ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารทุกคนเห็นพ้องกันประการหนึ่งว่า หากเกิดสงครามขึ้นระหว่างสหรัฐอเมริกากับเกาหลีเหนือจริง ความเป็นจริงแห่งสงครามจะเลวร้ายย่ำแย่เกินกว่าจะจินตนาการไปถึง
เพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงแรกของสงคราม ปืนใหญ่ของเกาหลีเหนือที่ปูพรมอยู่ตามแนวชายแดน สามารถถล่มกรุงโซล เมืองหลวงที่มีประชากรหนาแน่นของเกาหลีใต้ สังหารพลเรือนนับหมื่นหรืออาจเป็นเรือนแสนได้ทันที
ขีปนาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ สามารถบรรลุถึงโตเกียว เมืองหลวงของญี่ปุ่นได้อย่างง่ายดาย เช่นเดียวกันกับบรรดานครใหญ่ทั้งหลายในสหรัฐอเมริกา ถ้าลองหลับตาคิดถึงว่า หากเมกะซิตี้อย่างนครนิวยอร์ก ถูกโจมตีด้วยระเบิดนิวเคลียร์ ผลลัพธ์ของมันย่อมทำให้เหตุการณ์อย่าง 9/11 กลายเป็นเรื่องเล็กๆ ไปได้ในพริบตา
นั่นคือความน่าสะพรึงกลัวของความจริงแห่งสงคราม แต่ที่น่าพรั่นพรึงกว่าในยามนี้ก็คือ ข้อสรุปจากการประมวลข้อมูลและวิเคราะห์สถานการณ์ของผู้เชี่ยวชาญหลายคน ที่ระบุว่าสงครามที่หลายคนคิดว่าน่ากลัวจนไม่น่าจะเป็นไปได้นั้น จริงๆ แล้ว ยิ่งนานวันไปยิ่งมีโอกาสเป็นไปได้มากขึ้นทุกที
มีโอกาสเป็นไปได้ถึงระดับที่ สงครามใหญ่หนนี้อาจเป็นสงครามแรกแห่งศักราชใหม่นี้ด้วยซ้ำไป
แทมมี่ ดั๊กเวิร์ธ วุฒิสมาชิกอเมริกันสังกัดพรรคเดโมแครตเชื้อสายไทยจากรัฐอิลลินอยส์ อดีตทหารผ่านศึกสงครามอิรักระดับเหรียญกล้าหาญ “เพอร์เพิลฮาร์ต” ยืนยันว่า สหรัฐอเมริกาเข้าใกล้สงครามกับเกาหลีเหนือมากกว่าที่หลายคนตระหนัก
“โดยทรรศนะส่วนตัว ทุกๆ อย่างที่เรา (ฝ่ายอเมริกัน) กำลังทำในทางด้านการทหารถึงจุดที่ต้องเปลี่ยนแปลงแล้ว…ประธานาธิบดีมีแนวโน้มที่จะตัดสินใจโจมตี และเราจำเป็นต้องเตรียมตัวให้พร้อม”
ตลอดปี 2560 ที่ผ่านมา เกาหลีเหนือแสดงถึงพฤติกรรมแบบไม่ลดราวาศอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทดสอบระเบิดนิวเคลียร์อานุภาพสูงกับการทดสอบขีปนาวุธพิสัยไกลข้ามทวีป (ไอซีบีเอ็ม) ก่อให้เกิดปฏิกิริยากร้าวและคุกคามพอๆ กันจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา
วาทกรรมหลากหลายถูกคิดค้นขึ้นมาใช้ ตั้งแต่การ ”ทำลายจนสิ้นซาก” เรื่อยไปจนถึงการตอบโต้ ”พลานุภาพและความกราดเกรี้ยวชนิดที่โลกไม่เคยพบเห็นมาก่อน” พร้อมๆ กับการกล่าวหาเกาหลีเหนือว่า “หลอกตัวแทนเจรจาอเมริกันมาโดยตลอด” และการเจรจาต่อรองในทางการทูตกับเปียงยางนั้นเป็นเรื่อง “เสียเวลาโดยสิ้นเชิง”
ในทรรศนะที่แสดงต่อสาธารณะของผู้นำอเมริกัน ”มีอย่างเดียวเท่านั้นที่ได้ผล” ในกรณีการแก้ปัญหาเกาหลีเหนือนั่นคือ การใช้กำลังทหาร
มีเหตุผลหลายประการที่ชวนให้คิดว่าวาทกรรมเหล่านี้ไม่ใช่แค่พูดออกมาลอยๆ เพียงแค่หวังผลในทางการเมืองระหว่างประเทศ หรือแสดงการข่มขู่คุกคามเพื่อการป้องปรามทั่วๆ ไป
เหตุผลประการแรกสุดคือ มีโอกาสไม่น้อยที่ทรัมป์และที่ปรึกษาระดับแกนนำหลายคนจะเชื่อจริงๆ ว่า พฤติกรรมยั่วยุ ไม่ลดราวาศอกที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า
เกาหลีเหนือภายใต้ผู้นำสูงสุดอย่างคิม จองอึนนั้นไม่สามารถใช้วิธีการป้องปรามด้วยได้ผล และทางเลือกที่เลวน้อยที่สุดก็คือ ต้องโจมตีเพื่อทำลายโครงการระเบิดนิวเคลียร์เกาหลีเหนือให้สิ้นซากไปก่อนที่โครงการจะเติบใหญ่แกร่งกล้ามากกว่านี้
ถัดมา ถึงแม้ว่าโดยความตั้งใจที่แท้ของฝ่ายอเมริกัน เพียงแค่ใช้วาทกรรมของ ทรัมป์ เพื่อข่มขู่ หรือเพื่อบลั๊ฟ คิม จองอึน ความเสี่ยงก็ใช่ว่าจะลดลง เพราะมีโอกาสไม่น้อยเช่นกันที่เกาหลีเหนือจะได้ข้อสรุปว่า การโจมตีชาติตนโดยสหรัฐอเมริกานั้นเกิดขึ้นแน่ ไม่ว่าเกาหลีเหนือจะพยายามโจมตีฝ่ายอเมริกันก่อนหรือไม่ก็ตาม ข้อสรุปทำนองดังกล่าวนี้ก็มีโอกาสกลายเป็นชนวนของสงครามคาบสมุทรเกาหลีรอบใหม่ได้เหมือนกันแม้ว่าจริงๆ แล้วจะไม่มีใครต้องการสงครามหนนี้ก็ตามที
การประเมินข้อเท็จจริงจากวาทกรรมของทรัมป์ เป็นเรื่องยากสำหรับคนภายนอก แต่การประเมินคณะ “ที่ปรึกษา” สำคัญๆ ของทรัมป์ ไม่ยากลำบากเท่าใดนัก ยิ่งหากมีการดำเนินการของกองทัพสหรัฐอเมริกาจริงๆ เกิดขึ้นตามมา ก็ช่วยในการประเมินสถานการณ์ได้มากทีเดียว
แน่นอนว่า ในทีมเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทรัมป์ มีทั้งส่วนที่เล็งเห็นว่าสงครามเป็นความจำเป็น และมีทั้งส่วนที่ไม่ต้องการให้เกิดสงคราม ฝ่ายแรกนั้นนำโดย เอช.อาร์.แม็คมาสเตอร์ ที่ดำรงตำแหน่งสำคัญอย่าง ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ ที่มีภูมิหลังเป็นนายพล ”สามดาว” ที่ได้รับการยอมรับกันไม่น้อยในแวดวงความมั่นคง
ที่ชวนเป็นกังวลก็คือ แม็คมาสเตอร์ เป็นคนสำคัญคนหนึ่งของฝ่ายบริหารของทรัมป์ ที่ใช้เวลาหลายเดือนที่ผ่านมาพยายามอธิบายต่อสังคมตลอดมาว่า ผู้นำและรัฐบาลที่ปกครองเกาหลีเหนืออยู่ในเวลานี้ “ไม่มีเหตุมีผล” ซึ่งหมายความว่า สหรัฐอเมริกาไม่สามารถใช้มาตรการ “ป้องปราม” กับคนและคณะบุคคลเช่นนี้ได้ ทางเดียวที่จะทำได้ก็คือ โจมตีก่อนที่เกาหลีเหนือจะมีเวลาขยายและปรับปรุงคุณภาพของคลังแสงนิวเคลียร์ของตน
แม็คมาสเตอร์ ยืนยันตลอดมาว่า การทำสงครามยังคงเป็นทางเลือกอยู่บนโต๊ะให้ตัดสินใจอยู่ตลอดเวลา และไม่ลืมสำทับไว้เมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมาหมาดๆ ว่า ความเสี่ยงเกิดสงครามกับเกาหลีเหนือ ”เพิ่มขึ้นทุกๆ วัน”
อีกคนคือ ไมค์ ปอมปิโอ ผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองกลาง (ซีไอเอ) ที่มีแนวคิดทำนองเดียวกันกับแม็คมาสเตอร์ ซึ่งเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมได้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า ส่วนที่ “อันตราย” ที่สุดของอาวุธนิวเคลียร์เกาหลีเหนือก็คือ ”คนที่ทำหน้าที่ควบคุมมัน” และชี้ด้วยว่า คิม จองอึน ”อาจมีความตั้งใจจริงๆ” ที่จะใช้นิวเคลียร์โจมตีสหรัฐอเมริกา
คำกล่าวของคนอย่าง ปอมปิโอ มีน้ำหนักมากขึ้นไม่น้อย เมื่อมีข่าวเล่าลือตลอดเดือนธันวาคมที่ผ่านมาว่า นี่คือตัวเลือกหมายเลข 1 ที่จะถูกยกระดับขึ้นมานั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ แทนที่ เร็กซ์ ทิลเลอร์สัน ที่ผลงานย่ำแย่อย่างมาก แต่เป็น 1 ใน 2 เจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลทรัมป์ ร่วมกับ เจมส์ แมททิส รัฐมนตรีกลาโหม ที่ไม่เห็นด้วยกับการเร่งโจมตีเกาหลีเหนือ
นั่นแสดงให้เห็นว่า ใน 2 แนวทางที่ขัดแย้งกันนั้น ทรัมป์มีแนวโน้มที่จะเลือกหนทางใด
โอกาสเสี่ยงที่จะเกิดสงครามเกาหลีเหนือกับสหรัฐอเมริกาขึ้น ยังสูงขึ้นมากจากสาเหตุสำคัญที่ว่า ทั้ง 2 ฝ่ายไม่มีผู้เชี่ยวชาญที่มีความเข้าใจอีกฝ่ายหนึ่งได้อย่างลึกซึ้งและใกล้เคียงกับความเป็นจริง
เกาหลีเหนืออ่านใจอเมริกาไม่ออก ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่สหรัฐอเมริกาไม่มีคนที่รู้และชำนิชำนาญด้านเกาหลีคอยป้อนข้อมูลให้สำหรับใช้ประกอบการตัดสินใจ เป็นเรื่องแปลกไม่ใช่น้อย เหตุปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้นก็คือ ฝ่ายบริหารของทรัมป์ ไม่สามารถควานหาบุคลากรที่เหมาะสมเข้ารับตำแหน่งนี้ได้ ตัวอย่างที่สำคัญที่สุดก็คือ จนกระทั่งถึงขณะนี้ สหรัฐอเมริกายังคงไม่มี ”เอกอัครราชทูต” ประจำเกาหลีใต้แต่อย่างใด
ทรัมป์เสนอชื่อ วิคเตอร์ ชา ศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ เข้าดำรงตำแหน่งนี้ แต่ยังจำเป็นต้องผ่านการรับรองจากกรรมาธิการการต่างประเทศของวุฒิสภา ซึ่งเป็นกระบวนการที่กินเวลาอีกนานหลายเดือน ทำให้ตำแหน่งสำคัญนี้ ในภาวะตึงเครียดเช่นนี้ ยังว่างเปล่าอยู่ต่อไปอีกนานหลายเดือน
มีรา แรปป์-ฮูเปอร์ ผู้เชี่ยวชาญเกาหลีเหนือจากมหาวิทยาลัยเยล ยังยกอีกตัวอย่างสำคัญไว้ด้วยว่า แม็คมาสเตอร์ ที่ไม่คุ้นเคยกับเอเชีย และไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญอาวุธนิวเคลียร์ ก็ไม่มีผู้ช่วยที่เป็นผู้เชี่ยวชาญกิจการเอเชียตะวันออก เพราะตำแหน่งนี้ในกระทรวงต่างประเทศสหรัฐอเมริกายังคงว่างอยู่เช่นกัน
แต่สัญญาณที่สำคัญที่สุดและชัดเจนที่สุดที่แสดงให้เห็นว่า มีโอกาสสูงมากที่สงครามคาบสมุทรเกาหลีจะระเบิดขึ้นก็คือ ข้อเท็จจริงที่ว่า ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาดำเนินการสั่งสม และเตรียมการ ทั้งกำลังทหารและสรรพาวุธทั้งหลายไว้ในพื้นที่ที่พร้อมสำหรับการปฏิบัติการ
เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว แดน ลาโมธี ผู้สื่อข่าวของวอชิงตันโพสต์ รายงานเอาไว้ว่า กองทัพอเมริกันเริ่มเสริมกำลัง ”นอกเหนือจากการผลัดเปลี่ยนกำลังปกติ” ในบริเวณใกล้เคียงกับคาบสมุทรเกาหลี รวมทั้งการส่ง “ทรัพย์สินเชิงยุทธศาสตร์” ที่ “อยู่ในชั้นความลับ” ไปประจำการในพื้นที่ดังกล่าว
ลาโมธี ระบุเอาไว้ในรายงานว่า “ทรัพย์สินเชิงยุทธศาสตร์” ที่อยู่ในชั้นความลับของทางการดังกล่าวนั้นน่าจะหมายถึง ”กองเรือดำน้ำ, เครื่องบินลำเลียงพลทางอากาศ, อาวุธนิวเคลียร์ และ เครื่องบินทิ้งระเบิด” นั่นเอง
ในห้วงเวลาเดียวกัน ซง ยอง-มู รัฐมนตรีกลาโหมเกาหลีใต้ก็ประกาศว่า วอชิงตันและโซล จะ “ยกระดับความร่วมมือที่เกี่ยวเนื่อง” กับ ”ทรัพย์สินทางยุทธศาสตร์” เหล่านี้ ซึ่งรวมทั้ง ”การศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาการป้องปรามเกาหลีเหนือ” และกองกำลังของทั้งสองฝ่ายยัง “ซ้อมรบร่วม” พิเศษที่อยู่นอกเหนือกำหนดการปกติอีกหลายครั้ง ตั้งแต่กลางปีจนถึงปลายปีที่ผ่านมา
คริส เมอร์ฟี วุฒิสมาชิกอเมริกันซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการการต่างประเทศวุฒิสภาเปิดเผยเอาไว้ด้วยว่า ในเวลานี้ มีบทสนทนาว่าด้วยปฏิบัติการทางทหารที่มีความจริงจังมากกว่าเดิมภายในกระทรวงกลาโหมสหรัฐถึงขนาดว่า อาจจะมี ”บางสิ่งบางอย่าง” เกิดขึ้นในต้นปี 2561 นี้
นั่นเกิดขึ้นหลังจากที่ จอห์น โบลตัน อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำสหประชาชาติ ในรัฐบาล จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ถูกส่งตัวไปเยือนลอนดอนและเข้าให้ปากคำ ”ลับ” ต่อรัฐสภาอังกฤษ เมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา
ไม่ว่า โบลตัน จะถูกส่งตัวไปอย่างเป็นทางการหรือไม่ ไม่สำคัญเท่ากับสาระสำคัญที่ โบลตัน นำไปบอกกล่าวกับรัฐสภาอังกฤษ
ใจความสำคัญที่ โบลตัน บอกกล่าวออกไปนั้นคือ ผู้อำนวยการซีไอเอ บอกกับโดนัลด์ ทรัมป์ ไว้ว่า เขามีโอกาสเพียง 3 เดือนเท่านั้นที่จะตัดสินใจดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อโครงการไอซีบีเอ็มของเกาหลีเหนือ
หลังจากนั้นแล้ว เกาหลีเหนือจะมีศักยภาพมากเพียงพอต่อการยิงถล่มหลายเมืองในสหรัฐอเมริกาด้วยอาวุธนิวเคลียร์ รวมทั้งเมืองหลวงอย่างวอชิงตัน ดี.ซี.
นั่นหมายความว่า โลกอาจมีเวลาเตรียมตัวอีกเพียงถึงเดือนมีนาคมนี้เท่านั้น ก่อนที่สงครามใหญ่ในรอบหลายสิบปีจะมาถึง!

