หนังสือเบื้องหลังหนึ่งปีของการขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ของนายไมเคิล วูลฟ์ ผู้สื่อข่าว ซึ่งเรียบเรียงขึ้นจากข้อมูลของการสัมภาษณ์ผู้คนมากกว่า 200 ครั้ง สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่ว เพราะมีการเปิดเผยข้อมูลหลายอย่างซึ่งไม่น่าจะเป็นผลดีกับประธานาธิบดีสหรัฐ
เริ่มตั้งแต่การที่ทรัมป์ตกตะลึงที่ตนเองได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง มีการระบุว่าเขาไม่มีความสุขกับพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งเนื่องจากเพิ่งทะเลาะกับนางเมลาเนีย ทรัมป์ ผู้เป็นภรรยา การที่เขาคิดว่าทำเนียบขาวค่อนข้างน่ากลัวและมีการแยกห้องนอนกับสตรีหมายเลขหนึ่ง รวมถึงให้มีการติดล็อกที่ประตูซึ่งทำให้เกิดเหตุเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยซึ่งยืนยันว่าจะต้องสามารถเข้าถึงพื้นที่ดังกล่าวให้ได้ แต่ที่ดูจะเลวร้ายที่สุดคือการที่นายสตีฟ แบนนอน อดีตหัวหน้าทีมยุทธศาสตร์ของทรัมป์ ระบุว่าการพบกับชาวรัสเซียของนายโดนัลด์ ทรัมป์ จูเนียร์ เป็นการทรยศชาติ
แบนนอนเปิดเผยว่า ฝ่ายรัสเซียได้เสนอที่จะให้ข้อมูลกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ จูเนียร์ เกี่ยวกับนางฮิลลารี คลินตัน ในการพบปะกันเมื่อเดือนมิถุนายน 2559 ซึ่งแบนนอนระบุว่า “มีเจ้าหน้าที่อาวุโส 3 รายในทีมรณรงค์หาเสียงที่คิดว่าเป็นความคิดที่ดีที่จะพบกับเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลต่างชาติในตึกทรัมป์ทาวเวอร์ ที่ห้องประชุมชั้น 25 โดยไม่มีทนายความอยู่ด้วยแม้แต่คนเดียว และหากคุณคิดว่าการกระทำเช่นนั้นไม่ใช่การทรยศ ไม่รักชาติหรือเป็นเรื่องเฮงซวย แต่ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องทั้งหมดรวมกัน และน่าจะเรียกสำนักงานสอบสวนกลาง (เอฟบีไอ) มาทันที”
ด้านประธานาธิบดีทรัมป์ออกแถลงการณ์ตอบโต้เรื่องดังกล่าวทันที โดยระบุว่า สตีฟ แบนนอน ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับตน หรือกับการทำหน้าที่ประธานาธิบดีของตนเองอีกต่อไป เมื่อแบนนอนถูกไล่ออก เขาไม่เพียงแต่เสียงงานแต่ยังเสียสติอีกด้วย
ทรัมป์ระบุด้วยว่า แบนนอนได้เข้ามาทำงานให้กับเขาหลังจากที่เขาได้รับชัยชนะเหนือคู่แข่ง 17 คนให้เป็นตัวแทนการลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของพรรครีพับลิกันแล้ว ขณะนี้แบนนอนต้องเรียนรู้ว่าชัยชนะไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนที่เขาทำให้มันดูเป็นเช่นนั้น และว่าแบนนอนทำอะไรน้อยมากในชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลงานของชายและหญิงที่ถูกลืมเลือนไปในประเทศนี้
อย่างไรก็ดี แบนนอนซึ่งเคยเป็นอดีตหัวหน้าทีมยุทธศาสตร์ของทรัมป์ถูกมองว่าเป็นบุคคลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการวางนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” ซึ่งทำให้ทรัมป์ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง ก่อนที่จะถูกไล่ออกจากตำแหน่งเมื่อเดือนสิงหาคม 2560

