แฟ้มลับที่ว่านี้ ถึงขณะนี้ไม่ได้หลงเหลือสภาพของการเป็น “ข้อมูลลับ” อีกต่อไปแล้ว แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่าสถานะของมันก็คือ สิ่งที่ปรากฏอยู่ในเอกสารความยาว 35 หน้ากระดาษ ที่มีลักษณะเป็นแฟ้มเก็บรวบรวมข้อมูลในหัวเรื่องเดียวกันสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามระยะเวลา ซึ่งเรียกกันว่า “ดอสไซเออร์” ยิ่งนับวันยิ่งทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้น
บางคนถึงกับเรียกเอกสารชุดนี้ว่าเป็นหนึ่งใน “เอกสารที่ครึกโครมที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองสมัยใหม่” เมื่อพิจารณาในแง่ของการสร้างผลสะเทือนทางการเมืองสหรัฐอเมริกาและต่อประชาคมโลก
แฟ้มเอกสารหนา 35 หน้าดังกล่าว มีจุดเริ่มต้นในราวเดือนมิถุนายน ปี 2016 อันเป็นปีแห่งการเลือกตั้งในสหรัฐอเมริกา เมื่อบริษัทที่ทำงานด้านวิจัยบริษัทหนึ่งที่เป็นที่รู้กันในภายหลังว่าคือบริษัท “ฟิวชัน จีพีเอส” บริษัทเอกชนอเมริกันที่ให้การสนับสนุนผู้สมัครในการเลือกตั้งขั้นต้นภายในพรรครีพับลิกันรายหนึ่ง ต้องการข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับ โดนัลด์ ทรัมป์ สำหรับนำมาใช้ในการขับเคี่ยวทางการเมืองภายในพรรค ป้องกันไม่ให้ ทรัมป์ กลายเป็น “ตัวแทนพรรครีพับลิกัน” ในการเลือกตั้งทั่วไป
“ฟิวชั่น จีพีเอส” ว่าจ้าง “ออร์บิส บิสซิเนส อินเทลลิเจนซ์” บริษัทเอกชนซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในกรุงวอชิงตัน ให้บริการข้อมูลและข่าวกรองเชิงยุทธศาสตร์สำหรับธุรกิจ ซึ่งก่อตั้งโดย คริสโตเฟอร์ สตีล ร่วมกับ เกล็น อาร์. ซิมป์สัน และ โทมัส แคตัน เมื่อปี 2011
ผู้ร่วมก่อตั้ง ออร์บิสฯ 2 รายหลังเป็นผู้สื่อข่าวสืบสวนสอบสวนมือดีที่เคยสังกัด “วอลสตรีท เจอร์นัล” ส่วน คริสโตเฟอร์ สตีล ซึ่งกลายมาเป็นคน “รับงาน” ชิ้นนี้ไปดำเนินการนั้น คืออดีต “จารชน” ของ “เอ็มไอ 6” หน่วยงานข่าวกรองในต่างประเทศของอังกฤษ ผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็น “มือฉมัง” ในการข่าวเกี่ยวกับรัสเซียเป็นพิเศษ เพราะมี “แหล่งข่าว” และ “สาย” วงในในรัสเซียชั้นดีที่เชื่อถือได้อยู่มาก
หลังจากทรัมป์ชนะเลือกตั้งขั้นต้นในรีพับลิกันแล้ว งานชิ้นนี้ก็ยังดำเนินต่อไป แต่คนจ่ายเงินเปลี่ยนจากฟิวชันเป็นกิจการเอกชนอีกรายที่สนับสนุนพรรคเดโมแครต
สตีลลงมือทำงาน และเริ่มเขียนผลการสืบสวนของตนครั้งแรกเมื่อ 20 มิถุนายน เอกสารชิ้นแรกที่เขียนในวันนั้นไม่เพียงจัดส่งให้ “ผู้ว่าจ้าง” แต่ยังจัดส่งให้กับ “สาย” ของตน สำนักงานสอบสวนกลาง (เอฟบีไอ) อีกด้วย โดยไม่ได้แจ้งเรื่องต่อบริษัทผู้ว่าจ้าง ข้อความตอนหนึ่งระบุเอาไว้ว่า “มีรูปแบบที่ชัดเจนของการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกิดขึ้นระหว่างทีมหาเสียงของทรัมป์ กับทางการเครมลิน ภายใต้ผลประโยชน์ร่วมกัน”
แต่กว่าศาลพิเศษว่าด้วยการเฝ้าระวังการข่าวกรองของต่างชาติ (เอฟไอเอสซี) จะอนุมัติให้เอฟบีไอดำเนินการสืบสวนสอบสวน “ความเป็นไปได้” ที่จะมี “ความเชื่อมโยง” ระหว่างทรัมป์กับทางการรัสเซีย ก็ปาเข้าไปในเดือนตุลาคม 2016 ไม่นานหลังจากนั้น ทรัมป์ก็พลิกความคาดหมาย ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดี
สตีลยังคงทำงานต่อ ว่ากันว่าในที่สุดผู้จ่ายเงินเพื่อการดำเนินการของออร์บิสฯ ในตอนหลังๆ ก็คือ เอฟบีไอ ไม่ใช่เอกชนอีกต่อไป
รายงานชิ้นสุดท้ายของ คริสโตเฟอร์ สตีล ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2016 ถึงวันที่ 10 มกราคม 2017 ทั้งอดีตประธานาธิบดีโอบามาและทรัมป์ได้รับบทคัดย่อ 2 หน้ากระดาษเกี่ยวกับรายงานทั้งหมด
11 มกราคม “บัซซ์ฟีด” เว็บไซต์ข่าวอเมริกัน นำเอกสารลับทั้ง 35 หน้า ตีพิมพ์เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของตน
ถึงตอนนั้นผลสะเทือนจากเอกสารที่เรียกกันในเวลาต่อมาว่า “ทรัมป์ ดอสไซเออร์” หรือ “สตีล ดอสไซเออร์” ก็ปรากฏชัดเจนแล้ว ไม่เพียงกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้มีการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจังจากหลายฝ่ายเท่านั้น
เจมส์ โคมีย์ ยังถูกทรัมป์ไล่ออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการเอฟบีไอ เพราะปฏิเสธที่จะยุติการสืบสวนเรื่องนี้
สตีล ดอสไซเออร์ ยังทำให้ข้อกล่าวหาว่าสมคบคิดกับต่างชาติ ยังคงเป็นเงาทะมื่นเหนือทำเนียบขาวอยู่จนถึงขณะนี้
9เดือนหลังจากถูกเปิดเผยต่อสาธารณะอย่างจริงจัง สตีล ดอสไซเออร์ ยังคงกลายเป็นหัวใจสำคัญ และยิ่งส่อวี่แววให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ ว่านี่อาจเป็นเอกสารที่พลิกโฉมหน้าการเมืองอเมริกันไปอีกทางหนึ่งอย่างเหลือเชื่อ นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ โดนัลด์ ทรัมป์ มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นประธานาธิบดีอเมริกันคนแรกที่ถูกกระบวนการอิมพีชเมนต์เขี่ยกระเด็นตกจากอำนาจ สร้างผลสะเทือนอย่างใหญ่หลวงต่อรัฐบาลรีพับลิกันในเวลานี้
เหตุผลอย่างหนึ่งก็คือ ยิ่งสืบสวนสอบสวนมากขึ้นเรื่อยๆ หลายๆ หน่วยงานรวมทั้งคณะที่ปรึกษาพิเศษว่าด้วยกรณีการแทรกแซงของรัสเซียในการเลือกตั้ง 2016 ของ โรเบิร์ต มุลเลอร์ ยิ่งยึดถือแฟ้มลับนี้จริงจังมากขึ้นเป็นเงาตามตัว
ทีมสอบสวนของมุลเลอร์เพิ่งเชิญตัว คริสโตเฟอร์ สตีล เข้ามาให้ปากคำอย่างเป็นทางการไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานี่เอง
ในเวลาเดียวกัน กรรมาธิการข่าวกรองของทั้งวุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา ก็เพิ่งแสดงเจตจำนงร้องขอให้สตีลเดินทางเข้าให้ปากคำต่อทั้ง 2 คณะกรรมาธิการอย่างเป็นทางการ
ทั้งนี้ทั้งนั้น เป็นเพราะข้อมูลเพิ่มเติมที่ได้จากการสืบสวนสอบสวนในวงกว้างของหลายหน่วยงานในเรื่องนี้ ล้วนเป็นหลักฐานหนุนเสริมให้ข้อกล่าวหาหลายประการในรายงานของสตีลมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นเรื่อยๆ
สตีล ดอสไซเออร์ อาศัย “คำบอกเล่า” ของ “แหล่งข่าวไม่เปิดเผยชื่อ” ทั้งในรัสเซียและสหรัฐอเมริกา บ่งบอกข้อมูลหลายอย่างที่ทำให้ได้ข้อสรุปในเชิงกล่าวหาว่า “มีการสมรู้ร่วมคิดกันอย่างเป็นระบบ ระหว่างคณะทำงานใกล้ชิดของทรัมป์กับทางการมอสโก เพื่อช่วยเหลือให้ทรัมป์เข้าไปนั่งอยู่ในทำเนียบขาวได้” และโดยที่จะรู้หรือไม่ก็ตามที “เครมลินได้หว่านเพาะความพยายามเพื่อการนี้ไว้มานานหลายปีเต็มทีแล้ว” อย่างน้อยที่สุดไม่น้อยกว่า 5 ปี สำหรับความพยายาม “หลายๆ ทาง” ในอันที่จะแทรกแซงและกำหนดผล “การเลือกตั้งของสหรัฐอเมริกา”
เป็นข้อสรุปที่แม้แต่คนอย่าง ริชาร์ด เบอร์ วุฒิสมาชิกระดับอาวุโสของพรรครีพับลิกันที่ทำหน้าที่ประธานกรรมาธิการข่าวกรองวุฒิสภา ยังยอมรับว่ามีโอกาสที่จะเป็นจริงหรือไม่ก็ได้
นั่นคือเหตุผลที่เบอร์และคณะกรรมาธิการต้องการพบและพูดคุยกับคริสโตเฟอร์ สตีล แบบเห็นหน้าค่าตา
แต่จนถึงตอนนี้ ประธานกรรมาธิการข่าวกรองวุฒิสภา ยืนยันว่า มติของคณะกรรมาธิการที่เป็นเอกฉันท์ก็คือ เชื่อตามการประเมินของ “แวดวงด้านข่าวกรองของสหรัฐอเมริกา” เมื่อเดือนมกราคมปีนี้ว่า
รัสเซียดำเนินความพยายาม “หลายๆ ทางพร้อมกันเพื่อแทรกแซงการเลือกตั้งเมื่อปี 2016 ให้เป็นไปในทางที่เป็นผลดีต่อทรัมป์”
มีพัฒนาการของเหตุการณ์ในภายหลังหลายประการ ที่แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่ คริสโตเฟอร์ สตีล รายงานไว้ก่อนหน้านี้หลายเดือนมากนั้นเป็นความจริง กรณีแรกสุดคือ เหตุการณ์การประชุมที่ทรัมป์ ทาวเวอร์ เมื่อ 9 มิถุนายน ปี 2016
การนัดพบเป็นการลับในวันนั้น มีการเปิดเผยกันในภายหลังว่า ผู้ที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์ประกอบด้วย โดนัลด์ จูเนียร์ ลูกชายของทรัมป์, จาเรด คุชเนอร์ ลูกเขยคนสำคัญ และคนสุดท้ายในฝ่ายทรัมป์ คือ พอล มานาฟอร์ท ซึ่งในเวลานั้นมีสถานะเป็นหัวหน้าทีมรณรงค์หาเสียงของทรัมป์
ตัวแทนของรัสเซียคนสำคัญก็คือ ทนายความสัญชาติรัสเซีย ที่มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐบาลชื่อ นาตาเลีย เวเซลนิตสกายา
เมื่อข่าวเรื่องนี้แพร่ออกมาในสื่อเมื่อ 8 กรกฎาคมปีนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ จูเนียร์ ออกแถลงการณ์ (ซึ่งปรากฏในภายหลังว่าเป็นไปตามคำสั่งของผู้เป็นพ่อ) อ้างว่า เป็นการพบหารือกันในเรื่องการ “อุปการะเด็กๆ ชาวรัสเซียของคนอเมริกัน” แต่สื่อมวลชนกลับงัดหลักฐานเด็ดออกมาตอบโต้ถ้อยแถลงดังกล่าวในวันรุ่งขึ้น ด้วยการตีพิมพ์อีเมล์ที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่า เวเซลนิตสกายาเสนอ “ข้อมูลและวัสดุต่างๆ” ที่สามารถสร้างความเสียหายให้กับนางฮิลลารี คลินตัน (ตัวแทนพรรคเดโมแครต) ในขณะที่ “ตัวกลาง” รายหนึ่งซึ่งเป็นผู้ประสานงานให้มีการพบกันครั้งนั้น ยอมรับว่าเป็นการดำเนินการ “ส่วนหนึ่งของรัสเซีย และรัฐบาลรัสเซีย เพื่อแสดงการสนับสนุนต่อทรัมป์”
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2016 คล้อยหลังจากวันที่มีการพบกันที่ทรัมป์ ทาวเวอร์ เพียง 11 วัน คริสโตเฟอร์ สตีล เขียนไว้ในรายงานของเขา โดยบันทึกคำกล่าวของ “แหล่งข่าว” จำนวนหนึ่งระบุเอาไว้ว่า
“เครมลินได้ป้อนข้อมูลข่าวกรองที่มีคุณค่าสูงเกี่ยวกับฝ่ายตรงกันข้ามให้กับทรัมป์และทีมงานของทรัมป์ รวมทั้งข้อมูลส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับแคนดิเดต ฮิลลารี คลินตัน” มาเป็นเวลานานหลายปี
ถึงวันที่ 19 กรกฎาคม 2016 บันทึกปากคำแหล่งข่าวของสตีล ในวันนั้นระบุเอาไว้ว่า “ตนได้พูดคุยในทางลับกับแหล่งข่าว อี. ที่มีเชื้อสายรัสเซียและใกล้ชิดกับโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนพรรครีพับลิกัน เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2016 แหล่งข่าว อี. ยอมรับว่า มีการสมคบคิดที่รุดหน้าไปเป็นอย่างดีเพื่อการร่วมมือกันระหว่างพวกทรัมป์และบรรดาผู้นำรัสเซีย” โดยมีมานาฟอร์ทเป็นผู้ติดต่อประสานงานหลักของฝ่ายทรัมป์
มานาฟอร์ท ปฏิเสธเรื่องนี้โดยสิ้นเชิง แต่เมื่อมีสื่อมวลชนเปิดโปงว่าเคยได้รับเงิน 17 ล้านดอลลาร์ ให้ทำหน้าที่ล็อบบี้ยิสต์ให้พรรคการเมืองนิยมรัสเซียในยูเครน ก็กลับคำให้การยอมรับการทำงานเป็น “ตัวแทนของต่างชาติ” และถูกเอฟบีไอบุกตรวจค้นยึดหลักฐานจากบ้านพักเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
ทั้งยังถูกเรียกตัวเข้าให้ปากคำกับคณะทำงานของมุลเลอร์อีกด้วย
แฟ้มข้อมูลลับของสตีลยังระบุด้วยว่า คนที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างมานาฟอร์ท กับทางการมอสโก คือ คาร์เตอร์ เพจ นักธุรกิจให้บริการคำปรึกษาด้านพลังงาน ซึ่งทรัมป์แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็น “ที่ปรึกษาด้านนโยบายต่างประเทศ” ของตนเอง
สตีลระบุว่า เพจ คือคนที่เดินทางไปพบกับ “คนของปูติน” รวมถึงผู้บริหารสูงสุดของ “รอสเนฟท์” บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของรัสเซีย กับอิกอร์ ดิเวย์กิน “เจ้าหน้าที่ระดับสูงในเครมลิน” อีกด้วย
คาร์เตอร์ เพจ ปฏิเสธว่าไม่เคยพบคนเหล่านั้น และเดินทางไปทำธุรกิจเท่านั้น แต่เมื่อเดือนเมษายนปีนี้มีรายงานข่าวว่า ศาลเอฟไอเอสซี มีคำสั่งให้ดักฟังการติดต่อสื่อสารทั้งหมดของเพจ ซึ่งนั่นหมายความว่า ทีมสอบสวนสามารถแสดงหลักฐานข้อมูลให้ศาลเชื่อได้ว่า เพจทำงานให้กับต่างชาติ
คาร์เตอร์ เพจ อ้างหน้าตาเฉยว่า เขาถูกทำให้เป็น “แพะรับบาป” ในกรณีนี้
เดือนกันยายน ปี 2016 ข้อมูลลับของสตีลระบุถึง มิกฮาอิล คูลากิน ว่าเป็นผู้ซึ่งถูกถอนตัวกลับไปจากสถานเอกอัครราชทูตรัสเซียในวอชิงตันเพราะ “เข้าไปเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกันมากจนเกินไป”
มีความพยายามจากสื่อมวลชนเพื่อตรวจสอบหาบุคคลชื่อนี้ในสถานทูตขนานใหญ่ แต่ไม่พบ กลับพบแต่ มิกฮาอิล คาลูกิน ที่ถูกส่งตัวกลับมอสโกในเดือนสิงหาคม 2016
ก่อนถูกส่งกลับ คาลูกินตกเป็นเป้าสอบสวนถึงบทบาทของรัสเซียในการแทรกแซงการเลือกตั้ง ในขณะที่รายงานข่าวบางกระแสระบุว่า คาลูกิน คือสายลับตัวเอ้ของรัสเซีย
ผู้ที่ศึกษารายงานของสตีลพบว่า มีความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ทำนองนี้อยู่ไม่น้อย แต่เนื้อหาใจความส่วนใหญ่กลับสะท้อนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ตามคำบอกเล่าของแหล่งข่าวเหล่านั้น
จอห์น ซีเฟอร์ อดีตเจ้าหน้าที่สังกัดสำนักงานข่าวกรองกลาง (ซีไอเอ) แผนกงานปฏิบัติการลับแห่งชาติ ซึ่งปัจจุบันทำงานอยู่กับเอกชน เปิดเผยว่า ลักษณะการรายงานแบบให้ “ข้อมูลดิบ” ของสตีล มีคุณค่าในแง่ของการเป็นเงื่อนงำ และเบาะแสให้สืบสาวต่ออย่างสำคัญในหลายประเด็น แม้ว่าจนถึงขณะนี้ในหลายๆ ส่วนยังไม่มีข้อมูลอะไรมายืนยันความเป็นจริงก็ตาม
เขาบอกด้วยว่า ซีไอเอยึดถือรายงานของสตีลจริงจังมาก ไม่ใช่เป็นเพราะว่าไม่ชอบขี้หน้าทรัมป์
แต่เป็นเพราะซีไอเอเข้าใจดีถึงโอกาสที่จะเป็นความจริงได้ของรายงานลับชิ้นนี้ดี ด้วยข้อมูลพื้นฐานเดิมที่มีอยู่จากประสบการณ์ในการรับมือกับวิธีการทำงานของจารชนรัสเซีย และธรรมชาติของการรายงานด้วยข้อมูลดิบเช่นนี้
ซึ่งทำให้ “สตีล ดอสไซเออร์” ที่เขียนขึ้นเมื่อกว่าปีมาแล้ว ยังทรงคุณค่าและยิ่งได้รับความน่าเชื่อถือมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขณะนี้นั่นเอง

