‘มะกัน-โสมแดง’ เกทับ-บลั๊ฟแหลก ระทึกไฟสงครามปีž61?

3.01.18 | 13:06 น.

žผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารทุกคนเห็นพ้องกันประการหนึ่งว่า หากเกิดสงครามขึ้นระหว่างสหรัฐอเมริกากับเกาหลีเหนือจริง ความเป็นจริงแห่งสงครามจะเลวร้ายย่ำแย่เกินกว่าจะจินตนาการไปถึง

เพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงแรกของสงคราม ปืนใหญ่ของเกาหลีเหนือที่ปูพรมอยู่ตามแนวชายแดน สามารถถล่มกรุงโซล เมืองหลวงที่มีประชากรหนาแน่นของเกาหลีใต้ สังหารพลเรือนนับหมื่นหรืออาจเป็นเรือนแสนได้ทันที

ขีปนาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ สามารถบรรลุถึงโตเกียว เมืองหลวงของญี่ปุ่นได้อย่างง่ายดาย เช่นเดียวกันกับบรรดานครใหญ่ทั้งหลายในสหรัฐอเมริกา ถ้าลองหลับตาคิดถึงว่า หากเมกะซิตี้อย่างนครนิวยอร์ก ถูกโจมตีด้วยระเบิดนิวเคลียร์ ผลลัพธ์ของมันย่อมทำให้เหตุการณ์อย่าง 9/11 กลายเป็นเรื่องเล็กๆ ไปได้ในพริบตา

นั่นคือความน่าสะพรึงกลัวของความจริงแห่งสงคราม แต่ที่น่าพรั่นพรึงกว่าในยามนี้ก็คือ ข้อสรุปจากการประมวลข้อมูลและวิเคราะห์สถานการณ์ของผู้เชี่ยวชาญหลายคน ที่ระบุว่าสงครามที่หลายคนคิดว่าน่ากลัวจนไม่น่าจะเป็นไปได้นั้น จริงๆ แล้ว ยิ่งนานวันไปยิ่งมีโอกาสเป็นไปได้มากขึ้นทุกที

มีโอกาสเป็นไปได้ถึงระดับที่ สงครามใหญ่หนนี้อาจเป็นสงครามแรกแห่งศักราชใหม่นี้ด้วยซ้ำไป

Advertisement

แทมมี่ ดั๊กเวิร์ธ วุฒิสมาชิกอเมริกันสังกัดพรรคเดโมแครตเชื้อสายไทยจากรัฐอิลลินอยส์ อดีตทหารผ่านศึกสงครามอิรักระดับเหรียญกล้าหาญ “เพอร์เพิลฮาร์ต”Ž ยืนยันว่า สหรัฐอเมริกาเข้าใกล้สงครามกับเกาหลีเหนือมากกว่าที่หลายคนตระหนัก

“โดยทรรศนะส่วนตัว ทุกๆ อย่างที่เรา (ฝ่ายอเมริกัน) กำลังทำในทางด้านการทหารถึงจุดที่ต้องเปลี่ยนแปลงแล้ว…ประธานาธิบดีมีแนวโน้มที่จะตัดสินใจโจมตี และเราจำเป็นต้องเตรียมตัวให้พร้อมŽ”

ตลอดปี 2560 ที่ผ่านมา เกาหลีเหนือแสดงถึงพฤติกรรมแบบไม่ลดราวาศอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทดสอบระเบิดนิวเคลียร์อานุภาพสูงกับการทดสอบขีปนาวุธพิสัยไกลข้ามทวีป (ไอซีบีเอ็ม) ก่อให้เกิดปฏิกิริยากร้าวและคุกคามพอๆ กันจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา

วาทกรรมหลากหลายถูกคิดค้นขึ้นมาใช้ ตั้งแต่การ ”ทำลายจนสิ้นซาก”Ž เรื่อยไปจนถึงการตอบโต้ ”พลานุภาพและความกราดเกรี้ยวชนิดที่โลกไม่เคยพบเห็นมาก่อน”Ž พร้อมๆ กับการกล่าวหาเกาหลีเหนือว่า “หลอกตัวแทนเจรจาอเมริกันมาโดยตลอด”Ž และการเจรจาต่อรองในทางการทูตกับเปียงยางนั้นเป็นเรื่อง “เสียเวลาโดยสิ้นเชิงŽ”

ในทรรศนะที่แสดงต่อสาธารณะของผู้นำอเมริกัน ”มีอย่างเดียวเท่านั้นที่ได้ผล”Ž ในกรณีการแก้ปัญหาเกาหลีเหนือนั่นคือ การใช้กำลังทหาร

มีเหตุผลหลายประการที่ชวนให้คิดว่าวาทกรรมเหล่านี้ไม่ใช่แค่พูดออกมาลอยๆ เพียงแค่หวังผลในทางการเมืองระหว่างประเทศ หรือแสดงการข่มขู่คุกคามเพื่อการป้องปรามทั่วๆ ไป

เหตุผลประการแรกสุดคือ มีโอกาสไม่น้อยที่ทรัมป์และที่ปรึกษาระดับแกนนำหลายคนจะเชื่อจริงๆ ว่า พฤติกรรมยั่วยุ ไม่ลดราวาศอกที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า

เกาหลีเหนือภายใต้ผู้นำสูงสุดอย่างคิม จองอึนนั้นไม่สามารถใช้วิธีการป้องปรามด้วยได้ผล และทางเลือกที่เลวน้อยที่สุดก็คือ ต้องโจมตีเพื่อทำลายโครงการระเบิดนิวเคลียร์เกาหลีเหนือให้สิ้นซากไปก่อนที่โครงการจะเติบใหญ่แกร่งกล้ามากกว่านี้

ถัดมา ถึงแม้ว่าโดยความตั้งใจที่แท้ของฝ่ายอเมริกัน เพียงแค่ใช้วาทกรรมของ  ทรัมป์ เพื่อข่มขู่ หรือเพื่อบลั๊ฟ คิม จองอึน ความเสี่ยงก็ใช่ว่าจะลดลง เพราะมีโอกาสไม่น้อยเช่นกันที่เกาหลีเหนือจะได้ข้อสรุปว่า การโจมตีชาติตนโดยสหรัฐอเมริกานั้นเกิดขึ้นแน่ ไม่ว่าเกาหลีเหนือจะพยายามโจมตีฝ่ายอเมริกันก่อนหรือไม่ก็ตาม ข้อสรุปทำนองดังกล่าวนี้ก็มีโอกาสกลายเป็นชนวนของสงครามคาบสมุทรเกาหลีรอบใหม่ได้เหมือนกันแม้ว่าจริงๆ แล้วจะไม่มีใครต้องการสงครามหนนี้ก็ตามที

การประเมินข้อเท็จจริงจากวาทกรรมของทรัมป์ เป็นเรื่องยากสำหรับคนภายนอก แต่การประเมินคณะ “ที่ปรึกษา”Ž สำคัญๆ ของทรัมป์ ไม่ยากลำบากเท่าใดนัก ยิ่งหากมีการดำเนินการของกองทัพสหรัฐอเมริกาจริงๆ เกิดขึ้นตามมา ก็ช่วยในการประเมินสถานการณ์ได้มากทีเดียว

แน่นอนว่า ในทีมเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทรัมป์ มีทั้งส่วนที่เล็งเห็นว่าสงครามเป็นความจำเป็น และมีทั้งส่วนที่ไม่ต้องการให้เกิดสงคราม ฝ่ายแรกนั้นนำโดย เอช.อาร์.แม็คมาสเตอร์ ที่ดำรงตำแหน่งสำคัญอย่าง ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ ที่มีภูมิหลังเป็นนายพล ”สามดาว”Ž ที่ได้รับการยอมรับกันไม่น้อยในแวดวงความมั่นคง

ที่ชวนเป็นกังวลก็คือ แม็คมาสเตอร์ เป็นคนสำคัญคนหนึ่งของฝ่ายบริหารของทรัมป์ ที่ใช้เวลาหลายเดือนที่ผ่านมาพยายามอธิบายต่อสังคมตลอดมาว่า ผู้นำและรัฐบาลที่ปกครองเกาหลีเหนืออยู่ในเวลานี้ “ไม่มีเหตุมีผลŽ” ซึ่งหมายความว่า สหรัฐอเมริกาไม่สามารถใช้มาตรการ “ป้องปรามŽ” กับคนและคณะบุคคลเช่นนี้ได้ ทางเดียวที่จะทำได้ก็คือ โจมตีก่อนที่เกาหลีเหนือจะมีเวลาขยายและปรับปรุงคุณภาพของคลังแสงนิวเคลียร์ของตน

แม็คมาสเตอร์ ยืนยันตลอดมาว่า การทำสงครามยังคงเป็นทางเลือกอยู่บนโต๊ะให้ตัดสินใจอยู่ตลอดเวลา และไม่ลืมสำทับไว้เมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมาหมาดๆ ว่า ความเสี่ยงเกิดสงครามกับเกาหลีเหนือ ”เพิ่มขึ้นทุกๆ วัน”Ž

อีกคนคือ ไมค์ ปอมปิโอ ผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองกลาง (ซีไอเอ) ที่มีแนวคิดทำนองเดียวกันกับแม็คมาสเตอร์ ซึ่งเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมได้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า ส่วนที่ “อันตราย”Ž ที่สุดของอาวุธนิวเคลียร์เกาหลีเหนือก็คือ ”คนที่ทำหน้าที่ควบคุมมัน”Ž และชี้ด้วยว่า คิม จองอึน ”อาจมีความตั้งใจจริงๆ”Ž ที่จะใช้นิวเคลียร์โจมตีสหรัฐอเมริกา

คำกล่าวของคนอย่าง ปอมปิโอ มีน้ำหนักมากขึ้นไม่น้อย เมื่อมีข่าวเล่าลือตลอดเดือนธันวาคมที่ผ่านมาว่า นี่คือตัวเลือกหมายเลข 1 ที่จะถูกยกระดับขึ้นมานั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ แทนที่ เร็กซ์ ทิลเลอร์สัน ที่ผลงานย่ำแย่อย่างมาก แต่เป็น 1 ใน 2 เจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลทรัมป์ ร่วมกับ เจมส์ แมททิส รัฐมนตรีกลาโหม ที่ไม่เห็นด้วยกับการเร่งโจมตีเกาหลีเหนือ

นั่นแสดงให้เห็นว่า ใน 2 แนวทางที่ขัดแย้งกันนั้น ทรัมป์มีแนวโน้มที่จะเลือกหนทางใด

โอกาสเสี่ยงที่จะเกิดสงครามเกาหลีเหนือกับสหรัฐอเมริกาขึ้น ยังสูงขึ้นมากจากสาเหตุสำคัญที่ว่า ทั้ง 2 ฝ่ายไม่มีผู้เชี่ยวชาญที่มีความเข้าใจอีกฝ่ายหนึ่งได้อย่างลึกซึ้งและใกล้เคียงกับความเป็นจริง

เกาหลีเหนืออ่านใจอเมริกาไม่ออก ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่สหรัฐอเมริกาไม่มีคนที่รู้และชำนิชำนาญด้านเกาหลีคอยป้อนข้อมูลให้สำหรับใช้ประกอบการตัดสินใจ เป็นเรื่องแปลกไม่ใช่น้อย เหตุปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้นก็คือ ฝ่ายบริหารของทรัมป์ ไม่สามารถควานหาบุคลากรที่เหมาะสมเข้ารับตำแหน่งนี้ได้ ตัวอย่างที่สำคัญที่สุดก็คือ จนกระทั่งถึงขณะนี้ สหรัฐอเมริกายังคงไม่มี ”เอกอัครราชทูต”Ž ประจำเกาหลีใต้แต่อย่างใด

ทรัมป์เสนอชื่อ วิคเตอร์ ชา ศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ เข้าดำรงตำแหน่งนี้ แต่ยังจำเป็นต้องผ่านการรับรองจากกรรมาธิการการต่างประเทศของวุฒิสภา ซึ่งเป็นกระบวนการที่กินเวลาอีกนานหลายเดือน ทำให้ตำแหน่งสำคัญนี้ ในภาวะตึงเครียดเช่นนี้ ยังว่างเปล่าอยู่ต่อไปอีกนานหลายเดือน

มีรา แรปป์-ฮูเปอร์ ผู้เชี่ยวชาญเกาหลีเหนือจากมหาวิทยาลัยเยล ยังยกอีกตัวอย่างสำคัญไว้ด้วยว่า แม็คมาสเตอร์ ที่ไม่คุ้นเคยกับเอเชีย และไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญอาวุธนิวเคลียร์ ก็ไม่มีผู้ช่วยที่เป็นผู้เชี่ยวชาญกิจการเอเชียตะวันออก เพราะตำแหน่งนี้ในกระทรวงต่างประเทศสหรัฐอเมริกายังคงว่างอยู่เช่นกัน

แต่สัญญาณที่สำคัญที่สุดและชัดเจนที่สุดที่แสดงให้เห็นว่า มีโอกาสสูงมากที่สงครามคาบสมุทรเกาหลีจะระเบิดขึ้นก็คือ ข้อเท็จจริงที่ว่า ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาดำเนินการสั่งสม และเตรียมการ ทั้งกำลังทหารและสรรพาวุธทั้งหลายไว้ในพื้นที่ที่พร้อมสำหรับการปฏิบัติการ

เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว แดน ลาโมธี ผู้สื่อข่าวของวอชิงตันโพสต์ รายงานเอาไว้ว่า กองทัพอเมริกันเริ่มเสริมกำลัง ”นอกเหนือจากการผลัดเปลี่ยนกำลังปกติ”Ž ในบริเวณใกล้เคียงกับคาบสมุทรเกาหลี รวมทั้งการส่ง “ทรัพย์สินเชิงยุทธศาสตร์”Ž ที่ “อยู่ในชั้นความลับ”Ž ไปประจำการในพื้นที่ดังกล่าว

ลาโมธี ระบุเอาไว้ในรายงานว่า “ทรัพย์สินเชิงยุทธศาสตร์Ž” ที่อยู่ในชั้นความลับของทางการดังกล่าวนั้นน่าจะหมายถึง ”กองเรือดำน้ำ, เครื่องบินลำเลียงพลทางอากาศ, อาวุธนิวเคลียร์ และ เครื่องบินทิ้งระเบิด”Ž นั่นเอง

ในห้วงเวลาเดียวกัน ซง ยอง-มู รัฐมนตรีกลาโหมเกาหลีใต้ก็ประกาศว่า วอชิงตันและโซล จะ “ยกระดับความร่วมมือที่เกี่ยวเนื่อง”Ž กับ ”ทรัพย์สินทางยุทธศาสตร์”Ž เหล่านี้ ซึ่งรวมทั้ง ”การศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาการป้องปรามเกาหลีเหนือŽ” และกองกำลังของทั้งสองฝ่ายยัง “ซ้อมรบร่วม”Ž พิเศษที่อยู่นอกเหนือกำหนดการปกติอีกหลายครั้ง ตั้งแต่กลางปีจนถึงปลายปีที่ผ่านมา

คริส เมอร์ฟี วุฒิสมาชิกอเมริกันซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการการต่างประเทศวุฒิสภาเปิดเผยเอาไว้ด้วยว่า ในเวลานี้ มีบทสนทนาว่าด้วยปฏิบัติการทางทหารที่มีความจริงจังมากกว่าเดิมภายในกระทรวงกลาโหมสหรัฐถึงขนาดว่า อาจจะมี ”บางสิ่งบางอย่าง”Ž เกิดขึ้นในต้นปี 2561 นี้

นั่นเกิดขึ้นหลังจากที่ จอห์น โบลตัน อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำสหประชาชาติ ในรัฐบาล จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ถูกส่งตัวไปเยือนลอนดอนและเข้าให้ปากคำ ”ลับ”Ž ต่อรัฐสภาอังกฤษ เมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

ไม่ว่า โบลตัน จะถูกส่งตัวไปอย่างเป็นทางการหรือไม่ ไม่สำคัญเท่ากับสาระสำคัญที่ โบลตัน นำไปบอกกล่าวกับรัฐสภาอังกฤษ

ใจความสำคัญที่ โบลตัน บอกกล่าวออกไปนั้นคือ ผู้อำนวยการซีไอเอ บอกกับโดนัลด์ ทรัมป์ ไว้ว่า เขามีโอกาสเพียง 3 เดือนเท่านั้นที่จะตัดสินใจดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อโครงการไอซีบีเอ็มของเกาหลีเหนือ

หลังจากนั้นแล้ว เกาหลีเหนือจะมีศักยภาพมากเพียงพอต่อการยิงถล่มหลายเมืองในสหรัฐอเมริกาด้วยอาวุธนิวเคลียร์ รวมทั้งเมืองหลวงอย่างวอชิงตัน ดี.ซี.

นั่นหมายความว่า โลกอาจมีเวลาเตรียมตัวอีกเพียงถึงเดือนมีนาคมนี้เท่านั้น ก่อนที่สงครามใหญ่ในรอบหลายสิบปีจะมาถึง!