หน้าแรก ต่างประเทศ จินา แฮสเปล ว...

จินา แฮสเปล ว่าที่ ผอ.ซีไอเอ กับแผลเก่า “คุกลับ” ในไทย

19.03.18 | 11:00 น.

โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ปลดเร็กซ์ ทิลเลอร์สัน พ้นตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ แล้วเลือก ไมค์ ปอมปิโอ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองกลาง (ซีไอเอ) คนปัจจุบันให้ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน ส่งผลให้จำเป็นต้องเลือก ผอ.ซีไอเอคนใหม่ เพื่อทำหน้าที่ “ผู้นำ” องค์กรสืบราชการลับเลื่องชื่อทั้งในด้านดีและร้ายหน่วยงานนี้ต่อไป

ทรัมป์ตัดสินใจเลือก จินา เชอรี แฮสเปล สายลับผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการมานานกว่า 30 ปี ซึ่งทำหน้าที่เป็นรองผู้อำนวยการซีไอเอ อยู่ในเวลานี้ให้ก้าวขึ้นมาทำหน้าที่แทนปอมปิโอ

ทั้งปอมปิโอและแฮสเปลยังจำเป็นต้องได้รับการรับรองจากวุฒิสภา จึงจะสามารถดำรงตำแหน่งอย่างเป็นทางการได้ แต่ถ้าได้รับการรับรอง แฮสเปลถือว่าเป็นสตรีคนแรกที่สามารถดำรงตำแหน่งนี้ได้

จินา แฮสเปล อายุ 62 ปีแล้ว เริ่มต้นทำงานกับซีไอเอในปี 2528 ไต่เต้าขึ้นมาจากระดับ “ปฏิบัติงาน” สู่ตำแหน่ง “หัวหน้าทีม” และเคยถูกส่งไปทำหน้าที่กำกับดูแลและตัดสินใจเฉพาะหน้าในการปฏิบัติงานของซีไอเอ ทั้งหน่วยในต่างแดนมา ในฐานะ “หัวหน้าสถานี” ซีไอเอมาแล้วหลายประเทศ รวมทั้ง “สถานีลอนดอน” ที่ดูแลการทำงานของซีไอเอในประเทศอังกฤษทั้งหมด

Advertisement

ทั้งหมดเป็นการปฏิบัติงานเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างและเป็นการทำงานภายใต้คราบบังหน้าอยู่ตลอดเวลา

จินา แฮสเปล ยังเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ประจำตัวหัวหน้าแผนกปฏิบัติการแห่งชาติ โฮเซ่ โรดริเกซ เมื่อปี 2548 ก่อนที่จะก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าแผนกดังกล่าว ต่อด้วยรองหัวหน้าแผนกปฏิบัติการแห่งชาติด้านปฏิบัติการปกปิดและข่าวกรองในต่างแดน จนถึงปี 2556 จึงถูกเลือกให้ “รักษาการหัวหน้าแผนกปฏิบัติการ” แต่การทำหน้าที่อย่างเป็นทางการถูกปฏิเสธโดยวุฒิสมาชิกเดโมแครตในวุฒิสภาใน เวลานั้น อย่างไรก็ตาม เมื่อทรัมป์เลือกเสนอชื่อแฮสเปล ให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการซีไอเอ เมื่อราวปีเศษที่ผ่านมา การถกเถียงกันขนานใหญ่เกิดขึ้นในวุฒิสภา ลุกลามออกมาสู่สังคมภายนอก

การเลือกเสนอชื่อแฮสเปล ให้กลายเป็นผู้นำองค์กรที่มีความสำคัญสูงยิ่งในระบบข่าวกรองอเมริกันในคราวนี้ ก็ก่อให้เกิดการถกเถียงกันขนานใหญ่ขึ้นอีกครั้ง

ข้อถกเถียงโต้แย้งทั้ง 2 ครั้งรวมศูนย์อยู่ที่ “แผลเก่า” ของ จินา แฮสเปล เมื่อครั้งทำหน้าที่เป็น “หัวหน้าสถานี” ของซีไอเอประจำกรุงเทพฯ ชั่วระยะเวลาไม่นานนักในปี 2545 หลังเกิดเหตุวินาศกรรมเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ในสหรัฐอเมริกาไม่ถึงปี

การดำรงตำแหน่ง “หัวหน้าสถานี” สั้นๆ ในไทยดังกล่าว กลายเป็นเรื่องอื้อฉาวในเวลาต่อมา ทั้งอื้อฉาวและตกเป็นเป้าในการสอบสวน “อย่างเป็นทางการ” ของคณะกรรมาธิการข่าวกรองวุฒิสภาสหรัฐอเมริกา

ความล้มเหลวของหน่วยงานด้านข่าวกรองทั้งหมดของสหรัฐอเมริกาเป็นที่ประจักษ์ชัด จากเหตุการณ์ 9/11 ดังนั้นในเวลานั้น จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี จึงสั่งการให้ซีไอเอดำเนินการทุกวิถีทาง เพื่อให้ได้ข้อมูลว่าขบวนการก่อการร้ายอัลเคด้า มีแผนจะก่อการร้ายในดินแดนอเมริกันอีกหรือไม่ และมีใครอื่นใดอีกหรือไม่ ทำหน้าที่เป็น “ผู้ปฏิบัติงาน” ของอัลเคด้าในสหรัฐอเมริกา

นั่นคือที่มาและวัตถุประสงค์ของปฏิบัติการของซีไอเอที่ใช้ชื่อรหัสว่า “แคทส์ อาย” ที่มีคุณลักษณะพิเศษต่างจากปฏิบัติการทุกครั้งที่ผ่านมา

เพื่อให้รีด “ข้อมูล” ให้ได้มากที่สุด เจ้าหน้าที่ “ระดับสูงสุด” ของสหรัฐอเมริกา เห็นชอบให้ซีไอเอนำเอาวิธีการนอกรูปแบบที่เคยใช้กันมาในการสอบปากคำ “เชลย” วิธีการดังกล่าวนั้นเรียกกันอย่างเป็นทางการว่า “เทคนิคการสอบสวนเพิ่มพิเศษ”

หลายๆ วิธีที่ถูกแนะนำให้ใช้ตาม “เทคนิคการสอบสวนเพิ่มพิเศษ” ดังกล่าวนั้น “ผิดกฎหมาย” อย่างชัดเจนหากดำเนินการในสหรัฐอเมริกา เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำผิดกฎหมายดังกล่าว ซีไอเอจึงจัดให้มี “สถานที่ลับ” เพื่อดำเนินการนี้ขึ้นในหลายประเทศ มากกว่า 10 แห่ง ถูกเรียกขานกันในเวลาต่อมาว่า “แบล๊กไซต์” เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงการเป็นสถานที่”ลับ” ที่ใช้เพื่อทำสิ่ง “ผิดกฎหมาย” ของมัน

หนึ่งในจำนวน “แบล๊กไซต์” ที่ว่านั้น อยู่ในประเทศไทย และในช่วงหนึ่งมี จินา แฮสเปล เป็นผู้รับผิดชอบ กำกับดูแล ชื่อรหัสที่เรียกขานกันภายในซีไอเอ คือ “ดีเทนชัน ไซต์ กรีน” หรือ “จุดควบคุมตัวสีเขียว”

ตอนที่แฮสเปลเข้ามารับหน้าที่นั้น เป็นช่วงปลายๆ ของการสอบสวน อับดุล อัล ราฮิม อัล นาชิรี สมาชิกอัลเคต้า สัญชาติซาอุดี อาระเบีย ซึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายด้วยการใช้เรือระเบิดพุ่งชนเรือยูเอสเอส โคล เรือพิฆาตอเมริกันในปี 2543 แต่ผู้ก่อการร้ายที่ตกมาอยู่ในมือของ แฮสเปลโดยตรงและถูกสอบสวนด้วย “เทคนิคเพิ่มพิเศษ” ภายใต้การกำกับดูแลของเธอ คือ อาบู ซูเบย์ดา ผู้ก่อการร้ายปาเลสไตน์ ที่เกิดในซาอุดีอาระเบีย ที่เชื่อกันว่ามี “บทบาทสำคัญ” ในอัลเคด้า และมีส่วน “รู้เห็น” ในการโจมตีด้วยการก่อการร้ายสำคัญๆ หลายครั้ง

ซูเบย์ดาถูกสอบด้วย “เทคนิคเพิ่มพิเศษ” ตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2545 เรื่อยไปจนยุติในวันที่ 23 สิงหาคมปีเดียวกัน รวมแล้วเกือบ 20 วัน ในช่วงเวลานี้ ซูเบย์ดาถูกสอบสวนต่อเนื่องด้วย เทคนิคพิเศษผสมกัน ตั้งแต่การจำลองภาวะสำลักน้ำ หรือที่เรียกกันว่าวอเตอร์ บอร์ดดิ้ง, การรัดคอเพื่อเหวี่ยงทั้งลำตัวและหัวกระแทกกำแพงคอนกรีต (วอลลิ่ง), การดึงแขนขาให้เหยียดอยู่ตลอดเวลา, การยัดเข้าไว้ใน “กล่องควบคุม” ขนาดเล็กที่กว้างเพียง 53 ซม. ลึก 76 ซม.และสูง 76 ซม., การใช้เสียงรบกวนและการไม่ยอมให้นอนหลับ ทั้งนี้ทั้งนั้น ยังมีการดึงหน้า ตบ และอื่นๆ

ซูเบย์ดาถูกทรมานด้วยการใช้ผ้าคลุมใบหน้าแล้วราดน้ำให้สำลักหายใจไม่ออก รวมทั้งหมด 83 ครั้ง ถูกยัดเข้ากล่องควบคุมใหญ่ (ขนาดประมาณโลงศพ) รวม 11 วันกับอีก 2 ชั่วโมง, กล่องควบคุมเล็กอีก 29 ชั่วโมง

ถูกทรมานจนอ๊วกแตก หายใจไม่ออก ปากอ้าค้างเต็มไปด้วยฟองน้ำและน้ำลาย เกิดอาการหลอนทางประสาทที่เรียกว่าฮิสทีเรีย ซึ่งเกิดชาเกร็งบริเวณหน้าอก แขนขา ไม่รู้สึกตัว ไม่ตอบสนอง หลายต่อหลายครั้ง ต้องให้ทีมแพทย์เข้าแทรกกลางคันเพื่อช่วยชีวิตอีกหลายครั้ง

ที่น่าสนใจก็คือ ซูเบย์ดาถูกกระทำดังกล่าวจนครบ 20 วัน ทั้งๆ ที่เมื่อผ่านไป 6 วัน มีการประเมิน “เบื้องต้น” ภายใต้ จินา แฮสเปล ว่า “มีความเป็นไปได้สูง” ที่เหยื่อไม่มีอะไรจะพูด และเมื่อครบ 20 วัน ข้อสรุปของทีมสอบ พิสดารนี้ก็คือ ซูเบย์ดาไม่มีข้อมูล “ใหม่” ให้เพิ่มเติม

หลายครั้งที่ ซูเบย์ดาอยู่ในสภาพเลวร้ายชนิดที่ทำให้ “2 หรือ 3 คนในทีมสอบสวน น้ำตาไหล สะอึกสำลักกับสิ่งที่พบเห็น” และ มีเจ้าหน้าที่ 2-3 รายที่บอกว่า ถ้ายังมีการทรมานอย่างนี้ต่อไป ตนเอง “ขอย้าย” ออกจากสถานีนี้

ข้อเท็จจริงทั้งหมดเหล่านั้น เป็นที่รับรู้กันในสังคมอเมริกันหลังจากกรรมาธิการข่าวกรองวุฒิสภา จัดทำรายงานความยาว 76,000 หน้า จากผลการสอบสวนกรณีนี้และเผยแพร่ “บทคัดย่อ” ออกมา

ในรายงานดังกล่าวยังระบุด้วยว่า ในเวลาต่อมา จินา แฮสเปล ยังมีส่วนร่วมในการ ร่างคำสั่งให้ โฮเซ่ โรดริเกซ จัดส่งไปยังสถานีต่างๆ เพื่อทำลายวิดีโอที่บันทึกทารุณกรรมเหล่านั้นเอาไว้ทิ้งไป

กระทรวงยุติธรรมลงมือสอบสวนเรื่องนี้อย่างจริงจัง แต่ลงเอยด้วยการไม่ตั้งข้อหา ใดๆ กับ จินา แฮสเปล

ดูเหมือนสิ่งที่ปกป้องเธอเอาไว้ได้คือ การปฏิบัติตามคำสั่ง (ซึ่งไม่ผิดกฎหมาย เพราะทำในต่างแดน) ของผู้นำของตนอย่างเคร่งครัด

แบล๊กไซต์ ถูก บารัค โอบามา ประกาศยกเลิกหลังเข้ารับตำแหน่งไม่กี่วัน ลีออน พาเนตตา อดีตผู้อำนวยการซีไอเอสั่งยกเลิก “เทคนิคการสอบสวนเพิ่มเติมพิเศษ” ที่ถือว่าเป็นทั้ง “การละเมิดสิทธิมนุษยชน” และ “เป็นการทำลายคุณค่าความเป็นอเมริกัน”

คนในแวดวงสายลับหลายคนยังยืนกรานว่า จินา แฮสเปล มีทั้งความสามารถสูงในการ “ทำตามคำสั่งให้สัมฤทธิผล” แม้จะไม่สอดคล้องกับมนุษยธรรมก็ตามที

แต่ทั้งๆ ที่อยู่ในพรรคเดียวกันกับ ทรัมป์ แรน พอล วุฒิสมาชิกรีพับลิกัน ยังยอมรับ “คุณค่า” ของแฮสเปลไม่ได้ โดยให้เหตุผลไว้ว่า

ยินยอมให้ผู้ที่ “ทารุณกรรมผู้อื่นอย่างร่าเริงยินดี” มาเป็นผู้นำองค์กรสำคัญอย่างซีไอเอไม่ได้