ต้นกล้าความดี ตามวิถีพอเพียง

28.01.18 | 18:00 น.

กระทรวงการต่างประเทศริเริ่ม “โครงการยุวทูตความดี เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ขึ้นตั้งแต่ปี 2542 เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายเป็นราชสักการะเนื่องในวโรกาสเฉลิมฉลอง พระชนมายุของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล อดุลยเดชครบ 72 พรรษา โดยมีโรงเรียนระดับประถมศึกษานำร่อง 76 จังหวัดทั่วประเทศ เข้าร่วมทำโครงการและร่วมทำกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างความดีให้กับเยาวชนในโครงการยุวทูตความดี โดยมีจุดมุ่งหวังให้เยาวชนเหล่านั้นได้เติบโตไปเป็น อนาคตที่เข้มแข็งของสังคมและประเทศชาติ

จากโครงการยุวทูตความดี เฉลิมพระเกียรติฯ ที่ได้รับการรับรองโดยมติคณะรัฐมนตรีในปี 2544 ให้เป็นโครงการต้นแบบโครงการหนึ่งในการ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และได้เป็นโครงการในพระราชูปถัมภ์ ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตั้งแต่ปี 2547 ทั้งยังได้จดทะเบียนเป็น “มูลนิธิยุวทูตความดี” ในปี 2550 และมีการขยายผลจากโรงเรียนในเครือข่าย 76 แห่ง กลายเป็น 2,154 แห่งในปัจจุบัน

ในปี 2558 มูลนิธิยุวทูตความดีได้รับพระราชทานพระมหากรุณาจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงรับมูลนิธิไว้ในพระราชูปถัมภ์ โดยได้ทำการจดทะเบียนในชื่อใหม่โดยเปลี่ยนจากชื่อ มูลนิธิยุวทูตความดี เป็น “มูลนิธิยุวทูตความดี ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี”

19 ปีนับตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ มูลนิธิยุวทูตความดียังคงทำกิจกรรมที่มีส่วนช่วยสนับสนุนให้เยาวชนไทยได้เติบโตเป็นบุคคลที่มีคุณภาพของสังคม ผ่านโครงการต่างๆ มากมาย อาทิ การจัดให้ผู้แทนเยาวชนจากโรงเรียนในเครือข่ายได้เดินทางไปเปิดโลกทัศน์ในประเทศเพื่อนบ้าน การจัดโครงการแลกเปลี่ยนเยาวชนกับประเทศอื่นๆ ไปจนถึงการจัดสัมมนาเพื่อให้ความรู้ทั้งกับเยาวชน ตลอดจนผู้บริหารโรงเรียนและครูที่ถือเป็นกำลังสำคัญในการปลูกฝังให้เยาวชนเป็นคนดีสมความตั้งใจ

เมื่อเร็วๆ นี้ มูลนิธิยุวทูตความดีได้จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการภายใต้โครงการ “ต้นกล้าความดี ตามวิถีพอเพียง” ขึ้น โดยมีผู้อำนวยการโรงเรียนและครูผู้รับผิดชอบโครงการ 134 คน จาก 67 โรงเรียน ใน 67 จังหวัด ทั้งจากกลุ่มโรงเรียนนำร่องที่เข้าร่วมโครงการยุวทูตความดีตั้งแต่ปี 2542 และกลุ่มโรงเรียนขยายผลที่เข้าร่วมในปี 2544 – 2545 รวมถึงกลุ่มโรงเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมเป็นครั้งแรก จากทุกภูมิภาคเข้าร่วมการสัมมนาดังกล่าว ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อบูรณาการการขับเคลื่อนโครงการและกิจกรรมสร้างต้นกล้าความดีให้ไปสู่ทิศทางและเป้าหมายร่วมกัน ครอบคลุมมิติต่างๆ ที่จะช่วยเสริมสร้างแนวคิดและทิศทางการพัฒนาเยาวชนให้ก้าวสู่เป้าหมาย การเสริมสร้างความคิดเชิงกลยุทธ์ ภาษาและการต่างประเทศ และมิตินวัตกรรมกับเยาวชนไทยในยุค 4.0

Advertisement

นอกจากจะมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิมาให้ความรู้และข้อคิดในหลากหลายมิติแล้ว ยังจะเป็นโอกาสให้คณะผู้บริหารและครูได้มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์เพื่อนำเสนอวิธีแนวคิดและแนวทางในการดำเนินโครงการอย่างสร้างสรรค์ให้บรรลุผลตามเป้าหมายที่จะสร้างให้เยาวชนเป็นแบบอย่างของต้นกล้าความดี ที่เข้าใจและเข้าถึงแนวคิดแนวปฏิบัติความพอเพียงตามคำพ่อสอน ทั้งยังดำเนินวิถีพอเพียงด้วยการปฏิบัติอย่างจริงจังต่อเนื่อง รวมทั้งมีบทบาทนำในการเผยแพร่แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงแก่เยาวชนประเทศเพื่อนบ้านไปควบคู่กัน

นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะประธานโครงการและประธานก่อตั้งโครงการยุวทูตความดี เพราะเป็นผู้ริเริ่มโครงการยุวทูตความดี เฉลิมพระเกียรติฯ ตั้งแต่เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสารนิเทศในขณะนั้น กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดการสัมมนาว่า โครงการยุวทูตความดีเป็นโครงการที่จัดทำขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล อดุลยเดชมีพระชนมายุครบ 72 พรรษา ซึ่งไม่ได้จบแค่ในปี 2542 แต่ยังคงมีการดำเนินการต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันยาวนานถึง 19 ปี

ท่านรัฐมนตรีดอนกล่าวว่า หลังจากได้ฟังพระราชดำรัสของร. 9 เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาหลายปีก่อนหน้าปี 2542 ที่ทรงมีต่อข้าราชการ นักการเมือง และประชาชนทั่วไป จับใจความได้ว่าพระองค์ทรงมีความห่วงใยในเรื่องของน้ำใจ วินัย ความซื่อสัตย์ การไม่รู้จักแบ่งปัน และการขาดความสามัคคีของคนไทย เมื่อรัฐบาลได้ขอให้ทุกหน่วยงานนำเสนอโครงการเทิดพระเกียรติฯ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล จึงเห็นว่าหากจะทำโครงการถวายก็ควรต้องเป็นสิ่งที่มีพระราชประสงค์ ซึ่งก็คือปัญหาบ้านเมืองและปัญหาของคน แต่จะทำอย่างไรให้เกิดความหมายสูงสุด จึงเห็นว่าวิธีที่ดีที่สุดคือการปลูกฝังที่เด็กและเยาวชน ซึ่งน่าจะตอบโจทย์ที่พระองค์ทรงห่วงใย

ในฐานะของกระทรวงการต่างประเทศที่เห็นโลก จะพบว่าทุกประเทศแข่งขันกันเรื่องเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันบ้านเมืองก็ต้องมีเสถียรภาพสงบเรียบร้อย ประเทศใดมีมากก็จะพัฒนาบ้านเมืองไปได้ดี เมื่อบ้านเมืองสงบ สิ่งที่จะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดคือเราต้องมีคนที่มีคุณภาพให้มากที่สุด เพราะจะทำให้เราแข่งขันได้ ในสังคมที่ทุกประเทศต้องเดินไปข้างหน้า เราต้องการให้คนของเรา ต้นกล้าของเรา ซึ่งก็คือเด็ก มีความแข็งแกร่ง มั่นคง พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ในวันข้างหน้า

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า เราต้อง “ปลูกจิตสำนึก ฝึกจิตอาสา พัฒนาโลกทัศน์” เพื่อให้เด็กและเยาวชนของเราใช้โอกาสที่มีให้เต็มที่ที่สุด เยาวชนของเราจะต้องรอบรู้ในเรื่องต่างๆ ของโลกใบนี้ แต่เก่งอย่างเดียวไม่ได้ ต้องอย่าคิดถึงแต่ตัวเอง เพราะถ้าไม่มีจิตสำนึกก็จะเกิดปัญหากับคนอื่น เราไม่ได้ทำแค่เรื่องการศึกษาหรือความดี แต่อยากทำให้เด็กของเรามีความพร้อมที่จะรับมือกับสถานการณ์ในโลก เพื่อให้ประเทศไทยพร้อมที่จะรับมือกับปรากฏการณ์ต่างๆ ในโลกด้วย เด็กเหล่านี้จะไปอยู่ในทุกวงการของประเทศ ซึ่งเราเชื่อว่าถ้าทำกันอย่างจริงจัง ต่อเนื่อง และกว้างขวาง ก็จะตอบทุกโจทย์ที่สังคมห่วงใย เป็นการพัฒนาเยาวชนให้เติบโตต่อไปอย่างมั่งคง และเป็นการเตรียมคนซึ่งเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา ก็พิสูจนได้ว่าโครงการนี้ได้ผลตามที่มุ่งหวังจริงๆ

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวต่อผู้บริหารถึงการบ่มเพาะเยาวชนให้เป็นต้นกล้าความดีในวิถีพอเพียงว่า การดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงทั้งสำหรับผู้บริหาร ครูอาจารย์ และเยาวชนยุวทูตความดี คือต้องใช้เหตุผลเป็นเครื่องนำทาง ไม่อย่างนั้นกิเลสตัณหาจะนำเรา เราต้องภูมิคุ้มกันตลอดเวลา และบริหารความเสี่ยงให้ดี อย่าประมาท ต้องระมัดระวัง และซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งทั้งหมดนี้จะนำไปสู่จุดหมายปลายทางคือ มีความสุข สมดุล มั่นคง และยั่งยืน

ด้านคุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา กล่าวถึงประเด็น “พลังความรู้นำเยาวชนไทย ก้าวสู่ยุค 4.0” ว่า คนไทย 4.0 ที่เราสัมผัสได้ คือคนที่เป็นแบบอย่างที่เห็นคุณค่าของคน และสามารถสร้างแนวร่วมได้ที่เป็นแบบอย่างของคุณธรรม จริยธรรม สำนึกที่ทุกคนมีร่วมกัน คือ เทิดทูนและยึดถือพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เป็นทั้งต้นแบบและกำลังใจ

น.ส.จันทร์ทิพา ภู่ตระกูล ผู้อำนวยการมูลนิธิยุวทูตความดี กล่าวว่า มูลนิธิยุวทูตความดี ได้จัดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 เพื่อให้ผู้บริหารและคุณครูโรงเรียนในเครือข่ายได้มีส่วนร่วมแบ่งปันแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสร้างองค์ความรู้ร่วมกันเกี่ยวกับแนวทางการวางแผนสร้างเยาวชนให้เป็นต้นกล้าความดี ที่มุ่งมั่นปฏิบัติ วิถีพอเพียง ตามคำพ่อสอน โดยการน้อมนำมาปฏิบัติในชีวิตประจำวัน อย่างต่อเนื่อง จริงจัง และให้เป็นเยาวชนคนดี ที่คิดถูก คิดเป็น มีคุณภาพ ก้าวสู่โลกกว้างด้วยความสามารถไม่เสียเปรียบใคร สามารถสื่อสารข้ามพรมแดน เข้าถึงผู้คนและวิทยาการ การค้นคิดที่ล้ำหน้าในประเทศต่างๆ ได้อย่างน่าภาคภูมิ รวมทั้งสามารถเผยแพร่ประเทศไทย ให้มีที่ยืนอย่างสง่างาม ไม่เพียงแค่เท่าทันและทัดเทียมกับประเทศอื่น แต่ก้าวล้ำด้วยอัจฉริยภาพทางการคิด และความเป็นเลิศทางภูมิปัญญา ซึ่งเชื่อว่าคณะผู้บริหารโรงเรียนและคุณครูที่เข้าร่วมการสัมมนาครั้งนี้จะสนุกกับการเรียนรู้ และนำสาระประโยชน์ไปใช้ในการบ่มเพาะนักเรียน ให้เป็นเยาวชนต้นกล้าความดี ที่จะช่วยนำพาชุมชน สังคม และประเทศชาติของเรา ให้พัฒนาอย่างยั่นยืนต่อไป

ในงานสัมมนายังได้มีการมอบรางวัลให้กับโรงเรียน 3 โรงเรียนที่มีการจัดทำโครงการที่สะท้อนแบบอย่างการปฏิบัติที่ดี ในเชิงวิชาการ วิชาชีพ และวัฒนธรรม ประกอบด้วย โครงการใช้ความคิด ปลูกจิตอาสา พัฒนาลุ่มน้ำโขง จากโรงเรียนอนุบาลเชียงของ จ.เชียงราย โครงการธนาคารขยะ เพื่อสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์จากวัสดุเหลือใช้ จากโรงเรียนบ้านโคกทุ่งน้อย จ.หนองบัวลำภู และโครงการรวมใจภักดิ์ รักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นใต้ มโนราห์แอโรบิก จากโรงเรียนอนุบาลยะลา จ.ยะลาด้วย