สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า สภาประชาชนแห่งชาติ (เอ็นพีซี) ที่ถูกมองว่าเป็นรัฐสภาตรายางของจีน เปิดฉากการประชุมประจำปีขึ้นแล้วที่กรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 5 มีนาคม ในการเตรียมที่จะทำให้นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ได้กลายเป็นผู้นำทรงอิทธิพลเทียบเท่าเหมา เจ๋อตุง อดีตผู้นำทรงอิทธิพลสูงสุดของจีน เพื่อนำพาชาติยักษ์ใหญ่แห่งเอเชียสู่การเป็นอภิมหาอำนาจโลก
ข่าวแจ้งว่า สมาชิกเอ็นพีซีจำนวนหลายพันคนมารวมตัวกันที่มหาศาลาประชาคมในกรุงปักกิ่ง ในการประชุมประจำปีที่มุ่งหารือถึงการเพิ่มอำนาจทางทหาร เศรษฐกิจ และอำนาจรัฐให้อยู่ในมือของคนคนเดียวนั่นคือ นายสี
โดยการประชุมในวันเดียวกันนี้ นายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ได้กล่าวรายงานถึงความท้าทายสำคัญที่จีนกำลังต่อสู้อยู่นั่นคือ ความเสี่ยงภัยทางการเงิน ความยากจน และปัญหามลพิษ
ในการประชุมยังมีการกำหนดเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนในปี 2561 อยู่ที่ราว 6.5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นไปตามที่มีการคาดการณ์ แต่ต่ำกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของจีนในปี 2560 ที่เติบโตอยู่ที่ 6.9 เปอร์เซ็นต์
นอกจากนี้ยังมีประกาศการจัดสรรงบประมาณประจำปีนี้ที่จีนได้เพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศเพิ่มขึ้นถึง 8.1 เปอร์เซ็นต์ มีมูลค่า 1.11 ล้านล้านหยวน หรือราว 5.5 ล้านล้านบาท ในการสนับสนุนกองทัพที่ใหญ่ที่สุดในโลกของจีน หลังจากรัฐบาลจีนมีการใช้จ่ายงบประมาณในส่วนนี้ชะลอตัวลงในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
ในรายงานยังระบุเตือนไต้หวัน ที่จีนถือเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของตนเองภายใต้นโยบาย 1 ประเทศ 2 ระบบ ว่า “จีนจะไม่อดกลั้นต่อแผนการแบ่งแยกดินแดนใดๆ”
ประเด็นที่อยู่ในความสนใจและเป็นที่จับตาอยู่ที่ ภาวะผู้นำทรงอิทธิพลสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ที่สมาชิกเอ็นพีซีจะหารือกันถึงการแก้ไขธรรมนูญพรรคที่จะเป็นการเปิดไฟเขียวในการกระชับอำนาจในมือนายสีให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น และการจัดตั้งหน่วยงานใหม่นั่นคือ สำนักงานปราบปรามการทุจริตแห่งชาติขึ้น
สมาชิกเอ็นพีซีหลายคนแสดงความเห็นสนับสนุนการปรับแก้ธรรมนูญพรรคคอมมิวนิสต์ในการเพิ่มอำนาจสูงสุดให้แก่นายสี แต่อีกหลายคนปฏิเสธที่จะให้ความเห็นในประเด็นนี้
ขณะที่นักวิเคราะห์หลายคนเตือนว่าการแก้ไขธรรมนูญพรรคดังกล่าว ที่จะยกเลิกการกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของผู้นำจีนไว้ที่ 2 วาระ ในเวลารวม 10 ปีทิ้งไปนั้น จะนำมาซึ่งความเสี่ยงภัย ที่จะเป็นการทำลายโครงสร้างอำนาจแบบคณะบุคคลในการบริหารประเทศที่นำมาซึ่งเสถียรภาพของจีนนับจากสิ้นยุคปกครองของอดีตประธานเหมา เจ๋อตุง ที่ถึงแก่อสัญกรรมในปี 2519 ได้
อย่างไรก็ดี นายจาง เย่ซุ่ย โฆษกเอ็นพีซีพยายามไม่ให้น้ำหนักในเรื่องนี้ โดยกล่าวในวันก่อนหน้าว่า การประชุมครั้งนี้เพียงแค่จะปรับให้ตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นไปในทิศทางเดียวกับเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์และประธานคณะกรรมาธิการทหารของจีนที่ไม่มีการกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งเท่านั้น
มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตรวจสอบด้านสื่อของจีนทำการสกัดกั้นการใช้ถ้อยคำวิพากษ์วิจารณ์รุนแรงในโซเชียลมีเดียที่มีต่อเรื่องนี้ทันที เช่นการบล็อกคำว่า “ไม่เห็นด้วย” และ “จักรพรรดิ” หลังจากมีการวิจารณ์นายสีถึงความพยายามเป็นผู้นำตลอดชีพ ทั้งนี้ในการประชุมครั้งนี้นายสีจะได้รับการรับรองเห็นชอบในการเป็นประธานาธิบดีจีนสมัย 2 ในวาระ 5 ปี

