ใกล้เข้ามาทุกทีกับการเป็นเจ้าภาพการประชุมผู้นำยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (Ayeyawady – Chao Phraya – Mekong Economic Cooperation Strategy: ACMECS-แอคเมคส์) ครั้งที่ 8 ของไทย ระหว่างวันที่ 15-16 มิถุนายนนี้ ซึ่งผู้นำจากชาติสมาชิกรวม 5 ชาติ คือไทย กัมพูชา พม่า ลาว และเวียดนาม จะมาหารือกันที่กรุงเทพมหานคร
แอคเมคส์เป็นความร่วมมือที่เกิดขึ้นจากความริเริ่มของไทยตั้งแต่ปี 2546 มุ่งเน้นไปที่ประเทศลุ่มแม่น้ำโขงซึ่งเป็นสมาชิกอาเซียน นับถึงปัจจุบันก็ล่วงเข้าสู่ปีที่ 15 ของการก่อตั้ง ไทยได้แสดงบทบาทในฐานะประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือแก่ชาติสมาชิกเพื่อนบ้านทั้ง 4 ชาติ ภายใต้วัตถุประสงค์ 5 ประการคือ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจตามแนวชายแดน เพื่ออำนวยความสะดวกในการย้ายอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมการผลิตไปยังพื้นที่ที่ได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ เพื่อสร้างโอกาสการจ้างงาน และลดช่องว่างทางเศรษฐกิจและการพัฒนาระหว่างประเทศสมาชิก เพื่อส่งเสริมให้เกิดสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองแบบยั่งยืนร่วมกัน และเพื่อส่งเสริมการบูรณาการของอาเซียนในภาพรวม
ปัจจุบันแอคเมคส์มีความร่วมมือใน 8 สาขา ได้แก่ การอำนวยความสะดวกทางการค้าการลงทุน การเกษตร อุตสาหกรรมและพลังงาน ความเชื่อมโยงทางคมนาคมขนส่ง การท่องเที่ยว การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม โดยประเทศสมาชิกได้แบ่งกันรับหน้าที่เป็นประเทศนำในแต่ละสาขา
ในส่วนของไทยไทยเป็นประเทศนำใน 2 สาขาคือการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน ซึ่งได้มีการจัดตั้งศูนย์ One-Stop-Service เพื่อการค้าบริเวณชายแดน ในพื้นที่ควบคุมร่วมกัน (Common Control Area) ที่ด่านพรมแดนมุกดาหาร และการดำเนินการในด้านกฎหมายเพื่อส่งเสริมการใช้ระบบ Single Stop Inspection บริเวณชายแดน โดยด่านมุกดาหาร-สะหวันนะเขต การสนับสนุนการใช้เงินสกุลท้องถิ่น สำหรับการค้าชายแดน โดยธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีการผ่อนปรนกฎระเบียบสำหรับผู้มีถิ่นพำนักนอกประเทศไทย เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้าชายแดน โครงการความร่วมมือด้านพาณิชย์อิเลคทรอนิคส์ (E-Commerce) โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเสนอจะให้การสนับสนุนการดำเนินโครงการในลักษณะนี้ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน
ส่วนความร่วมมือในด้านสาธารณสุข ก็มีความสำเร็จในการเฝ้าระวังและควบคุมโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง(เมอร์ส) รวมทั้งการส่งเสริมการป้องกันและควบคุมโรคติดต่ออุบัติใหม่ในพื้นที่ชายแดน
เวียดนามเป็นประเทศนำใน 2 สาขา คือ ความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมและพลังงาน ซึ่งยังอยู่ระหว่างการประสานงานและการหาเงินทุน ขณะที่ความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อม เวียดนามได้เสนอร่างแผนงานเพื่อส่งเสริมความร่วมมือในระยะยาวระหว่างประเทศสมาชิกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ
ความร่วมมือด้านการเกษตร ซึ่งพม่าเป็นประเทศนำ โครงการสำคัญคือการทำเกษตรแบบมีสัญญา (Contract Farming) โดยกระทรวงพาณิชย์ของไทยได้การส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยไปลงทุนเพาะปลูกสินค้าเกษตรที่ไทยผลิตไม่พอในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเป็นการสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับประชาชนในประเทศเพื่อนบ้าน และไทยได้ประโยชน์จากการนำเข้าเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าแปรรูปต่อไป ซึ่งไทยได้ลงนามบันทึกความเข้าใจการทำเกษตรแบบมีสัญญาระหว่างไทย-ลาว และไทย-กัมพูชา นอกจากนี้ไทยยังได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการสำหรับประเทศสมาชิก และยังมีโครงการอาสาสมัครให้ความรู้ทางวิชาการแก่เกษตรกรในประเทศสมาชิกอีกด้วย
ส่วนความร่วมมือด้านการเชื่อมโยงคมนาคมซึ่งลาวเป็นประเทศนำมีการจัดทำข้อตกลงและกฎระเบียบการขนส่งข้ามพรมแดนระหว่างประเทศสมาชิกให้สอดคล้องกัน ทั้งยังมีการยกระดับการพัฒนาเส้นทางคมนาคมและสะพานในเส้นทางการท่องเที่ยวระหว่างประเทศสมาชิก และมีโครงการพัฒนาเส้นทางและสร้างสะพานเพื่อเชื่อมโยงระหว่างกันให้ดีขึ้น
ในประเด็นความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว ซึ่งกัมพูชาเป็นประเทศนำนั้น ปริมาณนักท่องเที่ยวในแอคเมคส์มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีการสนับสนุนากรท่องเที่ยวซึ่งกันและกัน โดยประเทศสมาชิกเห็นพ้องว่า นโยบายการท่องเที่ยวต้องคำนึงถึงการสร้างสมดุลระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจควบคู่กับการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน และควรให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นและสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่และการกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวอย่างทั่วถึง เพื่อนำไปสู่การใช้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
สำหรับความร่วมมือด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งเวียดนามเป็นประเทศนำ เน้นไปที่การให้ทุนแก่ประเทศสมาชิกเพื่อมาศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยในไทย รวมถึงจัดโครงการพัฒนาฝีมือแรงงานตามแนวชายแดน
ในโอกาสที่ไทยเป็นประธานแอคเมคส์ในปีนี้ ไทยได้ให้ความสำคัญต่อการปฏิรูปแอคเมคส์ โดยการเสนอให้จัดทำแผนแม่บทแอคเมคส์ระยะ 5 ปี (พ.ศ.2562- 2566) ซึ่งเป็นไปตามผลของการประชุมผู้นำแอคเมคส์ ครั้งที่ 7 ที่กรุงฮานอย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของแอคเมคส์ และกำหนดยุทธศาสตร์ความร่วมมือที่สำคัญต่อประเทศสมาชิก เพื่อให้สอดรับกับความท้าทายที่สมาชิกกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน รวมถึงจัดการกับความร่วมมือในระดับอนุภูมิภาคที่ซ้ำซ้อนกัน เพื่อให้สามารถบริหารจัดการความร่วมมือกับประเทศหุ้นส่วนที่มีอยู่หลายกรอบได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
แผนแม่บทดังกล่าวจะเป็นแผนแม่บทฉบับแรกของอนุภูมิภาคนี้ ซึ่งประกอบด้วยสามเสาหลัก (3S) คือ Seamless Connectivity เน้นการเติมเต็มเส้นทางคมนาคมที่ยังขาดหายในทุกมิติของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง Synchronized ACMECS Economies เน้นการเชื่อมโยงทางด้านระบบและกฎระเบียบ และการระดมทุนเพื่อการพัฒนาในมิติต่างๆ และ Smart and Sustainable ACMECS เน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสาขาที่ประเทศสมาชิกมีศักยภาพและให้ความสำคัญ
นอกเหนือจากนี้ยังจะมีเอกสารปฏิญญากรุงเทพ (Bangkok Declaration) เพื่อแสดงเจตนารมณ์ของประเทศสมาชิกที่จะใช้ประโยชน์จากความแข็งแกร่งและความหลากหลายของประเทศสมาชิก เพื่อให้เกิดความร่วมมือกันในลักษณะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ โดยมีแผนแม่บทฉบับแรกของแอคเมคส์ เป็นแนวทางในการส่งเสริมความเชื่อมโยงในทุกด้านแบบไร้รอยต่อ และเพื่อให้การพัฒนาภูมิภามีความยั่งยืนและมีนวัตกรรมเพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน และให้มีการดำเนินการตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อให้อนุภูมิภาคนี้เป็น “ศูนย์กลางแห่งการเจริญเติบโต” ที่มีความรับผิดชอบและมีส่วนร่วมที่สร้างสรรค์ในเวทีระหว่างประเทศ รวมทั้งส่งเสริมการบูรณาการของอาเซียนในภาพรวม โดยเน้นการส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึงของทุกภาคส่วน รวมภาคส่วนอื่นๆ ที่จะเข้ามาเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา
ล่าสุดเมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา คณะทำงานระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสแอคเมคส์เพิ่งจะประชุมเพื่อยกร่างแผนแม่บทแอคเมคส์ ครั้งที่ 3 ซึ่งมีผู้แทนจากประเทศสมาชิกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม การประชุมดังกล่าวเป็นการเตรียมการสำหรับการประชุมผู้นำแอคเมคส์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีก 2 เดือนข้างหน้า ซึ่งจะจัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “สู่การรวมตัวและเชื่อมโยงของประชาคมแม่โขง” หรือ “Towards an Integrated and Connected Mekong Community”
ที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบต่อร่างกำหนดการเวทีการหารือสำหรับผู้นำภาคธุรกิจของแอคเมคส์(ACMECS CEO Forum) ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 15 มิถุนายน ภายใต้หัวข้อ “เชื่อมต่ออนาคต : เพิ่มพูนความร่วมมือและการรวมตัวของแอคเมคส์” หรือ “Connecting our Future: Enhancing ACMECS Cooperation and Integration” อีกด้วย
นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้ตกลงเนื้อหาในแผนแม่บทแอคเมคส์ เพื่อที่จะนำเสนอให้ที่ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสแอคเมคส์พิจารณาก่อนจะนำเสนอให้ที่ประชุมในผู้นำแอคเมคส์ครั้งที่ 8 ให้การรับรองต่อไป อย่างไรก็ดีเนื่องจากแผนงานและโครงการซึ่งเป็นแผนปฏิบัติการแนบท้ายแผนแม่บทแอคเมคส์มีเป็นจำนวนมาก และยังถือเป็นเอกสารที่ยังปรับปรุงแก้ไขได้ ที่ประชุมจึงเห็นชอบต่อข้อเสนอของไทยในการจัดลำดับความสำคัญของแผนปฏิบัติการภายใต้แผนแม่บท ในระยะ 1-2 ปีแรก จะเน้นโครงการส่งเสริมความเชื่อมโยงตามระเบียงเศรษฐกิจแนวตะวันออก-ตะวันตก (East West Economic Corridor – EWEC) และแนวพื้นที่เศรษฐกิจตอนใต้ (Southern Economic Corridor – SEC) โดยให้พัฒนาทั้ง 3 ด้านหรือ 3 เสา ได้แก่ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Hardware) เช่น คมนาคม ดิจิทัล และพลังงาน ด้านโครงการเชื่อมโยงกฎระเบียบ การค้า การลงทุน การระดมทุน (Software) และ ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Development) ไปตามแนวระเบียงเศรษฐกิจทั้งสอง
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบที่จะให้ประเทศซึ่งดำรงตำแหน่งประธานแอคเมคส์ในแต่ละปี จัดการประชุมคณะกรรมการประสานงาน 3 เสาภายใต้แผนแม่บทฯ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ก่อนการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสแอคเมคส์ หรือตามที่เห็นสมควร รวมทั้งได้เห็นชอบต่อรูปแบบและสารัตถะของร่างปฏิญญากรุงเทพ (Bangkok Declaration) ที่ไทยยกร่าง ซึ่งประเทศสมาชิกจะนำไปพิจารณาเพิ่มเติมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยแผนแม่บทแอคเมคส์และปฏิญญากรุงเทพ จะเป็นเอกสารผลลัพท์ของการประชุมผู้นำแอคเมคส์ ครั้งที่ 8 ในไทยต่อไป

