หน้าแรก ต่างประเทศ บริษัทอินเดีย...

บริษัทอินเดียฉ้อโกงมโหฬาร ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์นับแสนล้าน!

18.02.18 | 15:03 น.
AFP PHOTO / INDRANIL MUKHERJEE

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ สำนักงานเพื่อการจัดเก็บภาษีของอินเดีย เผยข้อมูลที่เป็นผลการสืบสวนสอบสวนเบื้องต้นซึ่งนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหา 3 รายควบคุมตัวไว้ในข้อหาปลอมแปลงเอกสารเพื่อร่วมกับพวกฉ้อโกงธนาคาร ปันจาบ เนชันแนล (พีเอ็นบี) ซึ่งเป็นกิจการธนาคารของรัฐบาลคิดเป็นมูลค่า 1,770 ล้านดอลลาร์ หรือราว 55,400 ล้านบาทว่า ความเสียหายดังกล่าวเป็นความเสียหายต่อเนื่องนานหลายปีที่เกิดขึ้นเฉพาะกับพีเอ็นบี แต่ในขณะเดียวกัน ขบวนการเดียวกันนี้ยังฉ้อโกงธนาคารอื่นๆ พร้อมกันไปด้วย ส่งผลให้มูลค่าความเสียหายเบื้องต้นนับเฉพาะถึงเดือนมีนาคม 2560 ที่ผ่านมาสูงถึง 176,320 ล้านรูปี หรือราว 2,740 ล้านดอลลาร์ (85,700ล้านบาท) แต่หลังจากเดือนมีนาคมเป็นต้นมาก็มีการโกงเพิ่มเติมอีกทำให้มูลค่ารวมทั้งหมดน่าจะสูงเกิน 3,000 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 94,000 ล้านบาท

คดีฉ้อโกงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อินเดียดังกล่าว เริ่มต้นจากการที่ตัวแทนของธนาคารพีเอ็นบี ร้องเรียนต่อสำนักงานการจัดเก็บภาษีและสำนักงานสอบสวนกลาง (ซีบีไอ) ของอินเดียว่าเกิดการปลอมแปลงเอกสารการกู้เงินธนาคารครั้งใหญ่ ทำให้ ซีบีไอ บุกจับกุมตัวพนักงานระดับล่างของพีเอ็นบี 2 นาย คือนายโกกุลนาถ เศรษฐี กับนาย มาโนช กะรัต กับนายเหมันต์ ภัทธ พนักงานที่มีอำนาจเต็มในการลงนามในฐานะตัวแทนของกลุ่มบริษัทออกแบบอัญมณีระดับโลกของอินเดียของนาย นิราฟ โมดี เศรษฐีชื่อดังและนายเมหุล โชกษิ เศรษฐีชื่อดังอีกรายที่เป็นลุงของนายโมดี

ทั้งนี้การสืบสวนสอบสวนเบื้องต้นระบุว่า นายโกกุลนาถ กับนายมาโนช เป็นหัวใจสำคัญในคดีฉ้อโกงครั้งนี้ เพราะเป็นผู้ทำหน้าที่ปลอมแปลงเอกสารค้ำประกันเงินกู้รูปแบบหนึ่งในรูปของ “หนังสือยินยอมชดใช้ค่าเสียหาย” (เล็ตเตอร์ ออฟ อันเดอร์เทคกิง) ให้กับบริษัทที่เป็นกิจการของนายโมดี ซึ่งบริหารโดย นายโชกษิ รวม 4 บริษัท ประกอบด้วย บริษัท คีตาญชลี เจมส์ และบริษัทสาขา ซึ่งเป็นกิจการของนายโชกษิ ส่วนกิจการของนายโมดี นั้นมี บริษัท สเตลลาร์ ไดมอนด์, บริษัทโซลาร์ เอ็กซ์พอร์ต และบริษัท ไดมอนด์ อาร์ อัส โดยบริษัทเหล่านี้นำเอกสารค้ำประกันดังกล่าวไปใช้ยื่นขอเงินกู้จากสาขาของธนาคารพีเอ็นบีในต่างประเทศ ทั้งนี้พีเอ็นบีระบุว่า เอกสารค้ำประกันดังกล่าวไม่ถูกบันทึกไว้ในระบบซอฟต์แวร์ภายในของธนาคาร แต่ถูกส่งผ่านระบบสื่อสารภายในระหว่างธนาคารด้วยกันที่เรียกว่า “สวิฟท์” แทน ทำให้สามารถหลีกเลี่ยงการตรวจพบได้ตั้งแต่ตอนเริ่มแรก

ข้อมูลของสำนักงานจัดเก็บภาษีระบุว่า คีตาญชลี เจมส์ ยื่นขอกู้เงินในรูปแบบต่างๆ กับธนาคารไม่น้อยกว่า 32 ธนาคาร รวมทั้งธนาคารชื่อดังของอินเดียอย่าง ยูเนียน แบงก์ ออฟ อินเดีย, อัลลาห์ฮาบัด แบงก์ และ แอ็กซิส แบงก์ ทั้งนี้ธนาคารยูเนียน ออฟ อินเดีย ซึ่งเป็นกิจการธนาคารของรัฐเช่นกัน ยอมรับว่าปล่อยกู้ให้กับบริษัทนี้ไปรวม 300 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่แอ็กซิส แบงก์ ซึ่งเป็นธนาคารเอกชนระบุว่า ได้ขายสัญญาเงินกู้ให้กับกลุ่มบริษัทในคดีนี้ไปแล้วทั้งหมด ส่วน 3 บริษัทที่เป็นกิจการของนายโมดีนั้น มียอดเงินกู้รรวมกันสูงถึง 39,929 ล้านรูปี ในขณะที่ทั้ง 3 บริษัทมีทุนจดทะเบียนเพียง 4,000 ล้านรูปีเท่านั้นเอง

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจอินเดียระบุว่า นายโมดี ซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี แต่อย่างใด กับนาย โชกษิ นั้นเดินทางออกนอกประเทศไปตั้งแต่เดือนมกราคม จนถึงขณะนี้ยังไม่รู้ที่อยู่แน่ชัด

Advertisement