หน้าแรก ต่างประเทศ คอลัมน์ไฮไลต์...

คอลัมน์ไฮไลต์โลก: หนีเสือปะจระเข้?

15.11.17 | 18:00 น.
เอเอฟพี

“การแสวงหาประโยชน์กลายเป็นเรื่องปกติในค่ายผู้อพยพ” จากคำบอกเล่าของ แคเทอรีนา อาร์ดันยัน ผู้ชำนัญการด้านการต่อต้านการค้ามนุษย์ขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (ไอโอเอ็ม) ถึงสถานการณ์ในค่ายผู้อพยพลี้ภัยชาวโรฮีนจาในประเทศบังกลาเทศ ที่มีเด็กชาวโรฮีนจาจำนวนมากถูกแสวงหาประโยชน์ในรูปแบบที่แตกต่างกันไป เช่น การใช้แรงงานเยี่ยงทาส และการล่วงละเมิดทางเพศ


จากการสืบค้นและตรวจสอบข้อเท็จจริงของไอโอเอ็มซึ่งได้ข้อมูลจากผู้อพยพชาวโรฮีนจาที่หลบหนีเข้ามาพักพิงอยู่ในบังกลาเทศก่อนหน้าแล้วและจากกลุ่มชาวโรฮีนจาที่อพยพเข้ามาระลอกใหม่ และจากการตรวจสอบของผู้สื่อข่าวรอยเตอร์ที่ได้จากการสัมภาษณ์พูดคุยกับผู้อยพชาวโรฮีนจา ได้ข้อมูลสะท้อนต้องตรงกันว่าชีวิตของเด็กชาวโรฮีนจาในค่ายผู้อพยพในบังกลาเทศไม่ได้ดีไปกว่าชะตากรรมเลวร้ายที่พวกเขาต้องพบเจอในบ้านเกิดของพวกเขาเองในรัฐยะไข่สักเท่าไร

เอเอฟพี

รอยเตอร์ให้ข้อมูลว่าเด็กชาวโรฮีนจาที่หนีภัยความรุนแรงเข้ามาอยู่ในบังกลาเทศตอนนี้มีอยู่ราว 450,000 คน คิดเป็น 55 เปอร์เซ็นต์ของประชากรในค่ายผู้อพยพชาวโรฮีนจาในบังกลาเทศทั้งหมด ขณะที่ไอโอเอ็มบอกว่าเด็กชาวโรฮีนจาเหล่านี้ตกเป็นเป้าหมายของเหล่านายหน้าค้าแรงงานที่หว่านล้อมให้พ่อแม่เด็กยอมให้ลูกขายแรงงานเพื่อจะได้ช่วยกันหาเงินเลี้ยงตัว เพราะสภาพความเป็นอยู่ในค่ายผู้อพยพสุดอดอยาก

เด็กชาวโรฮีนจาทั้งหญิงและชาย หลายคนยังไม่รู้เดียงสา ถูกส่งออกมานอกค่ายให้ทำงานหาเงิน เด็กผู้ชายส่วนใหญ่ถูกเกณฑ์ไปขายแรงงานในฟาร์ม ไซต์งานก่อสร้าง ออกเรือประมง ทำงานในร้านขายชา ไปจนถึงรับจ้างลากรถลาก ส่วนเด็กผู้หญิงถูกพาไปทำงานเป็นคนรับใช้ เป็นพี่เลี้ยงเด็กให้ครอบครัวชาวบังกลาเทศ ที่ถ้าโชคร้าย พวกเธอไม่เพียงถูกใช้แรงงานเยี่ยงทาส ถูกทำร้ายร่างกาย แต่ยังจะตกเป็นเหยื่อบำเรอกามของนายจ้างชาย

Advertisement

รอยเตอร์ยกกรณีตัวอย่างของเด็กหญิงชาวโรฮีนจา วัย 14 ปีรายหนึ่งที่แม่ของเธอเล่าถึงสิ่งเลวร้ายที่ลูกสาวต้องพบเจอจากการไปทำงานเป็นสาวใช้ให้ครอบครัวชาวบังกลาเทศในเมืองจิตตะกอง ที่ลูกสาวของเธอต้องหลบหนีออกมา เพราะถูกนายจ้างทำร้ายร่างกายและข่มขืน จนตอนนี้ลูกสาวของเธอเดินไม่ได้และไม่ได้รับเงินค่าจ้างแม้สักแดงเดียว

เอเอฟพี

โมฮัมหมัด ซูบาอีร์ เด็กชายตัวแคระแกร็น วัย 14 ขวบ เป็นอีกตัวอย่างของเด็กชาวโรฮีนจาที่ถูกกดขี่แรงงาน เขารับจ้างทำงานในไซต์งานสร้างถนน ที่เขาบอกว่านายจ้างบอกจะให้ค่าแรงวันละ 250 ทากา (ราว 100 บาท) แต่เมื่อทำงานเสร็จรวมแล้ว 38 วัน เขากลับได้รับเงินค่าจ้างแค่ 500 ทากา (ราว 200 บาท) ไม่เพียงเขาจะถูกเบี้ยวค่าแรง แต่ยังถูกนายจ้างดุด่าและไล่ออกจากงาน เมื่อมารับจ้างทำงานในร้านขายชา ก็ถูกใช้ให้ทำงานหามรุ่งหามค่ำ ถูกห้ามไม่ให้ออกนอกร้านและเคยได้รับอนุญาตให้โทรศัพท์ติดต่อพ่อแม่เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น

ไอโอเอ็มยังให้ข้อมูลที่พ่อแม่เด็กชาวโรฮีนจาที่หมดสิ้นหนทาง บังคับลูกสาวที่บางรายอายุเพียงแค่ 11 ขวบ ให้แต่งงานกับชายชาวบังกลาเทศเพื่อหวังจะได้รับการคุ้มครองและการจุนเจือทางการเงิน โดยไม่ได้คำนึงถึงความถูกต้องเหมาะสมและความพร้อมของเด็ก ผลสุดท้ายเด็กต้องกลายเป็นเมียรอง ที่ยังถูกสามีทอดทิ้งได้ง่ายๆ

นี่เป็นแค่ตัวอย่างหนึ่งของชะตาชีวิตเลวร้ายที่ผู้อพยพชาวโรฮีนจา โดยเฉพาะเด็กๆต้องพบเจอ ซึ่งประชาคมโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลพม่าต้องตระหนักและเร่งหาทางแก้ปัญหาโดยด่วน