หมายเหตุ “มติชน” – นายสุริยา จินดาวงศ์ อธิบดีกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมความพร้อมของไทยสำหรับการเป็น “ประธานอาเซียน” ในปี 2562
ปี 2562 ไทยจะรับหน้าที่ประธานอาเซียนอีกครั้ง ขณะนี้การเตรียมความพร้อมเป็นอย่างไรบ้าง
ความจริงการเตรียมความพร้อมที่จะรับหน้าที่ประธานอาเซียนของไทยเริ่มขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2560 แล้ว ท่านนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องการให้การเป็นประธานอาเซียนของไทยในปี 2562 เกิดผลที่เป็นรูปธรรมต่อประชาชน โดยท่านนายกฯได้ให้แนวการทำหน้าที่ของไทยในฐานะประธานอาเซียนว่าเราจะเน้นในสิ่งที่จะนำไปสู่ “ประชาคมอาเซียนที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และต้องมุ่งไปสู่อนาคต”
แนวทางที่ท่านนายกฯให้ไว้คืออาเซียนจำเป็นที่จะต้องก้าวทันกับโลกซึ่งกำลังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก เราจะไม่มุ่งเน้นเพียงการพัฒนาด้านธุรกิจอย่างเดียวหรือให้ความสำคัญเพียงแต่ตัวเลข แต่เราต้องทำทั้งเรื่องการกระจายรายได้ ดูเรื่องผลกระทบทางสังคมและการเมือง มองไปสู่อนาคตในอีก 20 ปีข้างหน้าว่านับจากนี้ไปเราจะต้องเตรียมตัวสำหรับการก้าวไปข้างหน้าอย่างไร
การเตรียมตัวสำหรับการเป็นประธานอาเซียนของไทยได้ยึดถือหลักการหลักๆ ประกอบด้วย ประการแรกเราต้องคำนึงว่าประธานอาเซียนที่ผ่านมาให้ความสำคัญกับประเด็นใด สิ่งใดที่ถือเป็นความคืบหน้าเราจะสานต่อ นอกจากนี้ไทยยังจะเน้นประเด็นที่เราให้ความสำคัญซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่องเศรษฐกิจหรือสังคมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูเรื่องความมั่นคงควบคู่กันไปด้วย เนื่องจากขณะนี้โลกมีการแข่งขันทางการเมืองมากขึ้นระหว่างชาติมหาอำนาจ
ประการต่อมาไทยไม่ได้เน้นการความสำคัญเพียงแค่การออกเอกสาร แต่ต้องการให้มีแนวคิดใหม่ที่มุ่งไปสู่อนาคตและมีอะไรที่จับต้องได้ ซึ่งเราได้เสนอไอเดียและความริเริ่มใหม่ๆ ในอาเซียนมาก่อนหน้านี้ เพราะทราบว่าเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา
๐สิ่งที่จับต้องได้ที่พูดถึงมีอะไรบ้าง
เรื่องแรกคือการจัดตั้งศูนย์ เพื่อรับมือสำหรับสังคมผู้สูงอายุในอาเซียนหรือ ASEAN Centre for Active Ageing and Innovation เพราะข้อมูลสถิติแสดงให้เห็นว่า 3 ประเทศในอาเซียน คือไทย สิงคโปร์ และเวียดนามกำลังจะต้องรับมือกับการเป็นสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้ามากขึ้น
ศูนย์ดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงแค่ศูนย์ที่ตั้งขึ้นมาสำหรับดูแลผู้สูงอายุ แต่ต้องการให้เป็นศูนย์ที่ช่วยคิดว่าแต่ละประเทศในอาเซียนจะต้องมีนโยบายในการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับสังคมผู้สูงอายุอย่างไร โดยจะมีการประกาศการดำเนินการตั้งศูนย์ดังกล่าวขึ้นในประเทศไทย
การผลักดันประเด็นเรื่องนี้เป็นเพราะไทยต้องการให้อาเซียนเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการรับมือกับสังคมผู้สูงอายุ เพราะบางคนชอบมองว่าอาเซียนเป็นสังคมของคนรุ่นหนุ่มสาว ทั้งที่ในความจริงอาเซียนก็มีผู้สูงอายุอยู่มาก
เรื่องที่สองคือการตั้งศูนย์อาเซียนญี่ปุ่นว่าด้วยความร่วมมือด้านไซเบอร์ในไทย ซึ่งจะเน้นไปที่การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การพัฒนายุทธศาสตร์ และการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน
เรื่องที่สามคือศูนย์อาเซียนเพื่อการศึกษาและหารือว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นศูนย์ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อดูแลเกี่ยวกับปัญหาในเรื่องการพัฒนาเที่ยงยืนภายในภูมิภาคว่ามีประเด็นใดบ้างและจะทำให้เกิดความยั่งยืนได้อย่างไร
เรื่องที่สี่คือการตั้ง Satellite Warehouse ขึ้นที่จังหวัดชัยนาท เพื่อเป็นคลังสำหรับอุปกรณ์และสิ่งของที่จะกระจายความช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยพิบัติที่เป็นสาขาของศูนย์ประสานงานสำหรับการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมการจัดการภัยพิบัติ หรือ AHA Center โดยในอนาคตข้างหน้าก็อาจมีการพัฒนาขึ้นเป็นศูนย์ศูนย์ฝึกอบรมอีกด้วย
เรื่องที่ห้าคือศูนย์การแพทย์ทหารของอาเซียนซึ่งมีการตั้งขึ้นแล้วแต่ยังอาจไม่ได้มีการปฏิบัติงานอย่างแท้จริง จึงมีการตั้งเป้าที่จะให้มีการดำเนินการให้ได้ตามที่ตั้งใจไว้
เรื่องที่หกซึ่งขณะนี้ยังเป็นแนวคิดคือการตั้งศูนย์เพื่อความร่วมมือด้านการแพทย์เพื่อดูแลทางด้านยาที่จะนำมาใช้เวลาเกิดปัญหาภัยพิบัติต่างๆ ซึ่งการให้ความช่วยเหลือจะต้องใช้แนวปฏิบัติอีกแบบหนึ่งคือทั้งมีราคาไม่แพงและมีความรวดเร็ว โดยมุ่งเน้นไปที่การให้ความช่วยเหลือเหตุภัยพิบัติในพื้นที่ซึ่งเป็นแผ่นดินใหญ่ของเอเชียตะวันออกเชียงใต้
เรื่องทั้งหมดที่ได้กล่าวมานี้าได้เริ่มต้นเจรจาตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งเป็นปีที่ไทยได้เริ่มนำเสนอแนวคิดต่างๆ และเจรจาเพื่อหาฉันทามติ ขณะที่ในปี 2561 จะเป็นการสรุปประเด็นต่างๆให้ได้ข้อยุติ ส่วนในปี 2562 ที่ไทยจะรับหน้าที่ประธานอาเซียนจะเป็นปีสำหรับการนำแนวคิดต่างๆ ไปปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรม เราเรียกแผนงานระยะ 3 ปีเพื่อการเตรียมการสำหรับการเป็นประธานอาเซียนของไทยว่าเป็นแผน IFI คือ Initiative, Finalize, Implement
นอกจากการตั้งศูนย์ต่างๆ ที่ได้เล่าให้ฟังแล้ว เรายังมีแนวคิดที่จะมองไปสู่อนาคตซึ่งตามที่ท่านนายกฯ ได้ให้นโยบายมา เราคงไม่ได้มองไปเพียงแค่ 10 ปีข้างหน้าแต่ยังต้องมองไปถึง 20 ปี คือการตั้ง East Asia Economic Community หรือ EAEC ภายใต้กรอบอาเซียน+3 ที่มีอยู่แล้วแต่พัฒนาให้มากยิ่งขึ้นไปอีก ขณะนี้พูดได้ว่าการเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นประธานอาเซียนเป็นไปตามแผนการที่วางไว้
๐ประเด็นความมั่นคงที่ไทยจะให้ความสำคัญมุ่งเน้นไปที่อะไร
เราเห็นว่าจะต้องมีการจัดทำระบบบริหารจัดการชายแดนในภูมิภาคอาเซียนที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ เพื่อจะได้รับมือกับปัญหาชญากรข้ามชาติ ยาเสพติด โจรสลัด การก่อการร้าย ไปจนถึงโรคระบาด เมื่อผู้คนเดินทางเข้ามาในอาเซียนไม่ว่าจะเข้าออกจุดไหนต้องเชื่อมโยงกันหมด
ในอนาคตสิ่งนี้จะนำไปสู่การออกวีซ่าอาเซียน (ASEAN Single Visa) และยังเป็นสิ่งที่ป้องกันการอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าของอาเซียน เป็นเกราะป้องกันอาเซียนในเรื่องความมั่นคง เพราะจะทำให้ระบบความร่วมมือในการบริหารจัดการครอบคลุมอาเซียนได้ทั้งหมด นี่เป็นสิ่งที่ไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งและอยากให้เกิดขึ้น นอกจากนี้ไทยยังอยากเห็นการเชื่อมโยงความเชื่อมโยงต่างๆ ในหลายกรอบที่มีเข้าด้วยกัน(Connecting the Connectivity)
ไทยยังต้องการผลักดันให้ทุกฝ่ายหันกลับมาให้ความสำคัญกับการทูตเชิงป้องกัน (preventive diplomacy) ซึ่งเห็นได้จากปัญหาความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลีที่ยังไม่มีกลไกหรือมีเวทีพูดคุยเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น แต่อาเซียนมีกลไกต่างๆ ที่เคยใช้มา อาทิ Friend of the chair หรือ ASAEN troika เพื่อป้องกันไม่ให้ประเด็นต่างๆ กลายเป็นปัญหาลุกลาม ที่จริงแนวทางนี้มีอยู่แล้วแต่เราอาจหลงลืมกันไป
๐การรับรู้ของคนในประเทศเกี่ยวกับการเตรียมพร้อมสำหรับการเป็นประธานอาเซียนของไทยเป็นอย่างไรบ้าง
ทุกหน่วยงานของไทยได้มีการดำเนินการอย่างเต็มที่คณะกรรมการแห่งชาติได้มีแผนประชาสัมพันธ์ซึ่งครอบคลุมทุกมิติและทุกหน่วยงาน โดยจะมีการนำแผ่นใหญ่ไปปรับใช้ตามแนวทางของตนเอง
ขณะที่ในส่วนของกรมอาเซียน เรามีทีมงานเพื่อสร้างความตระหนักรู้ มีการใช้โซเชียลมีเดีย และยังมีการเปิดห้องสมุดอาเซียนทั่วประเทศ ขณะที่การเดินทางลงพื้นที่ตามจังหวัดต่างๆ เมื่อพบว่าผู้ว่าราชการจังหวัดของจังหวัดที่คาดว่าจะได้เป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุม ซึ่งมีตั้งแต่ระดับผู้นำ รัฐมนตรี รวมถึงเจ้าหน้าที่อาวุโสนับรวมแล้วเป็นร้อยๆ การประชุม เขาได้มีการเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นเจ้าภาพอาเซียนอยู่แล้ว และตระหนักดีว่าการเป็นประธานอาเซียนคือโอกาสที่กำลังจะมาถึง เพราะแค่การประชุมระดับผู้นำในช่วงปลายปีเพียงหนึ่งสัปดาห์ นอกจากจะมีผู้นำประเทศและองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ เดินทางมา 20 กว่าท่าน ยังจะมีผู้เข้าร่วมถึงราว 4,000 คน แต่การประชุมต่างๆที่เกี่ยวเนื่องกับอาเซียนจะเกิดขึ้นตลอดทั้งปีจึงอยากให้ทุกคนเตรียมตัวสำหรับการเป็นเจ้าภาพร่วมกัน
๐อยากให้ฝากอะไรถึงคนไทย ก่อนที่เราจะต้องร่วมกันเป็นเจ้าภาพในระหว่างที่ไทยทำหน้าที่ประธานอาเซียนในปี 2562
อยากให้คนไทยมองว่าการเป็นประธานอาเซียนเปิดโอกาสให้อาเซียนและโลกได้เห็นว่า ประเทศไทยไม่ใช่แค่เพียงประเทศผู้ให้กำเนิดแนวคิดในการก่อตั้งอาเซียน แต่ยังเป็นประเทศที่ช่วยขับเคลื่อนอาเซียนไปสู่อนาคต
เรามักจะติดกับประวัติศาสตรและพูดแต่ว่าเราเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งอาเซียนแต่การเป็นประธานอาเซียนยังเป็นโอกาสในการแสดงให้เห็นว่าเรามีศักยภาพในการเป็นผู้ช่วยขับเคลื่อนอาเซียนไปสู่อนาคตเพื่อผลประโยชน์ของทุกคนในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นไทยหรือชาติสมาชิกอาเซียนอื่น เพราะทั้งหมดถือเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน

