เมื่อวันที่ 26 มีนาคม สำนักข่าวรอยเตอร์อ้างรายงานของสมาคมแรงงานเพื่อความเป็นธรรม (เอฟแอลเอ) ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันของภาคประชาสังคม มหาวิทยาลัยและภาคเอกชน ในการปกป้องสิทธิแรงงาน เผยถึงสถานการณ์ของแรงงานอพยพหญิงในภูมิภาคเอเชียว่าส่วนหนึ่งว่ากำลังเผชิญความเสี่ยงกับการถูกเลือกปฏิบัติและการส่งกลับหากพบว่าตั้งครรภ์ ซึ่งการได้รับการปฏิบัติเช่นนี้เป็นแรงบีบให้แรงงานอพยพหญิงกลุ่มนี้ต้องทำแท้งที่ไม่พึงประสงค์หรือยอมทิ้งลูกวัยทารกของตนเองไป
รายงานของเอฟแอลเอระบุว่า มีแรงงานหญิงอพยพกว่า 122 ล้านคนทั่วโลกที่ไปขายแรงงานนอกประเทศ ส่วนใหญ่ทำงานอยู่ในโรงงานในประเทศแถบเอเชีย เช่น ไต้หวัน ไทย และ มาเลเซีย ซึ่งแรงงานอพยพหญิงเหล่านี้จะถูกบังคับให้ต้องตรวจการตั้งครรภ์เสียก่อน
เอฟแอลเอยังชี้ถึงแนวโน้มปัญหานี้ เช่นในประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นแหล่งการผลิตเพื่อการส่งออกและเป็นจุดหมายปลายทางของแรงงานอพยพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีกฎหมายที่เข้มงวดกับแรงงานหญิงอพยพมากที่สุด โดยกำหนดให้แรงงานอพยพหญิงจะต้องเข้ารับการตรวจการตั้งครรภ์ก่อนเดินทางออกจากประเทศภูมิลำเนาของตนเองและหลังจากนั้นยังต้องตรวจการตั้งครรภ์เป็นประจำทุกปี ขณะที่แรงงานอพยพหญิงที่ทำงานในโรงงานของมาเลเซียจะถูกส่งกลับประเทศในทันทีหากตรวจพบว่าตั้งครรภ์ แต่เพื่อไม่ให้ตนเองถูกส่งกลับ แรงงานอพยพหญิงที่ตั้งครรภ์เหล่านี้ยอมไปทำแท้งเอาทารกในครรภ์ออก และอีกจำนวนมากยอมกลายเป็นแรงงานนอกระบบที่ไม่ได้รับการปกป้องคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน ซึ่งยังเป็นผลให้แรงงานกลุ่มนี้ต้องเผชิญกับการถูกล่วงละเมิดสิทธิต่างๆตามมา
ขณะที่ในไต้หวันแม้จะมีการห้ามตรวจการตั้งครรภ์และห้ามนายจ้างยุติสัญญาการจ้างงานต่อแรงงานหญิงตั้งครรภ์ก็ตาม แต่ไต้หวันก็ไม่มีกฎหมายรับรองสถานะของเด็กที่เกิดมา ทำให้แรงงานหญิงเหล่านั้นถูกบีบให้เลือกระหว่างการทำแท้ง ยอมกลับประเทศหรือยอมทิ้งลูกเพื่อรักษางานที่ตนเองทำเอาไว้ ส่วนกรณีของไทยที่ถูกระบุว่าแม้มีกฎหมายรองรับให้แรงงานหญิงตั้งครรภ์จากพม่า ลาวและกัมพูชา ได้รับสิทธิการดูแลก่อนและหลังคลอดบุตรได้ แต่แรงงานอพยพหญิงเหล่านี้ยังถูกกำหนดให้ต้องทำการตรวจทดสอบการตั้งครรภ์ก่อน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสุขภาพของแรงงานต่างด้าวในการยื่นขอใบอนุญาตทำงานในประเทศไทยด้วย
ในรายงานของเอฟแอลเอยังเรียกร้องให้ยุติการเลือกปฏิบัติของการตั้งครรภ์และเรียกร้องให้ประเทศต่างๆยกเลิกกฎหมายที่เปิดทางให้มีการตรวจหรือสนับสนุนให้มีการตรวจการตั้งครรภ์ รวมถึงการให้คุมกำเนิด ที่เป็นเงื่อนไขในการจ้างแรงงาน นอกจากนี้เอฟแอลเอยังเรียกร้องให้ผู้ประกอบการแบรนด์ต่างๆที่มีพันธะร่วมในข้อพึงปฏิบัติของเอฟแอเอ สนับสนุนความริเริ่มต่างๆที่เป็นการปกป้องแรงงานหญิงตั้งครรภ์ด้วย

