โกลบอล โฟกัส : ชีวิตกับการเมือง ที่กัมพูชา

18.02.18 | 11:50 น.

กาลครั้งหนึ่ง…เมื่อครั้งที่ประเทศไทยยังคงมีสิ่งที่เรียกกันว่า “เลือกตั้งทั่วไป” อยู่

ผมเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับกรรมวิธีรณรงค์หาเสียง “โดยพิสดาร” ที่ปรากฏในต่างจังหวัด ชุมชนที่อยู่ห่างไกลออกไปจากเมืองและเมืองหลวง ตั้งแต่เรื่องถนนหนทาง คลองชลประทาน ถังน้ำประปา เรื่อยไปจนแม้กระทั่งเรื่องของ “รองเท้าแตะข้างเดียว” ฯลฯ

เรื่องเหล่านี้สามารถนับรวมเข้ากับปรากฏการณ์ “แบงก์ย่อย” ขาดตลาด ในบางแห่ง บางพื้นที่ เมื่อถึงคราเทศกาลหาเสียง เหมือนกับกรณี งานศพ งานแต่ง งานบวช

ซึ่งทำให้เกิดคำพูดที่ “รู้กัน” อยู่ในทีอย่าง “ดีนะ ที่มาตายตอนมีหาเสียง” หรือ “เอาไว้แต่ง (บวช) ตอนใกล้เลือกตั้ง” แล้วก่อให้เกิดคำกล่าวชนิดที่ทำให้คนทำโพลเลือกตั้งไม่ว่าสำเร็จปริญญาวิชาการมาในระดับไหน ได้แต่ทำตาปริบๆที่ว่า

“เอา ‘หมา’ มาลง (สมัคร) ยังได้(รับเลือกตั้ง)”!

Advertisement

เรื่องที่หยิบมาเล่าสู่กันฟังต่อไปนี้ก็พิสดารเหมือนกัน พิสดารแต่จริง และจริงจังเหมือนทุกอย่างที่พูดถึงมาข้างต้น

เพียงไม่ได้เนิ่นนานถึงระดับ “กาลครั้งหนึ่ง” เท่านั้น แต่เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นใหม่หมาด ในพื้นที่ระดับ “คอมมูน” ในกัมพูชา ตั้งแต่ราวกรกฎาคมปีที่แล้วเรื่อยมา

เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นหลังเลือกตั้งระดับคอมมูนเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว แต่ก่อนหน้าที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปในกัมพูชาในวันที่ 29 กรกฎาคมที่จะถึงนี้

เป็นผลงาน “สร้างสรรค์” ของพรรคประชาชนกัมพูชา (ซีพีพี) ที่มีหัวหน้าพรรคชื่อ สมเด็จอัคมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน

ฟังดูเหมือนประชดประเทียด แต่สำหรับผมนี่เป็นการนำเอา โครงสร้างทางสังคม ความเชื่อ วิถีชีวิตและวัฒนธรรมพื้นถิ่น มาใช้เป็นเครื่องมือ เป็นกลไกทางการเมืองในระดับเอกอุ

อย่าถามว่า เอามาประยุกต์ใช้กับเมืองไทยได้ไหม? เพราะแค่คิดถึงกำหนดวันเลือกตั้งในเมืองไทยก็มากพอที่จะทำให้ปัสสาวะขุ่นแล้ว

******

กระบวนการที่ผมเรียกว่าเป็น “ระบบพรรคโดยพิสดาร” นี้ เกิดขึ้นเพราะพรรคซีพีพี ที่เป็นพรรครัฐบาลกัมพูชาเกิดสะดุ้งตกใจ ซีพีพี “สะดุ้ง” กับผลการเลือกตั้งทั่วไปคราวที่ผ่านมาเมื่อปี 2013 ที่พรรคฝ่ายค้านสำคัญอย่างพรรค กู้ชาติกัมพูชา (ซีเอ็นอาร์พี-ซึ่งถูกยุบไปแล้วตามคำสั่งศาล) ไม่เพียงได้ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรมากเกินคาดเท่านั้น ยังได้คะแนนดิบรวมทั่วประเทศมากกว่าซีพีพีอีกด้วย

พอผลการเลือกตั้งท้องถิ่นระดับคอมมูนเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้วออกมา อาการสะดุ้งก็กลายเป็น “ตกใจ” เพราะทั้งๆที่รู้ และระแวดระวัง ระดมสรรพกำลังเต็มที่แล้ว พรรคซีพีพีก็ยังเสียการควบคุมคอมมูนไปในการเลือกตั้งครั้งนี้มากกว่าที่คิดไว้อีกครั้ง

ที่สำคัญที่สุดก็คือ พรรคซีพีพี มีผู้ลงทะเบียนเป็นสมาชิกพรรคเป็นจำนวนมาก แต่มีคนมาลงคะแนนเสียงให้ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งของพรรคน้อยกว่าจำนวนสมาชิกพรรคมาก ซีพีพีมีผู้ลงทะเบียนเป็นสมาชิกพรรคมากกว่า 5.3 ล้านคน แต่มีคนลงคะแนนเสียงเลือกผู้สมัครสมาชิกสภาคอมมูนของพรรครวมแล้วเพียงแค่ 3.5 ล้านเสียง

อีก 2 ล้านหายไปไหน?

“ตั้งแต่เราเสียคะแนนเสียงไป 2 ล้านนี่แหละ ทำให้เราจำเป็นต้องเลือกสรรเอาคุณภาพแทนปริมาณ ซึ่งหมายถึงคนที่ซื่อสัตย์ตรงต่อพรรคเต็มที่เท่านั้น” สก อัยสาน โฆษกพรรคซีพีพีบอกไว้อย่างนั้น

นั่นเป็นที่มาของเอกสารเวียนของพรรค ลงวันที่ 7 มิถุนายน 2017 ที่กรรมการบริหารพรรคเน้นไว้ชัดเจนว่า ผู้นำท้องถิ่นของพรรคต้อง “ระบุตัว” บุคคลที่เป็นสมาชิกพรรคที่แน่ใจได้ว่าเมื่อเดินเข้าคูหาแล้ว กาเลือกคนของซีพีพี ด้วยวิธีการ “ลงทะเบียนสมาชิกพรรค” ซ้ำใหม่อีกครั้ง

แต่คราวนี้ต้องให้แน่ใจว่า คนที่ลงทะเบียนเป็นสมาชิกพรรคทุกคน ลงคะแนนเลือกพรรคจริงๆ ในการเลือกตั้งเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้ ตามสโลแกนของพรรค “หนึ่งสมาชิก หนึ่งคะแนนเสียงสนับสนุนซีพีพี”

ไม่ใช่ปล่อยให้ “คูหาเลือกตั้ง” เป็นสถานที่ที่แสดงออกถึง “เจตนารมณ์ทางการเมือง” ที่แท้จริงของปัจเจกบุคคลในกัมพูชาเหมือนที่ผ่านมา

ตอนพูดน่ะง่าย แต่เวลาลงมือทำ จะทำอย่างไร?

ทำอย่างไร “ครอบครัวซีพีพี” อย่างที่พรรคเรียกสมาชิกพรรคทั่วประเทศ ถึงจะ “สโมส โตรง” หรือ “ตรงไปตรงมาและภักดี” กับพรรค?

******

ตอนที่ สุน นะริน กับ จูเลีย วอลเลซ ผู้สื่อข่าวให้สถานีวิทยุเสียงอเมริกา ลงพื้นที่สำรวจความเห็นและตรวจสอบข้อเท็จจริงที่จังหวัด “กัมปงชะนัง” ในเขตคอมมูน “ตาเชษ” เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ก็ได้เห็น “รูปธรรม” และได้รับฟังเรื่องราวที่สะท้อนถึงความพยายามโดยพิสดารของพรรคซีพีพี

ขบวนการลงทะเบียนสมาชิกพรรคใหม่ของพรรครัฐบาลกัมพูชากำลังดำเนินไปอย่างคึกคักในตอนนั้น โดยผู้นำพรรคในท้องถิ่นซึ่งอาจเป็นสมาชิกสภาคอมมูน ร่วมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ อย่างหัวหน้าหมู่บ้าน ผู้ช่วยหัวหน้าหมู่บ้าน และรองผู้ช่วยหัวหน้าหมู่บ้าน

เดินกันแบบบ้านต่อบ้าน เคาะกันทุกประตู ขอให้ลงทะเบียนเป็นสมาชิกพรรคซีพีพีใหม่อีกครั้ง คราวนี้ในเอกสารเฉพาะที่เรียกว่า “สมุดทะเบียนซีพีพีประจำบ้าน”

มองกันโดยผิวเผินแล้วลักษณะของสมุดทะเบียนพรรคใหม่นี้ก็คล้ายคลึงกับสมุดทะเบียนแสดงความเป็นสมาชิกครอบครัวในบ้านที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “ทะเบียนครอบครัว”
หรือ”ทะเบียนบ้าน” ของทางการนั่นเอง เพียงแต่เปลี่ยนเป็นของพรรคการเมือง ที่แตกต่างกันออกไปจาก “บัตรทะเบียนการเป็นสมาชิกพรรค” ที่เคยทำกันก่อนหน้านี้ก็คือ สมุดทะเบียนใหม่จำเป็นต้องมี “รูปถ่าย” แสดงใบหน้าค่าตาของเจ้าตัวประกอบการเป็นสมาชิกพรรคด้วย

ใครก็ตามที่แสดงความประสงค์ และตกลงปลงใจลงทะเบียนเป็นสมาชิกพรรค พร้อมภาพถ่ายและลายมือชื่อที่ส่วนมากมักใช้ลายนิ้วหัวแม่มือแทนเรียบร้อยแล้วก็จะมีสิ่งตอบแทน

ในเบื้องต้น ตัวแทนพรรคจะแจ้งให้รับทราบว่า สมาชิกที่ลงทะเบียนใหม่นี้จะได้รับ “เงินตอบแทน” เป็นค่าสมาชิกปีละ 3 ครั้ง เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2018 นี้เป็นต้นไป

กำหนดจ่ายกันครั้งแรกในเดือนเมษายนที่จะถึงนี้ จำนวนเงินตกราว 390-400 บาทโดยประมาณ ไม่มากแต่ก็ไม่ใช่เงินจำนวนน้อยเลยในพื้นที่ชนบทของประเทศ แลกกับการลงคะแนนเสียงให้กับพรรคและตัวแทนพรรค

แต่ถามว่า เพียงแค่นั้นเพียงพอหรือไม่ในการกำหนดฐานเสียงที่แน่นอนของพรรคในแต่ละพื้นที่ คำตอบก็คือไม่

การลงทะเบียนของพรรคที่ผ่านมา ก็มีการแจกทั้ง “เงิน” และ “ของขวัญ” จากพรรค แต่พอถึงเวลาสำคัญอีตอนเข้าคูหา หลายคนก็เลิกคิดถึงเงินและของเหล่านั้น

แต่เลือกตามใจชอบของตัวเอง เช่นกรณีของ ดุจ เทือน เป็นต้น!

******

คอมมูนตาเชษ ในจังหวัดกัมปงชะนัง ประกอบด้วยกลุ่มหมู่บ้านจำนวนหนึ่ง อาชีพหลักคือการทำนา มีเพียงไม่มากนักที่ประกอบอาชีพผิดแผกไปในทางอื่น แม้ว่าถนนหลวงเส้นใหม่จะตัดผ่านเข้ามากลางชุมชนก็ตามที

ดุจ เทือน อายุ 66 ปีแล้ว ใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ระบอบคอมมูนแห่งนี้มาเนิ่นนาน สนับสนุนพรรคซีพีพีมาตลอด เรื่อยมาจนถึงเมื่อ 10 ปีก่อน

เมื่อถูกถามเหตุผลของการเปลี่ยนข้างหันมาสนับสนุนพรรคฝ่ายค้าน เขาบอกเรียบๆ ว่า เพราะโกรธ…โกรธการคอร์รัปชันของรัฐบาล

แต่เมื่อผู้ช่วยหัวหน้าหมู่บ้านมาเยี่ยมถึงบ้านพร้อมกับสมาชิกสภาคอมมูนเมื่อเดือนก่อน เขารู้ดีว่า “ควร” ตอบว่าอย่างไรเมื่่อถูกสอบถามว่าสนับสนุนพรรคการเมืองไหน

“พรรคที่ให้ชีวิต” คือคำตอบของดุจ ที่เจ้าตัวเชื่อว่าเป็นคำตอบที่ “ถูกต้องในทางการเมือง” หากเชื่อคำโฆษณาของซีพีพี ซ้ำๆ ที่ว่า พรรคเป็นผู้ให้ชีวิตกับชาวบ้าน ในรูปของเงินอุดหนุนของรัฐ หรือโครงการพิเศษต่างๆ ที่ทำให้ขอบเขตความแตกต่างระหว่าง “พรรค”กับ”รัฐ” เลือนหายไปเรื่อยๆ กลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากขึ้นทุกที

ทำไมถึงบอกความจริงไม่ได้?

“เพราะผมใช้ชีวิตอยู่ภายใต้อำนาจของคนเหล่านี้ เมื่อพวกเขามาถามถึงบ้าน ผมก็เออออไปตามนั้น แต่ในใจผมรู้ดีว่าไม่ได้เป็นอย่างที่พูด จริงๆแล้วผมลงคะแนนเลือกซีเอ็นอาร์พี”

ปัญหาของดุจ เทือน เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อมีการลงทะเบียนใหม่ ลำพังเพียงสมุดทะเบียนพรรคประจำบ้านไม่เท่าใดนัก แต่กระบวนการยกเครื่องสมาชิกพรรคของซีพีพีไม่ได้จบลงแค่ตรงนั้น และขั้นตอนหลังจากนั้นคือปัญหาสำหรับชาวบ้านอย่างพวกเขา

จากสมุดทะเบียนพรรคประจำบ้าน ซีพีพีกำหนดให้มีการจัดทำ “สมุดทะเบียนกลุ่ม” ของสมาชิกพรรคตามมา ภายในทะเบียนเล่มหลังนี้ ประกอบด้วยรายชื่อและภาพถ่ายใบหน้าของสมาชิกพรรครวมแล้วประมาณ 10 คน แต่ละคน “ได้รับมอบหมายภารกิจให้สอดส่องดูแล เพื่อตรวจสอบความภักดี” ของคนอื่นๆ ภายในกลุ่ม

นอกจากนั้น ชาวบ้านหลายคนยัง “เล่าลือ” กันต่อๆ มาว่า ในการเลือกตั้งรอบใหม่ จะมีการติดกล้องไว้ทุกคูหา เพื่อตรวจสอบว่าใครบิดพลิ้วกันบ้าง

เท่านั้นยังไม่พอ หัวหน้าหมู่บ้านจำนวนหนึ่งในคอมมูนตาเชษ บอกด้วยว่าสมาชิกพรรคที่ลงทะเบียนใหม่แต่ละรายจำเป็นต้องผ่านกระบวนการ “สาบานตน” หลังลงทะเบียนเป็นสมาชิกพรรคแล้วอีกด้วย

เง็ด วันนา อดีตทหารในกองทัพกัมพูชา ที่ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าหมู่บ้าน บึงกาก ในพื้นที่คอมมูนตาเชษ ยอมรับว่าข้อเสนอแนะดังกล่าวเกิดจากปัญหาในการเลือกตั้งคอมมูนที่ผ่านมา เมื่อพรรคสำรวจคะแนนนิยมง่ายๆ ตามจำนวนสมาชิกแล้วพบว่า ซีพีพี ควรได้รับชัยชนะอย่างง่ายดาย

แต่เอาเข้าจริง ซีพีพี แพ้เลือกตั้งคอมมูนที่นี่ให้กับพรรคซีเอ็นอาร์พีไป 80 เสียง

จากสมุดทะเบียนพรรค จนถึงสมุดทะเบียนกลุ่ม จึงต้องมี “น้ำสาบาน” เข้ามาเป็นองค์ประกอบอีกประการหนึ่ง

******

“น้ำสาบาน” คือน้ำในขวดที่ผ่านพิธีกรรมโดยคณะสงฆ์ซึ่ง เง็ด วันนา นิมนต์มาเป็นพิเศษให้ประกอบพิธีลงอาคมเอาไว้ เง็ด และคณะหอบหิ้วติดตัวไปด้วยระหว่างดำเนินกระบวนการทำทะเบียนสมาชิกพรรครอบใหม่นี้ ใครก็ตาม ที่ออกปากสนับสนุนพรรคซีพีพี จะได้รับการร้องขอให้ “ดื่มน้ำ” นี้ พร้อมกับเปล่งวาจาสาบานว่า หากบิดพลิ้ว ออกนอกลู่นอกทางไปจากนี้ ขอให้มีอันต้องวิบัติเป็นไป เผชิญอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต

จะเลือกสรรรูปแบบเลวร้ายแบบไหนมาสาบานก็ได้ตามใจชอบ แต่ที่สำคัญคือต้องดื่มน้ำผ่านพิธีกรรมนี้

เง็ด วันนา บอกว่า ในหมู่บ้านบึงกากของตนมี ผู้มีสิทธิออกเสียง 437 คน มีคนยอมดื่มน้ำและสาบาน 166 คน ซึ่งเขาคาดหวังว่าคงลงคะแนนให้ซีพีพีในเดือนกรกฎาคมนี้

น้ำผ่านพิธีสวดลงอาคม กับคำสาบาน อาจเป็นเรื่องขบขันในบางสังคม แต่ในสังคมชนบทของกัมพูชา ที่มีความเชื่อจำเพาะของตน นี่ไม่ใช่เรื่องตลก หรือเรื่องล้อกันเล่นแต่อย่างใดทั้งสิ้น

แคโรไลน์ ฮิวจส์ ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยแบรดฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ซึ่งเชี่ยวชาญระบบการเมืองกัมพูชาเป็นพิเศษ ชี้ว่า ภายใต้โครงสร้างทางสังคมแบบที่ท้องถิ่นกัมพูชาเป็นอยู่ในเวลานี้ บางที “น้ำสาบาน” อาจเป็นเรื่องเกินความจำเป็นไปก็ได้ เพราะลำพังเพียงแค่ระบอบการปกครองท้องถิ่้น ที่ทำให้ชาวบ้านแต่คนต้องยึดโยงชีวิตของตัวเองและครอบครัวเข้ากับ หัวหน้าหมู่บ้าน หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เป็นตัวแทนประจำถิ่นอยู่สูงมาก ก็เพียงพอต่อการกดดันให้ชาวบ้านต้องสนับสนุนพรรคซีพีพีอยู่แล้ว

การโอนอ่อนผ่อนตามผู้นำท้องถิ่น ไม่เพียงทำให้ชาวบ้านเหล่านี้มี “ตัวตน” อยู่ในสายตาของทางการเท่านั้น เผลอๆ ยังอาจได้รับการปรึกษาหารือในเรื่องที่ต้องตัดสินใจเกี่ยวกับการพัฒนาท้องถิ่นอีกต่างหาก

พวกเขาอาจได้รับเชิญเข้าร่วมการประชุมวางแผน ได้รับการแบ่งสรรปันส่วน หรือ ได้รับ “ของขวัญ” จากผู้นำในท้องถิ่้น

ในทางตรงกันข้าม การขัดแย้งกับผู้นำท้องถิ่น ตัวแทนรัฐบาลในท้องถิ่น ไม่เพียงไม่เกิดประโยชน์ ยังอาจกลายเป็นโทษมหันต์ สถานเบาคือการ “ถูกเฝ้ามอง” สถานหนักก็คือถูก “ก่อกวน ขัดขวาง”

เมียะ ชะฮัม ชาวนาวัย 69 ปีซึ่งเข้ารีตนับถือศาสนาคริสต์ ที่รู้สึกว่าแก่ก็อีตอนที่ปีนขึ้นไปปาดตาลไม่ไหวแล้ว ยอมรับว่าไม่ยอมดื่มน้ำและสาบาน เพราะเชื่อว่าขัดกับหลักศาสนาที่ตนนับถือ ที่สำคัญยิ่งกว่า ก็คือ ตนไม่มีรูปถ่าย แล้วไม่รู้จะหามาให้จากไหน

ตอนนี้ได้แต่ทำใจถูกเฝ้ามอง ถูกดุด่าเท่านั้นเอง

******

ที่ผ่านมา พรรครัฐบาลกัมพูชา แพ้เลือกตั้งใน 4 จาก 15 หมูบ้านที่ตาเชษ และผลจากการเลือกตั้งคอมมูนครั้งนั้น ทำให้มีฝ่ายค้านอยู่ในสภาคอมมูน 4 คน เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

ผมไม่แน่ใจนักว่ากระบวนการทั้งหมดเหล่านี้จะส่งผลในการเลือกตั้งทั่วไปของกัมพูชาในวันที่ 29 กรกฎาคมที่จะถึงนี้มากมายแค่ไหนและอย่างไร

แต่ไม่ว่าระบบพรรคแบบใหม่ของซีพีพี จะได้ผลหรือไม่ได้ผล ดูเหมือนไม่สำคัญเท่าใดนักแล้ว

เพราะ ฮุน เซน แสดงออกอย่างชัดเจนว่าหลังการเลือกตั้งเดือนกรกฎาคมนี้ นายกรัฐมนตรีของประเทศต้องไม่มีการเปลี่ยนแปลง

แม้ว่าจะทำให้หลายคนกังขาเอามากๆ ว่า ถ้าอย่างนั้นแล้วจะเลือกตั้งให้เปลืองสตางค์กันไปทำไมกัน?