผ่านการลงทุนที่ยุติธรรมและยั่งยืน การลงทุนเพื่อสร้างงาน สร้างความเจริญเติบโต ไม่มุ่งกอบโกย แต่ต้องมีสมดุลและสมเหตุสมผล

สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์ที่จะมาแตะมือขันน๊อตในเรื่องที่ทำมาทั้งปี ก่อนที่จะกลับมาเจอกันอีกครั้งในปีหน้า