ภายหลังจากนางออง ซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐและรัฐมนตรีต่างประเทศพม่า แต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาพิเศษขึ้นมาชุดหนึ่ง เรียกว่า “คณะกรรมการที่ปรึกษาว่าด้วยรัฐยะไข่” โดยมีสมาชิกคณะกรรมการ 9 คน เป็นชาวพม่า 6 คน เป็นผู้มีบทบาทในเวทีระหว่างประเทศ 3 คน โดย นายโคฟี อันนัน ประธานมูลนิธิโคฟี อันนัน ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการ เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2559
ภารกิจคือ ลงพื้นที่ ตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อประเมินและจัดทำข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลพม่า ”ในประเด็นด้านการพัฒนาและมนุษยธรรม การเข้าถึงบริการพื้นฐาน และประเด็นด้านความมั่นคงปลอดภัยของประชาชนแห่งรัฐยะไข่” โดยไม่ได้มุ่งตรงไปที่ประเด็นปัญหาเรื่องชนกลุ่มน้อยโรฮีนจาโดยเฉพาะแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม โดยข้อเท็จจริงที่ว่า ความขัดแย้งด้านชาติพันธุ์และศาสนาระหว่างชาวยะไข่ที่นับถือศาสนาพุทธ กับชนกลุ่มน้อยโรฮีนจาที่นับถือศาสนาอิสลาม คือเงื่อนปมสำคัญที่เชื่อมโยงกับปัญหาแทบทุกเรื่องในรัฐยะไข่
ข้อเสนอของคณะกรรมการชุดนาย อันนันทุกประการจึงคำนึงถึงประเด็น ชนกลุ่มน้อยโรฮีนจาอยู่ด้วย
เมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการชุดนี้จัดทำรายงาน 66 หน้า เสนอต่อรัฐบาลพม่ามีข้อเสนอแนะสำหรับการนำไปปฏิบัติ รวม 10 ข้อใน 10 ประเด็น มีสาระโดยสังเขปดังนี้
1.ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
เรียกร้องให้รัฐบาลแห่งสหภาพและรัฐบาลแห่งรัฐ (ยะไข่) ทำความตกลงจัดสรรผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งให้หลักประกันว่าชุมชนท้องถิ่นในรัฐจะได้รับประโยชน์จากการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในยะไข่
เสนอให้รัฐบาลกลางลงทุนก่อสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ และให้ก่อสร้างสนามบินมรัค อู (เมียวอู) ตามที่วางแผนไว้ เรียกร้องให้มีการฝึกอาชีพ ซึ่งได้จากการประเมินตลาดแรงงาน ปรับปรุงระบบชลประทาน เพิ่มศักยภาพชุมชนในการดำเนินการตามมาตรการเพื่อป้องกันภาวะโลกร้อน
2.ด้านสิทธิการเป็นพลเรือน
เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งรัดกระบวนการให้สิทธิการเป็นพลเรือนในแนวทางตามกฎหมายว่าด้วยสิทธิการเป็นพลเรือนปี ค.ศ.1982 โดยเร็ว จัดทำกำหนดเวลาและยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน จัดการรณรงค์อย่างกว้างขวางและทั่วถึง ผู้ที่ผ่านการพิสูจน์ควรได้รับผลประโยชน์ สิทธิและเสรีภาพจากการเป็นพลเรือนเต็มที่ทันที
การร้องเรียนต่อกระบวนการพิสูจน์ควรมีหน่วยงานหรือสถาบันของรัฐที่เป็นอิสระจากสถาบันหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบกระบวนการพิสูจน์ และต้องมีการประกาศให้กระจ่างชัดถึงสิทธิต่างๆ ของผู้ซึ่งถูกปฏิเสธสิทธิการเป็นพลเรือน
คณะกรรมการตั้งข้อสังเกตไว้ด้วยว่า กฎหมายฉบับดังกล่าวจำเป็นต้องมีการทบทวนและเสนอให้รัฐบาลพิจารณาเคลื่อนไหวทบทวนแก้ไข เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ตรวจสอบการเชื่อมโยงระหว่างสิทธิพลเรือนกับชาติพันธุ์ที่เป็นอยู่ในเวลานี้เสียใหม่ พิจารณาเพิ่มเติมมาตรการซึ่งเปิดโอกาสให้ได้สิทธิพลเรือนโดยธรรมชาติ (เช่นโดยกำเนิด) โดยเฉพาะกับบรรดาผู้ที่ในเวลานี้เป็นบุคคล ไร้รัฐ
เรียกร้องให้วางกฎเกณฑ์เพื่อควบคุมผู้ที่ไม่ใช่พลเรือน ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในประเทศและดำเนินการเพื่อให้สิทธิต่างๆ ของผู้มีถิ่นพำนักในพม่ามีความชัดเจน
3.ด้านเสรีภาพในการเคลื่อนไหวของบุคคล
เรียกร้องให้รัฐบาลให้หลักประกันเสรีภาพในการเคลื่อนไหวของบุคคลสำหรับทั้งชาวยะไข่และชาวมุสลิม ที่ถูกจำกัดในเวลานี้ โดยเฉพาะผู้เป็นมุสลิมและบรรดาผู้พลัดถิ่นภายใน (ไอดีพี-หมายถึงชาวโรฮีนจาที่อยู่ในค่ายกักกัน) การรับประกันดังกล่าวต้องไม่คำนึงถึงศาสนา ชาติพันธุ์ หรือสถานะการเป็นพลเรือน เรียกร้องให้ดำเนินมาตรการเพื่อป้องกันการจำกัดการเคลื่อนไหวของบุคคลแบบไม่เป็นทางการ รวมทั้งการตั้งด่านเรียกเงินตามอำเภอใจ
4.การมีตัวแทนและการมีส่วนร่วมของชุมชน
ควรดำเนินมาตรการอย่างเร่งด่วนเป็น ขั้นตอน เพื่อส่งเสริมการมีตัวแทนในระดับชุมชนและการมีส่วนร่วมของผู้คนในกลุ่มต่างๆ ที่ไม่มีตัวแทนในเวลานี้ รวมทั้งชนกลุ่มน้อยชาติพันธุ์ต่างๆ บุคคลไร้รัฐ และชุมชนของ ผู้พลัดถิ่นภายใน ผู้นำชุมชนครัวเรือน หมู่บ้าน ตำบล ควรมีที่มาจากการเลือกตั้ง
5.ผู้พลัดถิ่นภายใน
เรียกร้องให้รัฐบาลปิดค่ายผู้พลัดถิ่น ภายในรัฐ ให้รัฐบาลพม่าร่วมมือกับองค์กรระดับนานาชาติเพื่อให้การส่งกลับและการจัดสรรถิ่นที่อยู่ใหม่ของผู้พลัดถิ่นภายในเป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยสมัครใจและปลอดภัย
ขณะที่ต้องจัดการค่ายผู้พลัดถิ่นที่ยังมีอยู่ให้มีมาตรฐานเหมาะสมตามศักดิ์ศรีของมนุษย์ ปรับปรุงที่พัก น้ำ ระบบสุขอนามัย การศึกษาและการเข้าถึงโอกาสเลือกในการใช้ชีวิต
6.พัฒนาการเชิงวัฒนธรรม
เสนอให้รัฐบาลนำเสนอเมืองมรัคอูเข้ารับการพิจารณาขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเชิงวัฒนธรรม ให้รัฐบาลจัดทำรายการและให้ความคุ้มครองต่อพื้นที่ชุมชนที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศาสนาและวัฒนธรรมทั้งหมดในรัฐยะไข่
7.การกลมกลืนระหว่างชุมชน
เรียกร้องให้รัฐบาลริเริ่มให้เกิดการสานเสวนาระหว่างชุมชนต่างๆ ขึ้นในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับเมือง เรื่อยไปจนถึงระดับรัฐและระดับสหภาพ ผ่านโครงการฝึกอาชีพ สาธารณูปโภค เทศกาลเชิงวัฒนธรรม และจัดตั้งศูนย์เยาวชนแห่งชุมชน
8.ความมั่นคงเพื่อทุกชุมชน
คณะกรรมการฯยอมรับว่ามีภาวะคุกคามจากการกลายสภาพเป็นความรุนแรงขึ้นในรัฐยะไข่ แต่ไม่เสนอแนะให้ตอบสนองภาวะดังกล่าวด้วยมิติด้านความมั่นคงเพียงมิติเดียว แต่เรียกร้องให้ผสมผสานการตอบสนองด้วยวิธีการทั้งทางการเมือง การพัฒนา และสิทธิมนุษยชนเข้าไปพร้อมกับความมั่นคง เพื่อแก้ปัญหาที่มาของความรุนแรงถึงรากเหง้า และลดความตึงเครียดระหว่างชุมชนลง
เสนอให้ลดความซับซ้อนในโครงสร้างของตำรวจลง ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติรับผิดชอบเพียงฝ่ายเดียว โดยให้ฝึกอบรมด้านสิทธิมนุษยชน การจัดการชุมชน การคุ้มครองพลเรือนและภาษาถิ่น เพิ่มการข่าวและเพิ่มความสัมพันธ์กับชุมชนท้องถิ่น
9.บังกลาเทศ
เสนอให้ปรับปรุงความสัมพันธ์ทวิภาคีกับบังกลาเทศ กระชับความร่วมมือระหว่างกันอย่างเข้มแข็งในการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนและความท้าทายร่วมที่ทั้ง 2 ประเทศเผชิญอยู่
10.การปฏิบัติตามข้อเสนอแนะ
เสนอให้มีการแต่งตั้งคณะทำงานในระดับกระทรวงขึ้นเพื่อประสานงานเชิงนโยบายและเป็นหลักประกันให้มีการปฏิบัติตามข้อเสนอแนะอย่างมีประสิทธิภาพ
ล่าสุด นางซูจีได้ตั้งคณะที่ปรึกษา มีนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรีไทย เป็นประธาน เพื่อพิจารณานำข้อเสนอของกรรมการชุดนายโคฟี อันนัน ไปปฏิบัติ และนายสุรเกียรติ์ได้พบปะกับนายอันนันที่เจนีวา เมื่อวันที่ 28 พ.ย.ที่ผ่านมา
เพื่อหารือถึงการแก้ปัญหารัฐยะไข่ตามข้อเสนอดังกล่าวต่อไป

