‘โลก’ จับตาสหรัฐ ผนึกพันธมิตรถล่ม ‘ซีเรีย’

15.04.18 | 15:02 น.
(AP Photo/Hassan Ammar)

หมายเหตุ – ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา พร้อมชาติพันธมิตร ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส ได้เปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ ทิ้งระเบิดและจรวดถล่มเป้าหมายที่เชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตและคลังเก็บอาวุธเคมี รวมถึงฐานทัพสำคัญของกองทัพซีเรีย ตรงกับช่วงเช้าเมืองไทย วันที่ 14 เมษายนที่ผ่านมา เป็นการตอบโต้ต่อซีเรียภายใต้การนำของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาด ที่ใช้อาวุธเคมีสังหารประชาชนของตนเอง มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อยกว่า 40 ราย ทำให้เกิดคำถามขึ้นว่า สถานการณ์จะบานปลายถึงขั้นปะทุเป็นสงครามโลกครั้งใหม่ขึ้นหรือไม่ โดยที่มี “รัสเซีย” หนุนหลังรัฐบาลอัสซาดอย่างเหนียวแน่น ต่อไปนี้เป็นบทวิเคราะห์ที่น่าสนใจ


 

วิบูลพงศ์ พูนประสิทธิ์
ที่ปรึกษาสมาคมอเมริกาศึกษาในประเทศไทย
คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

เป็นความจำเป็นที่สหรัฐจำต้องมีการตอบโต้ แต่ความจริงแล้วโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่อยากทำ เขาอยากออกจากซีเรียตามเจตนาด้วยซ้ำ แต่เนื่องจากการใช้อาวุธเคมีเป็นการกระทำที่ผิดหลักสิทธิมนุษยชน ซึ่งสหรัฐและประเทศมหาอำนาจได้ลงนามไว้ที่สหประชาชาติ (ยูเอ็น) หมายความว่าทรัมป์อาจต้องมีการตอบโต้ เรียกว่าหลักการตอบโต้ในกรณีที่กระทำการขัดหลักสิทธิมนุษยชน ดังนั้น การใช้อาวุธเคมีต่อคนของตัวเองถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ถามว่าทำไมไม่ไปทำที่ยูเอ็น คำตอบคือ พอเสนอเรื่องนี้ไปที่ยูเอ็น รัสเซียก็มีวีโต้ เพราะฉะนั้น จึงทำไม่ได้

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการหนึ่งของยูเอ็นที่ออกมาเมื่อปี 2005 เพื่อตอบโต้การกระทำ 4 อย่างว่า รัฐ ไม่ใช่ว่ารัฐเป็นอธิปไตย ไม่ใช่การมีอำนาจเหนือประชาชน แต่ต้องมีความรับผิดชอบต่อประชาชนของตัวเอง ถ้ารัฐใดไม่สามารถปกป้องหรือรับผิดชอบชีวิตประชาชนได้ รัฐอื่นๆ มีหน้าที่ต้องแทรกแซง ซึ่งการใช้อาวุธเคมีทำร้ายประชาชนตัวเองอยู่ใน 4 ข้อดังกล่าว เพราะฉะนั้น นี่คือการเปิดโอกาสให้การทำงานร่วมกัน ทั้งสหรัฐ อังกฤษ สามารถเข้าไปแทรกแซงต่อรัฐนั้น อันหมายถึงซีเรียได้ ฉะนั้น ตรงนี้ย่อมไม่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ แต่อาจมีการพิสูจน์ว่าทำจริงหรือไม่ ฝ่ายกบฏได้ทำหรือไม่ ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ เพราะยังไม่มีพยานหลักฐาน แต่ถ้าไม่ทำจริง คิดว่าประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาด จะออกมาพูดว่าเขาไม่ได้ทำ รัสเซียก็ต้องออกมาปกป้องว่าอัสซาดไม่ได้ทำ พวกกบฏเป็นฝ่ายทำแล้วอ้างชื่อ แต่ตอนนี้ยังเงียบ และอัสซาดก็ไม่ได้ออกมาปฏิเสธ เพราะฉะนั้น ก็น่าเป็นไปได้

Advertisement

ถามว่าแทรกแซงได้ระดับไหน คือพอสมควร สมเหตุสมผล โดยเจมส์ แมททิส รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ ได้ออกมาประกาศแล้วว่านี่เป็นวันชอร์ต คือบอมบ์ครั้งเดียว ไม่ได้บอมบ์ประชาชน แต่บอมบ์ที่โรงงานผลิต โดยอ้างว่าทำตรงนี้โดยชอบด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ แน่นอนว่ารัสเซียไม่เห็นด้วย จึงทำให้เกิดทำถามต่อไปว่าจะขยายเป็นสงครามโลกหรือไม่ ผมคิดว่าไม่ ด้วยเหตุผลคือ 1.สหรัฐไม่พร้อมอยู่แล้ว เพราะโดนัลด์ ทรัมป์ เรื่องส่วนตัวเยอะ ไม่ว่าเรื่องรัสเซีย หรือการเลือกตั้งสหรัฐซึ่งสำคัญต่อตัวทรัมป์มาก เพราะจะอยู่ต่อไปได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับการเลือกตั้งครั้งนี้ และจริงๆ แล้วเขาไม่อยากทำ แต่ด้วยแรงกดดัน หรือถ้าไม่ทำตรงนี้จะกลายเป็นปัญหาซึ่งกระทบต่อผลประโยชน์ยิ่งยวดของสหรัฐทั้งด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ เพราะถ้าไม่ทำ แล้วอังกฤษ ฝรั่งเศสทำเอง โดยร่วมกันทำ หรืออาจมีประเทศอื่นเข้าร่วม ทำให้สหรัฐถูกเขี่ยออกมาจากตะวันออกกลางกลายๆ ทำให้บทบาทของสหรัฐตกลงไป

2.รัสเซียเองก็ไม่อยากเหมือนกัน เพราะกำลังมีปัญหายุ่งยากทางไครเมีย อีกทั้งการเลือกตั้งประธานาธิบดี ซึ่งรัสเซียเองเป็นประเทศที่มีปัญหาภายในอยู่พอสมควร และไม่เป็นประโยชน์ใดๆ หากตอนนี้จะสร้างสงครามในตะวันออกกลาง แต่รัสเซียต้องการเพียงให้สหรัฐอยู่ภายในประเทศเฉยๆ นี่เป็นเหตุผลให้เข้าไปแทรกแซง เพราะต้องการให้ทรัมป์อยู่ในอเมริกาอย่างเดียว ไม่ต้องยุ่งกับโลกมากนัก แต่ถ้ารัสเซียไม่รีแอ๊กอะไรเลยจะทำให้เสียภาพพจน์ของมหาอำนาจ ทำให้ลูกน้องอย่างซีเรียและอิหร่านขาดความเชื่อถือ

โดยสถานการณ์ครั้งนี้ส่งผลกระทบทำให้หุ้นตก ข่าวยังสับสน คนต้องใช้เวลาเสพข่าวพอสมควร หรืออาจมีการวิเคราะห์บางอย่างตามโซเชียลมีเดียที่อาจไม่ตรงกับความเป็นจริงนัก ฉะนั้น เมื่อเป็นเรื่องอ่อนไหวอยู่แล้ว น่าจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกวงกว้างในระยะสั้น แต่หลังจากที่ทุกคนนอนหลับ หรือคิดได้แล้ว ก็อาจเข้าใจว่าจริงๆ น่าจะไม่มีอะไรมากมายนัก ตลอดจนตอนนี้เขากำลังประเมินสถานการณ์อยู่ว่า การเข้าไปทำตรงนี้ประสบความสำเร็จกับเป้าหมายอย่างไร นั่นคือทำลายการผลิตอาวุธของอัสซาดหรือไม่ ถ้ายังไม่ประสบความสำเร็จจริงๆ และยังมีโอกาสทำได้ คิดว่าอาจมีครั้งที่ 2 หรือถ้าการทำลายได้ผล ก็คงไม่มีอะไรต่อไป แต่ถ้าพลาด เป้าหมายไม่โดน ก็มีสิทธิเป็นไปได้


 

สุพันธุ์ มงคลสุธี
ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

ภาคเอกชนคงต้องจับตากรณีกองทัพสหรัฐอเมริกาและชาติพันธมิตร ได้แก่ อังกฤษ และฝรั่งเศส เปิดปฏิบัติการทางทหารถล่มประเทศซีเรีย ว่าจากนี้ไปจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง มีผลกระทบต่อการค้าโลก การค้าประเทศคู่ค้ากับไทยอย่างไรบ้าง โดยในระยะสั้น มองว่า ตอนนี้เหตุการณ์ยังเกิดขึ้นในวงจำกัด แค่ในประเทศซีเรีย แม้ว่ารัสเซียเป็นพันธมิตรกับซีเรีย ออกมาขู่แล้วว่าอาจเกิดสงครามครั้งใหญ่ แต่ผมยังเห็นว่าคงจะยังไม่ลุกลาม จนบานปลายจนกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 อย่างที่เริ่มกังวลแล้ว

ผมยังเชื่อว่า อีกไม่ช้า อาจจะเปิดการเจรจาระหว่าง 2 ฝ่าย ดูตัวอย่างจากกรณีความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกากับเกาหลีเหนือก่อนหน้านี้ ที่หลายฝ่ายประเมินกันว่าจะเกิดสงคราม และลุกลามไปทั่ว แต่ล่าสุด ผู้นำ 2 ประเทศก็สามารถพบปะกันได้ และนำไปสู่การเจรจาเกี่ยวกับอาวุธนิวเคลียร์ จึงมองว่าเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในซีเรียครั้งนี้ เป็นเพราะนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ทำไปเพื่อสร้างกระแสนิยม ดังนั้น ตอนจบน่าจะมีลักษณะคล้ายกรณีของเกาหลีเหนือ

สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในระยะสั้นจากการโจมตีซีเรียครั้งนี้ ต้องรับมือกับราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น และค่าเงินบาท ที่ขณะนี้ยังแข็งค่า ถ้าเงินบาทแข็งค่าไปกว่านี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คงต้องเข้าไปดูแล

ในส่วนเรื่องการส่งออก คาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบ เพราะการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและตะวันออกกลาง ยังมีมูลค่าไม่มากนัก และไทยส่งสินค้าไปยังตะวันออกกลางน้อยมาก อีกทั้งเศรษฐกิจโลกยังเติบโต เศรษฐกิจสหรัฐยังไปได้ดี ดังนั้น คิดว่าคำสั่งซื้อล่วงหน้า (ออเดอร์) สินค้าไทยยังคงมีอย่างต่อเนื่อง คงไม่ชะงักจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในซีเรีย รวมถึงยังไม่อาจระบุได้ว่าจะกระทบต่อเป้าหมายการส่งออกปีนี้ต่ำกว่า 8% อย่างที่รัฐบาลตั้งไว้หรือไม่

ผมขอติดตามสถานการณ์ในช่วง 2-3 วันก่อนเปิดทำการหลังหยุดยาวสงกรานต์ก่อนว่า เหตุการณ์ในซีเรียจะเป็นไปทิศทางใด เพื่อที่จะพิจารณาว่าจะเรียกประชุมหารือคณะกรรมการและสมาชิก ส.อ.ท. หรือไม่ ก่อนนำไปหารือกับสมาชิกภาคเอกชน 3 สถาบันภาคเอกชน (กกร.) หรือไม่ ที่ประกอบด้วยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสถาบันธนาคารไทย ขณะนี้คงเร็วเกินไปที่จะสรุปอะไรออกมา เพราะเพิ่งเกิดเหตุการณ์ขึ้น และอยู่ในช่วงวันหยุดยาว คงต้องดูอีกซักระยะก่อน

ในทางกลับกัน เห็นว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น น่าจะเป็นโอกาสของการลงทุนของไทย เพราะนักลงทุนต่างชาติ ต้องพิจารณาและมองว่าไทยเป็นเซฟตี้โซน หรือพื้นที่ปลอดภัยในการลงทุนอนาคต อีกทั้งไทยไม่ใช่ประเทศที่มีปัญหาระหว่างประเทศ ดังนั้น น่าจะช่วยทำให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจไทยมากขึ้น และช่วยผลักดันให้เกิดการลงทุนในระยะต่อไปได้ดี โดยไทยเองได้เปรียบประเทศอื่นๆ เพราะไทยเป็นฐานการลงทุนที่สำคัญของอาเซียน และรัฐบาลเองก็มีนโยบายในการสนับสนุนการลงทุนจากนานาชาติ


โจนาธาน มาร์คัส
นักข่าวบีบีซีผู้คร่ำหวอดในแวดวงข่าวสายทหาร

การโจมตีซีเรียของชาติพันธมิตรตะวันตกที่นำโดยสหรัฐครั้งนี้ ถือว่ามีนัยสำคัญมากกว่าครั้งก่อนที่สหรัฐปฏิบัติการโจมตีซีเรียทางอากาศเมื่อต้นปีที่แล้วด้วยการยิงจรวดถล่มเป้าหมายในซีเรียราว 59 ลูก เพื่อตอบโต้ที่ซีเรียใช้ก๊าซพิษซารินโจมตีเมืองข่านชีคฮูน ในจังหวัดอิดลิบ จนเป็นผลให้พลเรือนเสียชีวิตกว่า 70 ราย บาดเจ็บอีกกว่าครึ่งพัน แต่ดูเหมือนการโจมตีครั้งนี้ดูจะแรงขึ้นกว่าการโจมตีครั้งก่อนเพียงเล็กน้อย โดยมีการใช้จรวดยิงถล่มเพิ่มขึ้นเพียงราวเท่าตัว ขณะที่การโจมตียังอยู่ในวงจำกัดและปฏิบัติการโจมตีได้สิ้นสุดลงแล้ว ตามที่ “เพนตากอน” กระทรวงกลาโหมสหรัฐยืนยันว่าเป็นปฏิบัติการโจมตีต่อเนื่องเพียงครั้งเดียว!

การโจมตีครั้งนี้จะหยุดยั้งประธานาธิบดีอัสซาดไม่ให้กระทำในสิ่งที่เป็นภัยคุกคามอย่างการใช้อาวุธเคมีได้หรือไม่? หลังจากสหรัฐคว้าน้ำเหลวมาแล้วในการจะทำให้ผู้นำซีเรียยอมเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ส่วนในครั้งนี้จะก่อผลลัพธ์ใดที่แตกต่างไปจากครั้งก่อนได้หรือไม่


พล.ท.เจมส์ ดูบิก
นายทหารเกษียณอายุราชการและนักวิชาการอาวุโส
ประจำสถาบันสงครามศึกษาในสหรัฐ

เมื่อมีการประสานผนึกกำลังกันระหว่างรัสเซีย อิหร่าน และอัสซาด การโจมตีที่เราอาจจะมองว่าเป็นไปในวงจำกัดและมีความแน่นอน อาจจะเป็นการตีความผิดไปได้ โดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือมากกว่านั้นอาจจะสร้างความชอบธรรมให้แก่มุมมองของตนเองในการที่จะลงมือโจมตีเพื่อตอบโต้อีกฝ่าย


โรเบิร์ต ฟอร์ด
อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำซีเรีย
และนักวิชาการจากสถาบันตะวันออกกลาง
และมหาวิทยาลัยเยล

มาตรการทางทหารจะยับยั้งกองกำลังอัสซาดจากการใช้อาวุธเคมีได้ก็ต่อเมื่อสหรัฐลงมือโจมตีติดตามผลอย่างต่อเนื่อง หากมีการกระทำอันโหดร้ายป่าเถื่อนเกิดขึ้นอีก เพราะไม่คิดว่าการโจมตีสั่งสอนซีเรียเพียงครั้งเดียวจะได้ผล เหตุผลส่วนหนึ่งที่กองกำลังซีเรียใช้อาวุธเคมีในการโจมตีเพราะขาดแคลนกำลังพล และเขาเชื่อว่าผู้นำซีเรียจะทำการทดสอบสหรัฐขึ้นอีก ซึ่งสหรัฐก็จะต้องลงมือสั่งสอนซีเรียเช่นนี้อีก