เมื่อวันที่ 19 มกราคม สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานอ้างข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติของจีนระบุว่า ในปี 2560 ที่ผ่านมา อัตราการเกิดในประเทศจีนยังคงลดลง แม้รัฐบาลจะผ่อนคลายนโยบายลูกโทนที่บังคับใช้มานานหลายทศวรรษโดยอนุญาตให้คู่สามีภรรยาชาวจีนมีลูกได้ 2 คนแล้วก็ตาม
นายหนิง จี๋เจ๋อ หัวหน้าสำนักงานสถิติแห่งชาติ เปิดเผยเมื่อวันก่อนว่า ในปี 2560 มีอัตราการเกิดใหม่ในประเทศอยู่ที่ 17.23 ล้านคน เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าอยู่ 17.86 ล้านคน
จีน ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกอยู่ที่ราว 1,400 ล้านคนในปัจจุบัน เริ่มผ่อนปรนนโยบายลูกโทนในช่วงราวปี 2558 หลังเกิดกระแสวิตกกังวลถึงปัญหาประชากรผู้สูงอายุและการลดลงของแรงงานวัยหนุ่มสาวในประเทศ โดยหลังการผ่อนปรนนโยบายดังกล่าวส่งผลให้จำนวนการเกิดในปีถัดมาของจีนเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ดีใน ปี 2560 อัตราการเกิดใหม่มีแนวโน้มลดลง ทว่าเจ้าหน้าที่คณะทำงานด้านสาธารณสุขและการวางแผนครอบครัวแห่งชาติยังคงยืนยันว่าจำนวนการเกิดในประเทศจีนยังคงค่อนข้างอยู่ในระดับสูง ส่วนการลดลงของการเกิดใหม่อาจเป็นผลมาจากหลายปัจจัย เช่น ผู้หญิงในช่วงวัยที่มีบุตรได้มีจำนวนลดลง การตัดสินใจแต่งงาน และการมีบุตรช้า
“ปัจจัยทางสังคมและเศรษฐกิจมีอิทธิพลอย่างชัดเจนต่อความต้องการที่จะให้กำเนิดและมีบุตรได้ ปัจจัยทางการเงิน การขาดแคลนสถานรับดูแลเด็ก และความต้องการความก้าวหน้าทางอาชีพการงานของผู้หญิงยังเป็น 3 เหตุผลหลักสำคัญด้วย” คณะทำงานด้านสาธารณสุขและการวางแผนครอบครัวแห่งชาติระบุ และว่า ขณะที่อัตราการเกิดโดยรวมลดลงในปี 2560 แต่สัดส่วนของทารกเกิดใหม่กับพ่อแม่ชาวจีนที่มีลูกคนแรกอยู่แล้วในปีดังกล่าวนี้ เพิ่มสูงขึ้น 51% หรือเพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับปี 2559
ทั้งนี้ จีนดำเนินนโยบายลูกโทนอย่างเข้มงวดมาตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1970 หากผู้ใดฝ่าฝืนนโยบายนี้จะเผชิญโทษปรับและถึงขั้นเป็นแรงบีบให้ต้องทำแท้ง ขณะที่ผลสำรวจของสมาพันธ์สตรีชาวจีนที่สำรวจความคิดเห็นของครอบครัวชาวจีนที่มีลูกอายุต่ำกว่า 15 ปี ราว 10,000 ครอบครัว พบว่า 53% ของครอบครัวเหล่านี้ที่มีลูกเพียงคนเดียว ไม่ต้องการที่จะมีลูกเพิ่มเป็นคนที่ 2 แล้ว

