สำนักข่าวเอเอฟพีและรอยเตอร์รายงานว่า เกิดความขัดแย้งใหญ่หลวงขึ้นในรัฐบาลผสมของออสเตรเลียเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ เมื่อนายบาร์นาบี จอยซ์ รองนายกรัฐมนตรี วัย 50 ปี ปฏิเสธที่จะลาออก จากเรื่องอื้อฉาวที่เขามีสัมพันธ์กับที่ปรึกษาด้านสื่อของเขา วัย 33 ปี และเธอเกิดตั้งครรภ์ขึ้นมา โดยนายจอยซ์ได้ตำหนินายกรัฐมนตรีมัลคอล์ม เทิร์นบูลที่ประณามการกระทำของเขาว่า “โง่เง่า” อีกด้วย
นายเทิร์นบูลกล่าวเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ว่า นายจอยซ์ ที่ผ่านการแต่งงานแต่ว่าหย่าแล้วและมีลูก 4 คน ได้แสดงออกถึง “ความผิดพลาดที่น่าตกตะลึงในการตัดสินใจ” สำหรับการมีความสัมพันธ์กับอดีตโฆษกส่วนตัวของเขา ที่ตอนนี้ตั้งครรภ์แล้ว และเรียกร้องให้นายจอยซ์ พิจารณาการดำรงตำแหน่งของตน
นายเทิร์นบูล หัวหน้าพรรคเสรีนิยม ยอมรับว่า เขาไม่มีอำนาจในการปลดนายจอยซ์ออกจากตำแหน่ง ทั้งนี้ นายจอยซ์เป็นหัวหน้าพรรคเนชั่นแนลที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลที่พรรคเสรีนิยมต้องพึ่งพาในการบริหารประเทศ แต่เขาประกาศว่าการสั่งห้ามมีความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกของคณะรัฐมนตรีกับเจ้าหน้าที่ของตนอย่างเป็นทางการจะถูกเพิ่มเข้าไปในหลักจริยธรรมของคณะรัฐมนตรี
การแสดงความคิดเห็นดังกล่าว เหมือนเป็นการเรียกร้องแบบกระแทกเบาๆ ให้นายจอยซ์ ลาออกจากตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี ทว่านายจอยซ์โต้กลับเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ว่า เขาได้รับการสนับสนุนจากเพื่อนร่วมงานให้ทำหน้าที่ต่อไป
“ความเห็นของนายกรัฐมนตรีในการแถลงข่าวเมื่อวานนี้นั้น ผมต้องขอบอกว่ารังแต่จะสร้างความเสียหายมากขึ้นในหลายๆ แง่มุม” นายจอยซ์กล่าวในการแถลงข่าวที่กรุงแคนเบอร์รา และว่า “ผมเชื่อว่าเป็นเรื่องโง่เง่าและแน่นอนว่าไม่จำเป็นในหลายแง่มุม สิ่งที่เกิดขึ้นโดยพื้นฐานแล้วเป็นการสะกิดซ้ำรอยแผลและทำให้ทุกๆ คนหันกลับมามอง”
“ผมไม่เชื่อว่าคนเราต้องลาออกจากตำแหน่งงานใดๆ ก็ตามจากปัญหาในเรื่องส่วนตัว” นายจอยซ์กล่าวและว่า “ในที่ทำงานใดๆ ก็ตามในออสเตรเลีย เมื่อเรื่องส่วนตัวกลายมาเป็นประเด็นในการตัดสินการทำงาน ถึงตอนนั้นผมคิดว่าเราได้เปลี่ยนไปสู่การเป็นสถานที่ที่น่าเศร้ามาก”
การพาดหัวข่าวของสื่อเกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์เป็นการดึงดูดความสนใจของสาธารณชนและจุดชนวนให้เกิดการอภิปรายเกี่ยวกับวัฒนธรรมในที่ทำงานของออสเตรเลีย ท่ามกลางการเคลื่อนไหวต่อต้านการคุกคามทางเพศทั่วโลกหรือแคมเปญ #MeToo
นอกจากนี้ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงอันตรายของรัฐบาลร่วมหลายพรรคของออสเตรเลียที่เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ิ่เพิ่งจะรอดอย่างหวุดหวิดจากวิกฤตการถือ 2 สัญชาติของสมาชิกสภานิติบัญญัติ ที่คุกคามรัฐบาลซึ่งมีเสียงข้างมากแบบเฉียดฉิวอีกด้วย

