ตลอดทั้งปี 2560 นี้ หนึ่งในประเด็นระหว่างประเทศที่คงความร้อนแรงได้เสมอต้นเสมอปลายคือโครงการพัฒนาขีปนาวุธและอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ที่เกาหลีเหนือได้ทำการทดลองอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ(ยูเอ็นเอสซี)ต้องออกข้อมติคว่ำบาตรเกาหลีเหนือหลายครั้งหลายหน ผนวกกับสงครามน้ำลายระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับนายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ยิ่งทำให้ความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลีเหนือดูจะไม่ลดความแรงลงไปแม้แต่น้อย และยังเป็นปัญหาที่หลายฝ่ายเชื่อว่าจะลากยาวต่อไปถึงปี 2561 อย่างไม่ต้องสงสัย
แม้จะเกิดความตึงเครียดขึ้น แต่ความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาผ่านช่องทางทางการทูตก็ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง และหนึ่งในสิ่งที่สะท้อนความพยายามนั้นก็คือการที่นายโจเซฟ ยุน ผู้แทนพิเศษด้านนโยบายเกาหลีเหนือของสหรัฐอเมริกา เพิ่งเดินทางเยือนเอเชียคือญี่ปุ่นและไทยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
หลายคนอาจตั้งคำถามว่าทำไมไทยจึงเป็นหนึ่งใน 2 ประเทศที่ผู้แทนพิเศษด้านนโยบายเกาหลีเหนือของสหรัฐเลือกที่จะเดินทางมาเยือน สำหรับญี่ปุ่นนั้น เชื่อว่าทุกคนพอจะเข้าใจได้ว่าเพราะญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรหลักของสหรัฐที่สุ่มเสี่ยงจะได้รับผลกระทบจากความพยายามในการพัฒนาขีปนาวุธและอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ
อย่างไรก็ดีในส่วนของไทย ที่ใครต่อใครอาจคิดว่าดูไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับเกาหลีเหนือเท่าใดนัก แต่นั่นเพราะคนจำนวนมากลืมไปหรืออาจจะไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่า ในอดีตที่ผ่านมา ไทยได้แสดงบทบาทอย่างสร้างสรรค์ในกรณีเกาหลีเหนือจนทำให้เกิดเหตุการณ์ที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์การเมืองโลก นั่นคือการเดินทางเยือนเกาหลีเหนือครั้งแรกของรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ซึ่งก็คือนางแมเดอลีน อัลไบร์ท เมื่อปี 2543
น้อยคนจะทราบว่านายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ คือข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศที่ได้เข้าไปเยือนเกาหลีเหนือตั้งแต่ก่อนหน้าที่ไทยจะสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2518

รัฐมนตรีดอนได้ย้อนรำลึกถึงความหลังครั้งที่ยังเป็นเพียงข้าราชการซี 4 ให้ฟังว่าได้เดินทางไปเกาหลีเหนือครั้งแรกร่วมกับคณะแบตมินตันของไทยเพื่อไปแข่งขันกับเกาหลีเหนือ ซึ่งในครั้งนั้นมีท่านประภาศน์ อวยชัย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นหัวหน้าคณะ ขณะที่นักกีฬาแบตมินตันเยาวชนไทยที่เดินทางไปแข่งขันกับนักกีฬาเกาหลีเหนือในครั้งนั้นคือนายอุดม เหลืองเพชราภรณ์ ซึ่งในภายหลังได้กลายเป็นผู้ฝึกสอนนักกีฬาแบตมินตันทีมชาติไทย
ส่วนตัวรัฐมนตรีดอนเองได้เดินทางไปในฐานะที่ปรึกษาฝ่ายการเมืองของคณะ และเหตุผลที่ได้เดินทางร่วมคณะไปเพราะในเวลานั้นรัฐมนตรีดอนทำงานเป็นเจ้าหน้าที่โต๊ะจีนและเกาหลีในกรมการเมืองของกระทรวงการต่างประเทศ จึงถือเป็นหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง และอาจพูดได้ว่า 41 ปีผ่านไป นับตั้งแต่ครั้งนั้นจนถึงวันนี้ รัฐมนตรีดอนก็ยังเป็นเพียงคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่ที่ยังทำงานเกี่ยวกับเกาหลีเหนือมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
ครั้งแรกที่รัฐมนตรีดอนได้ไปเยือนเกาหลีเหนือ ผู้นำเกาหลีเหนือยังคงเป็นนายคิม อิล ซุง ผู้ก่อตั้งประเทศเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นปู่ของนายคิม จอง อึน ผู้นำเกาเหลีคนปัจจุบัน ซึ่งได้มีโอกาสเข้าพบและพูดคุย รวมถึงรับฟังนายคิม อิล ซุง เล่าถึงประโยชน์ที่ตนเองได้ทำให้กับประเทศจนทำให้กลายเป็นผู้นำและวีรบุรุษของเกาหลีเหนือ หลังจากนั้นรัฐมนตรีดอนก็มีบทบาทในการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-เกาหลีเหนือด้วย
ไม่เพียงเท่านั้น ตลอดช่วงที่รับราชการ ก็ยังคงมีโอกาสได้ทำงานในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเกาหลีเหนือมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในฐานะอธิบดีกรมเอเชียตะวันออกซึ่งรับผิดชอบความสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือโดยตรง หรือเมื่อดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสารนิเทศ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ไทยก็ได้เข้าไปมีบทบาทในฐานะประเทศที่รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐและเกาหลีเหนือมาพบกัน จนนำไปสู่การเดินทางเยือนเกาหลีเหนือครั้งประวัติศาสตร์ของนางอัลไบร์ทอย่างที่ได้เล่าให้ฟังข้างต้น
ต่อมารัฐมนตรีดอนก็ย้ายไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศจีน ซึ่งควบตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำเกาหลีเหนืออีกตำแหน่งหนึ่งก็ได้รับรู้เกี่ยวกับการเจรจา 6 ฝ่าย หรือแม้แต่เมื่อย้ายไปเป็นเอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ก็ยังคงได้ทำงานเกี่ยวกับเกาหลีเหนือ และทำงานต่อเนื่องมาจนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในปัจจุบัน
ครั้งล่าสุดที่รัฐมนตรีดอนเดินทางเยือนเกาหลีเหนือคือในปี 2558 ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีดอนเล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้าที่จะเดินทางไปเยือนเกาหลีเหนือก็ได้รับคำขอจากฝ่ายสหรัฐให้สอบถามกับเกาหลีเหนือว่าพร้อมที่จะเจรจากันหรือไม่ และนั่นไม่ใช่ครั้งเดียวที่ไทยรับบทบาทดังกล่าว เพราะเมื่อเดือนกันยายนปีเดียวกัน ที่รัฐมนตรีดอนเดินทางไปร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งนายรี ซู ยอง รัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีเหนือได้ขอพบ คำถามเดียวกันก็ถูกฝากมาอีกครั้ง

แน่นอนว่าการพบปะกันระหว่างเกาหลีเหนือและสหรัฐไม่ได้เกิดขึ้น เพราะเงื่อนไขก่อนที่จะเข้าสู่โต๊ะเจรจาของทั้งสองฝ่ายไม่ตรงกัน กระนั้นก็ดีรัฐมนตรีดอนก็ยังหวังว่าที่สุดแล้วจะมีความคืบหน้าในความพยายามที่จะทำให้มีการเจรจาระหว่างกันเกิดขึ้น แทนที่จะเป็นการลงไม้ลงมือกัน รัฐมนตรีดอนบอกว่า ในทางการทูตที่เราคุ้นเคย ปัญหาใดๆ ไม่ว่าจะเลวร้ายขนาดไหนก็ไม่ควรมองข้ามก้าวแรก คือการหาทางพูดคุยกัน ถ้าคุยกันไม่รู้เรื่องแล้วจะเกิดเหตุอะไรตามมาก็เข้าใจได้ แต่ถ้าไม่ได้พูดคุยแล้วจะมาลงไม้ลงมือกันก็เป็นสิ่งที่ไม่สมควร เพราะมีชีวิตผู้คนและความเสียหายมากมายเป็นเดิมพัน ณ วันนี้หลายประเทศจึงหวังว่าโอกาสของการพูดคุยจะเกิดขึ้นได้จริง เพราะจะเป็นการเปิดประตูของสันติภาพเพื่อการอยู่ร่วมกัน
นับตั้งแต่การเยือนเกาหลีเหนือครั้งแรกจนถึงขณะนี้รวมแล้วไม่น้อยกว่า 5 ครั้ง รัฐมนตรีดอนบอกว่า 40 กว่าปีที่ผ่านมา เกาหลีเหนือเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่การเปลี่ยนแปลงนั้นก็ทำให้เห็นถึงความพร้อมของเกาหลีเหนือที่ต้องการจะเปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นสิ่งที่เกาหลีเหนือพูดเสมอว่าอยากจะเปิดประเทศ มีการสร้างสวนน้ำ สวนสนุก สวนสาธารณะที่มีเจดีย์งดงาม มีสนามแข่งม้า ผู้นำใหม่ของเขาได้พยายามนำเอาสิ่งที่เป็นสากลเข้ามาเพื่อใช้เป็นสะพานเชื่อมเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและการเปิดประเทศ นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาเมืองบางเมืองเป็นเมืองท่องเที่ยวริมทะเล รัฐมนตรีดอนสรุปว่า เกาหลีเหนือไม่ได้เป็นประเทศที่คิดแต่จะสู้รบ แต่เขาก็มีมุมของมนุษย์ที่ต้องการความสงบสุขและความเจริญก้าวหน้าอยู่ด้วย เพียงแต่ต้องหาจุดที่ลงตัวระหว่างความเห็นที่แตกต่างกัน ซึ่งจะช่วยเปิดประตูบานใหญ่ที่จะนำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ


