ท่ามกลางความยินดีที่ผู้นำเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ได้พบปะหารือครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งนำไปสู่การประกาศยุติสงครามเกาหลี รวมถึงการตั้งเป้าหมายที่จะทำให้คาบสมุทรเกาหลีเป็นเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐยังคงยืนยันว่า เขาจะเดินหน้ากดดันเกาหลีเหนือผ่านการคว่ำบาตรต่อไป ก่อนหน้าการหารือระหว่างเขากับนายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือจะเกิดขึ้น
ทรัมป์ได้ให้สัมภาษณ์หลังพบกับนางอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ซึ่งอยู่ระหว่างเดินทางเยือนสหรัฐอย่างเป็นทางการ โดยแสดงความคาดหวังว่าการพบปะหารือระหว่างเขากับผู้นำเกาหลีเหนือ ซึ่งจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าจะทำให้เกิดผลที่จับต้องได้และสร้างสรรค์
อย่างไรก็ดีทรัมป์ย้ำว่า สหรัฐจะไม่ทำความผิดซ้ำรอยรัฐบาลที่ผ่านๆ มา โดยจะยังคงเดินหน้ากดดันเกาหลีเหนืออย่างสูงสุด จนกว่าการปลดอาวุธนิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลีจะเกิดขึ้นจริง
ประธานาธิบดีสหรัฐระบุว่า ผู้นำเกาหลีเหนือจะต้องละทิ้งโครงการพัฒนาขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ของตนเองอย่างสมบูรณ์ ทั้งยังยกความดีให้กับมาตรการคว่ำบาตรต่างๆ ของรัฐบาลสหรัฐ รวมถึงมาตรการกดดันทางการทหารว่าเป็นปัจจัยที่ช่วยให้ผู้นำเกาหลีเหนือหันกลับสู่โต๊ะเจรจา
การนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าแม้มาตรการคว่ำบาตรจะส่งผลในแง่ลบต่อเกาหลีเหนือ แต่นายคิม จอง อึน อาจเชื่อว่าเขากำลังถือไพ่เหนือกว่า และไม่น่าจะยุติศักยภาพด้านการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์อย่างสมบูรณ์ เนื่องจากเห็นว่าการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์มีส่วนอย่างสำคัญต่อความอยู่รอดของระบอบการปกครองภายใต้ตระกูลคิม
ด้านนายเจมส์ แมททิส รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ กล่าวว่า สหรัฐจะหาทางสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกับเกาหลีเหนือผ่านการดำเนินมาตรการต่างๆ แต่ปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับอนาคตของกองกำลังสหรัฐในเกาหลีใต้ ที่ปัจจุบันได้ประจำการอยู่ในเกาหลีใต้ 28,500 นาย

