คอลัมน์ โกลบอลโฟกัส: การเมืองมาเลเซีย ย้อนเวลาหา”อนาคต”?

13.01.18 | 18:00 น.
อันวาร์ อิบราฮิม (รอยเตอร์)

อุณหภูมิการเมืองไม่ว่าในประเทศไหน ถึงปีเลือกตั้งเป็นร้อนฉ่าทุกที่ไป

ยิ่งในมาเลเซีย ความร้อนแรงยิ่งเห็นได้ชัดเจน เริ่มต้นปีใหม่มายังไม่พ้นสัปดาห์ “ปากาตัน ฮารัปปัน” แนวร่วมผสมฝ่ายค้าน 4 พรรคก็เปิดตัว “แคนดิเดต” ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีให้ฮือฮากันเล่น ทั้งๆ ที่วันเลือกตั้งยังไม่กำหนดกันด้วยซ้ำไป

เพราะตัวแทนชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่ว่านี้ก็คือ นักการเมืองคร่ำหวอดระดับปรมาจารย์อย่าง “มหาธีร์ โมฮัมหมัด” เจ้าของสถิติอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนานที่สุดของมาเลเซียถึง 22 ปี
ส่วนรองนายกรัฐมนตรี หนีไม่พ้น วัน อาซิซาห์ วัน อิสมาอิล ภรรยาของ อันวาร์ อิบราฮิม นักการเมืองที่ในช่วงสิบปีที่ผ่านมาใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำมากกว่าอยู่กับบ้าน

แต่นั่นยังไม่สำคัญเท่ากับว่า ไซฟุดดิน อับดุลเลาะห์ เลขาธิการปากาตัน ฮารัปปัน ประกาศในคราวเดียวกันว่า หากฝ่ายค้านได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง พรรคร่วมทั้งหลายเห็นพ้องกันว่าจะริเริ่มกระบวนการทางกฎหมาย เพื่อให้ อันวาร์ อิบราฮิม ได้รับพระราชทานอภัยโทษ เพื่อไม่ให้เป็นบุคคลขาดคุณสมบัติตามมาตรา 48 ในรัฐธรรมนูญ

“ดังนั้น อันวาร์ จึงสามารถเข้ามามีบทบาททางในรัฐบาลได้ทันที และจะมีการดำเนินการต่อเนื่องเพื่อนำเสนอชื่อ อันวาร์ ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 8 ได้” ไซฟุดดิน ระบุ

Advertisement

นั่นแทบไม่แตกต่างจากการหาเสียงโดยอาศัยชื่อ “อันวาร์ อิบราฮิม” เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี
ในขณะที่ มหาธีร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีวัย 92 ปี ทำหน้าที่เป็น “นายกรัฐมนตรี” ในช่วง “เปลี่ยนผ่าน” เท่านั้นเอง

ที่น่าสนใจอย่างยิ่งก็คือ นี่เท่ากับเป็นการจับมือกันครั้งแรกของคนที่ประสบความสำเร็จทางการเมืองสูงที่สุด 2 คนของมาเลเซีย อย่างมหาธีร์ กับ อันวาร์ อิบราฮิม ฝ่ายแรกประสบความสำเร็จชนิดแทบไร้คู่แข่งขันทางการเมืองตลอดระยะเวลาที่อยู่ในอำนาจ

ในขณะที่ คนแรกและคนเดียวที่สั่นคลอนความมั่นคงทางการเมืองของมหาธีร์ได้ในอดีตที่ผ่านมา ก็คือ คนอย่าง อันวาร์ อิบราฮิม นักการเมืองแนวปฏิรูปวัย 70 ปี

คนหนึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้นำ “อำนาจนิยม” จนใกล้เคียงอย่างยิ่งกับความเป็น “เผด็จการ” ในขณะที่อีกคนหนึ่งยังคงได้รับการยึดถือว่าเป็นเพียง “นักปฏิรูป” แท้จริงเพียงคนเดียวที่เกิดขึ้นแวดวงการเมืองมาเลเซีย
การจับมือเป็นพันธมิตรกันของคนทั้งสอง ส่งผลให้สถานการณ์การเมืองเร่าร้อนขนาดไหนคงจินตนาการได้ไม่ยาก

ยิ่งฝ่ายตรงกันข้ามคือคนอย่าง “นาจิบ ราซัก” ด้วยแล้ว การเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 14 ของมาเลเซีย ที่ตามกำหนดจะมีขึ้นในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ ไม่ทะลุจุดเดือดก็ให้รู้ไป

มหาธีร์ โมฮัมหมัด (รอยเตอร์)

หากทุกอย่างเป็นไปตามความคาดหมายของ ปากาตัน ฮารัปปัน มหาธีร์ โมฮัมหมัด ไม่เพียงกลายเป็นนายกรัฐมนตรีอีกคำรบเท่านั้น แต่ยังจะกลายเป็นนายกรัฐมนตรีที่อายุมากที่สุดในโลก แทนที่ โรเบิร์ต มูกาเบ แห่งซิมบับเว ผู้นำที่เพิ่งถูกโค่นพ้นตำแหน่งไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมาในวัย 93 ปี

บางคนเคยเปรียบเปรยเอาไว้ในทำนองว่า ประสบความสำเร็จในการครองอำนาจต่อเนื่องยาวนานดุจเดียวกัน ด้วยการขนานนามมหาธีร์ว่าคือ “มูกาเบแห่งเอเชีย”

เจ้าของวาทกรรมเสียดสี ประชดประเทียด จนกลายเป็นสไตล์ประจำตัว ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ไม่ง่ายนักสำหรับตัวเองที่จะเข้าร่วมกับ “ขบวนการ” ซึ่งครั้งหนึ่งในอดีตเคยไม่ “แฮปปี้” กับตนเอง แต่ย้ำชัดเจนอีกครั้งว่า “ความพยายามเพื่อโค่น นาจิบ ลงจากตำแหน่งนั้น ยิ่งใหญ่กว่าความรู้สึกของผมเองมาก” และปวารณาตัวไว้พร้อมสรรพในวันรับการเสนอชื่อเป็นคู่ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กับ นาจิบ ราซัก ว่า “ดังนั้น ผมถึงได้เต็มใจที่จะให้ความร่วมมือและรับฟังข้อวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ ต่อพรรคเก่าของผม”

นั่นเป็นเพราะในสายตาของ มหาธีร์ การบริหารงานของนาจิบ ราซัก ไม่เพียงฉ้อฉล สร้างความร่ำรวยให้กับตัวเองและพวกพ้องเท่านั้น ยังผิดพลาดถึงขนาดจะทำให้ประเทศชาติ “ล่มจม” ได้อีกต่างหาก
ปากาตัน ฮารับปัน ประกอบด้วยพรรคการเมือง 4 พรรค โดยมีแกนนำหลักคือ ปาร์ติ เคียดิลัน รัคยัต (พีเคอาร์) พรรคการเมืองที่วิวัฒนาการมาจากขบวนการเคลื่อนไหวประท้วงรัฐบาลเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมืองเมื่อปี 1998 เมื่อ อันวาร์ อิบราฮิม อดีตแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลอัมโน ถูกปลดออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี โดยฝีมือของนายกรัฐมนตรีในเวลานั้น อย่าง มหาธีร์ โมฮัมหมัด
อีก 3 พรรคนั้น หนึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านตลอดกาลอย่าง พรรคกิจประชาธิปไตย (ดีเอพี) พรรคการเมืองแนวทางพหุชาติพันธุ์ ประธานพรรคคือ ตัน ก๊กไว มีนักการเมืองฝ่ายค้านระดับลายครามอย่าง ลิม กิตเสียง เป็นแกนนำส.ส.ในสภาอยู่ในปัจจุบัน อีกหนึ่งเป็น ปาร์ติ อัมมานาห์ เนการา ที่แตกตัวออกมาจากพรรคแนวทางอิสลามอย่าง ปาร์ติ อิสลาม เซ-มาเลเซีย หรือพรรค ปาส สุดท้ายคือ ปาร์ติ ปรีภูมิ เบอร์ซาตู พรรคการเมืองของมหาธีร์ ที่เป็นการรวบรวมเอาบรรดาส.ส.ที่แตกออกมาจาก อัมโน พรรคร่วมรัฐบาลที่ครองอำนาจทางการเมืองในมาเลเซียมาต่อเนื่องตลอด 56 ปีที่ผ่านมา

แกนนำ พีเคอาร์ หลายคนไม่สบายใจนักกับการจับมือกับอดีตคู่ขับเคี่ยวทางการเมือง แถมยังเป็นการจับมือกันแบบไม่หลงเหลือร่องรอยการ “ปฏิรูป” หรือการผลักดันคนรุ่นใหม่ที่เคยกลายเป็นเครื่องดึงดูดใจสำหรับพรรคมาโดยตลอด

แต่เครดิตที่ได้ตอบแทนกลับมา ซึ่งทำให้ปฏิเสธไม่ได้นั้น นอกจากจะได้ความเชี่ยวกรากทางการเมือง ซึ่งฝ่ายค้านขาดแคลนแล้ว ยังได้ฐานเสียงสำคัญจากชาวมาเลย์ในเขตเลือกตั้งแถบชนบท ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวดหากต้องการได้ชัยชนะในการเลือกตั้ง ฐานเสียงเหล่านี้เป็นของมหาธีร์มาโดยตลอด และจนกระทั่งบัดนี้ในสายตาของพวกเขา มหาธีร์ คือตัวแทนของความสำเร็จทางเศรษฐกิจ ความมีกินมีใช้ของคนระดับ “ผู้มีรายได้น้อย” โดยไม่จำเป็นต้องสยบยอมให้กับแรงกดดันให้เปลี่ยนแปลงจากโลกตะวันตก ในขณะที่ยังคงรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเมืองของชนชาติมาเลย์เอาไว้

อุ่ย คีเบง ผู้อำนวยการบริหารของสำนักวิชาการ ปีนัง อินสติติวท์ ชี้ให้เห็นว่า มหาธีร์ เลือกกลยุทธที่จะไม่ทำให้ฝ่ายค้าน “แตกต่างโดยสิ้นเชิง” กับอัมโน ทำให้ฝ่ายค้านนอกจากจะเรียกความสนใจจากชนเชื้อสายมาเลย์ที่เห็นด้วยกับแนวทางปฏิรูปของอันวาร์ อิบราฮิม แต่ยังเป็นกังวลกับศักดิ์ศรีและความรู้สึกด้านเชื้อชาติ ให้สามารถปล่อยวาง หันมาเลือกฝ่ายค้านได้อย่างวางใจ

ขิงแก่อย่าง มหาธีร์ โมฮัมหมัด เผ็ดจัดถึงขนาด อัมโน ต้องปล่อยข่าวลือเล่นกับประเด็นเรื่องเชื้อชาติว่า เขากลายเป็นหุ่นเชิดชนเชื้อชาติจีนภายใต้การนำของ ลิม กิตเสียง
แต่ไม่ประสบผลสำเร็จอย่างที่ต้องการแต่อย่างใด

นาจิบ ราซัก

การงัดเอาเรื่องละเอียดอ่อน ซึ่งเคยเป็นเรื่อง “ต้องห้าม” ทางการเมืองอย่างเรื่องเชื้อชาติในมาเลเซียออกมาเป็นประเด็นสำคัญในการเลือกตั้งที่จะมาถึง ในทางหนึ่งสะท้อนให้เห็นอานุภาพทางการเมืองที่เกิดขึ้นจากการจับมือกันระหว่าง มหาธีร์-อันวาร์ ได้เป็นอย่างดี

ในอีกทางหนึ่ง การออกมากล่าวหาพรรคร่วมฝ่ายค้านว่า ต่อต้านอิสลาม เป็นพวกคลั่งชาติจีน และเป็นส่วนหนึ่งของแผนริดรอนอำนาจทางการเมืองของชนชาวมาเลย์ ก็สะท้อนให้เห็นว่า นาจิบ ราซัก นายกรัฐมนตรีวัย 64 ปี อยู่ในสถานะที่แข็งแกร่งมากที่สุดในรอบหลายปี ได้รับการสนับสนุนเป็นเอกฉันท์อัมโนในส่วนที่ยังเหลืออยู่ จนเลือกที่จะหยิบเรื่องล่อแหลมในระดับที่เพียงพอต่อการสร้างความแตกแยกในชาติเรื่องนี้ออกมา “เล่น” เป็นกลยุทธ์ทางการเมืองได้

เมื่อบวกเรื่องนี้กับเรื่องอื้อฉาวส่วนตัวของ นายกรัฐมนตรีมาเลเซียคนปัจจุบันแล้ว ยิ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่า เดิมพัน ของการเลือกตั้งในมาเลเซียครั้งนี้ ใหญ่หลวง เพียงใด

ในการประชุมพรรคร่วมรัฐบาลเมื่อต้นเดือนธันวาคม นาจิบ ราซัก อ้างตัวว่า เป็นเพียงคนเดียวเท่านั้นที่สามารถปกปักรักษาความรุดหน้าทางเศรษฐกิจของประเทศชาติไปได้ ในภาวะเศรษฐกิจที่กำลังกระเตื้องขึ้นจากความต้องการภายในประเทศ และการส่งออก อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 ของปีที่แล้วสูงถึง 6.2 เปอร์เซ็นต์ เป็นการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ที่สูงที่สุดในรอบกว่า 3 ปี

กระนั้น ในเวลาเดียวกันกับที่ พรรคอัมโนเปิดการประชุม เจฟฟ์ เซสชันส์ อัยการใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ก็เผยแพร่ถ้อยแถลงอย่างเป็นทางการถึง “การสอบสวนที่กำลังดำเนินอยู่เกี่ยวกับ 1เอ็มดีบี” โปรเจ็กต์ยักษ์ของ นาจิบ ราซัก ที่ เซสชันส์ ขยายความเอาไว้ว่า เป็น “เคลปโตเครซี ในแบบฉบับที่เลวร้ายที่สุด”
คำว่า “เคลปโตเครซี” มีผู้กรุณาถ่ายทอดเอาไว้เป็นภาษาไทยว่า “โจราธิปไตย” ถ้อยคำของอัยการใหญ่สหรัฐอเมริกา จึงมีนัยไม่ต่างจากการกล่าวว่า นี่คือการ “ปล้นชาติที่เลวร้ายที่สุด” แล้ว นั่นเอง
ทั้งนี้ทั้งนั้น เป็นเพราะ ทีมสอบสวนของสหรัฐอเมริกา เชื่อว่า เงินจากกองทุนเพื่อความมั่งคั่งแห่งรัฐในโครงการ “1เอ็มดีบี” มากกว่า 3,500 ล้านดอลลาร์ ถูกยักย้ายถ่ายเทอย่างผิดกฎหมายไปเข้ากระเป๋า “นักการเมือง”

ส่วนใหญ่ของเงินก้อนดังกล่าว ถูกระบุว่า ตกไปอยู่ในบัญชี “ส่วนตัว” ของ “เจ้าหน้าที่ทางการมาเลเซียหมายเลข1” ซึ่งหลายคนเชื่อ และอีกหลายคนกล่าวหาว่า หมายถึงใครไปไม่ได้นอกจาก นาจิบ ราซัก นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ซึ่งปฏิเสธแล้วปฏิเสธอีกมาตลอดว่า ไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย
เงินจำนวน 681 ล้านดอลลาร์ หรือราว 22,000 ล้านบาท ที่จู่ๆ มาโผล่อยู่ในบัญชีธนาคารส่วนตัวของตนเองนั้น เป็นแค่ “ของขวัญ” จากเจ้าชายซาอุดีฯรายหนึ่งเท่านั้นเอง

มีผู้อุปมาการกลับมาลงเล่นการเมืองอีกครั้งอย่างเต็มตัวของ มหาธีร์ โมฮัมหมัด เพื่อโค่นล้ม นาจิบ ราซัก ลงให้ได้ แบบที่ทำให้จำต้องจับมือและทำสัญญาถ่ายโอนอำนาจกันชัดเจนกับ อันวาร์ อิบราฮิม คนที่ มหาธีร์ยอมรับว่า “ผิดพลาด” ที่กีดกันไม่ให้ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อ 20 ปีก่อน และพร้อมที่จะทำทุกอย่างเพื่อให้ อันวาร์ ได้สิทธิที่พึงได้กลับมาอีกครั้งในครั้งนี้นั้น เหมือนกับการย้อนเวลากลับไปหาอดีต เพื่อจัดการให้อนาคตทางการเมืองในระยะใกล้นี้ ดำเนินไปในทิศทางที่ตนต้องการ

มหาธีร์ โมฮัมหมัด ไม่เพียงต้องการ “คืนความยุติธรรม” ให้กับ อันวาร์ อิบราฮิม ให้ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีให้ได้ในวัย 70 ปีในปีนี้เท่านั้น ยังต้องการปูลาดเส้นทางการเมืองในอนาคตให้กับ มุคห์ลิซ โมฮัมหมัด บุตรชายของตนอีกด้วย

มุกห์ลิซ ไม่มีวันได้เกิดทางการเมือง หากอัมโน และ นาจิบ ราซัก ยังคงอยู่ในอำนาจต่อไป
นาจิบ ราซัก ไม่เพียงเดิมพันครั้งใหญ่ด้วยอนาคตทางการเมืองของตนในการเลือกตั้งครั้ง ยังอาจหมายถึงธุรกิจและความมั่งคั่งส่วนตัวทั้งหมดยังแขวนอยู่กับผลการเลือกตั้งครั้งนี้ด้วยอีกต่างหาก

คดี “1เอ็มดีบี” ครอบคลุมกว้างขวาง ในขณะที่กำลังอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนเพื่อดำเนินคดีเอาผิดกับผู้เกี่ยวข้องอยู่ในอย่างน้อย 6 ประเทศ รวมทั้งสหรัฐอเมริกา

ในส่วนของอันวาร์ อิบราฮิม ถึงแม้รัฐธรรมนูญจะเปิดช่องไว้ ให้มีการพระราชทานอภัยโทษจาก ยังดิเปอตวน อากง เพื่อให้รอดพ้นภาวะต้องห้ามยุ่งเกี่ยวการเมืองและดำรงตำแหน่งหลังพ้นโทษอีก 5 ปี แต่ใช่ว่า ทุกอย่างจะเป็นไปตามนั้น หรือเป็นไปได้โดยพลันในทันทีที่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง

ที่สำคัญที่สุด แม้แต่นักวิชาการ ยังยอมรับว่า ระบบการเลือกตั้งในมาเลเซีย ยังเอื้อประโยชน์ใหญ่หลวงให้รัฐบาลสามารถใช้กลไกทั้งหลายเป็นประโยชน์ต่อตนเองและพรรคได้

เหล่านี้คือเงื่อนปมมากมายซับซ้อน ที่ทำให้การเลือกตั้งครั้งที่ 14 ที่มาเลเซียควรค่าแก่การจับตามองอย่างยิ่งยวด นับแต่บัดนี้!