เรื่องของอัลฟาโกะ โปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ของดีพมายด์ บริษัทในเครือกูเกิลที่พัฒนาความสามารถในการเล่นโกะหรือหมากล้อม จนเดินมาถึงจุดจบที่มันสามารถเอาชนะลี เซดอล แชมป์หมากล้อมของโลกได้เกือบราบคาบ 4 เกมจากทั้งหมด 5 เกม ถือเป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ที่เครื่องจักรมีต่อมนุษย์ ยิ่งใหญ่กว่าเมื่อครั้งดีพบลูของไอบีเอ็มเอาชนะแชมป์หมากรุกโลก
ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่ปัญญาประดิษฐ์ของดีพมายด์เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่ก้าวหน้ามากของปัญญาประดิษฐ์ เพราะมันไม่เพียงมีพลังประมวลผลมหาศาลในการจดจำแบบแผนการเล่นโกะเท่านั้น แต่มันยังมีความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเอง ทั้งจากการเล่นกับตัวเองและกับมนุษย์ พัฒนากลยุทธ์การเล่นที่เป็นของตัวมันเองขึ้นมาจากฐานความรู้ที่มันสั่งสมไว้
บางคนอาจจะบอกว่า เบื้องหลังชัยชนะของอัลฟาโกะถึงอย่างไรก็คือมนุษย์อยู่นั่นเอง เรื่องนี้ส่วนหนึ่งใช่ และส่วนหนึ่งไม่ใช่ การออกแบบสร้างและพัฒนาขึ้นมานั้นเป็นฝีมือมนุษย์แน่ๆ เกมการเล่นต่างๆ กว่า 30 ล้านเกมก็เป็นเกมที่มาจากประสบการณ์ของมนุษย์ มิหนำซ้ำก่อนการแข่งขันกับลี เซดอลนั้น ฟาน ฮุย แชมป์หมากล้อมยุโรปที่พ้ายแพ้อัลฟาโกะมาก่อน 5 เกมรวดยังไปเป็นหนึ่งในโค้ชผู้สอนให้อัลฟาโกะอีกด้วย
ส่วนที่ไม่ใช่ก็คือ อัลฟาโกะถูกพัฒนาให้มีความสามารถในการเรียนรู้และพัฒนาได้เองที่เลียนแบบไปจากการทำงานของสมองมนุษย์ ระหว่างการแข่งขันกับลี เซดอลตอนหนึ่ง ฮุยรำพึงออกมาว่าการเดินหมากของอัลฟาโกะนั้นเหนือมนุษย์ เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยพบเห็นมาก่อน และมันสวยงาม
ผมกำลังจะบอกว่า อัลฟาโกะกำลังทำสิ่งหนึ่งที่มนุษย์ทำได้ นั่นคือการคิดได้เอง
อย่างไรก็ตาม มันก็ยังคงเป็นปัญญาประดิษฐ์ที่ออกแบบมาให้มีความสามารถเฉพาะทาง มันคิดได้ วางแผนได้ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ก็เฉพาะการเล่นโกะ หากให้ไปเล่นหมากรุก หมากฮอส ก็ยังคงเป็นได้แค่ระดับอนุบาลเท่านั้น มันห่างไกลจาก “ฮัล 9000” ใน 2001 สเปซ โอดิสซีย์ ในนิยายวิทยาศาสตร์หรือในหนัง ที่มีความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง
แน่นอนว่าดีพมายด์หรือกูเกิลจะไม่หยุดอยู่เพียงแค่พัฒนาความสามารถของปัญญาประดิษฐ์ในการเล่นหมากล้อม ในเชิงอุดมคติ ปัญญาประดิษฐ์จะมุ่งไปสู่การเลียนแบบการทำงานของสมองมนุษย์ในระดับทั่วไป มันจะถูกขยายไปสู่การแก้ปัญหาอื่นๆ ตามมาในที่สุด
ตามแนวคิดของกูเกิลแล้ว มันจะครอบคลุมกว่าปัญญาประดิษฐ์แบบเฉพาะทางที่บริษัทอื่นๆ ทำอยู่ เพราะกูเกิลใช้แนวทางของการสร้างฐานความรู้จากทุกๆ แหล่งที่มีอยู่บนเครือข่าย ต่างจากไอบีเอ็ม ซึ่งแม้ทุกวันนี้จะใช้ปัญญาประดิษฐ์อยู่แล้วในหลายๆ ทาง แต่ก็เป็นแบบเฉพาะทางโดยไม่ดึงข้อมูลเข้ามาสู่ส่วนกลาง
มีคำถามว่า วันหนึ่งปัญญาประดิษฐ์ของกูเกิลจะกลายเป็นฮัลตามจินตนาการของอาร์เธอร์ ซี.คลาร์กหรือไม่
คำตอบนั้นคงไม่มีใครรู้ สิ่งที่พอจะรู้อยู่อย่างหนึ่งก็คือโอกาสที่ปัญญาประดิษฐ์จะพัฒนาไปมีสติปัญญาแบบมนุษย์ได้จริงๆ ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ส่วนหนึ่งของการพัฒนาสติปัญญาของมนุษย์มาจากการปะทะสังสรรค์กับโลกภายนอกผ่านตัวตนเชิงกายภาพ ซึ่งทำให้เราตระหนักรู้ถึงความมีตัวตนของเรา นักวิชาการปัญญาประดิษฐ์เรียกสิ่งนี้ว่า ปัญหา embodiment ของปัญญาประดิษฐ์
เมื่อขาดร่างกาย ก็จะไม่สามารถพัฒนาการรับรู้ตัวตนขึ้นมาได้ และยิ่งไม่สามารถเรียนรู้เชิงวัฒนธรรมในแบบที่มนุษย์เรียนรู้สั่งสมกันมาได้อีกด้วย
แต่ผมเชื่อว่า ในท้ายที่สุด ปัญหาเหล่านี้จะถูกขบแตกได้ในที่สุด ไม่ว่าจะใช้เวลานานแค่ไหน ตอนนี้เราสามารถเอาชนะเรื่องพลังการประมวลผลมาได้แล้ว และเริ่มสร้างปัญญาประดิษฐ์ที่เรียนรู้ได้เองเป็นด้านๆ ซึ่งมันจะค่อยๆ ขยายขอบเขตการเรียนรู้ไปสู่ด้านอื่นๆ เพื่อที่จะแก้ปัญหาแบบมนุษย์ได้
และที่สำคัญ เพื่อจะแก้ปัญหาที่มนุษย์แก้ไม่ได้ด้วย ซึ่งทุกวันนี้มีหลายเรื่องมันทำไปแล้วนะครับ คุณมนุษย์ผู้ประมาทเครื่องจักรทั้งหลาย

