สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า เมื่อวันที่ 28 เมษายน เกาหลีเหนือสดุดีการประชุมสุดยอดกับเกาหลีใต้ว่าเป็น “การพบปะครั้งประวัติศาสตร์” ที่ปูทางไปสู่การเริ่มต้นยุคใหม่หลังจากผู้นำทั้ง 2 ให้คำมั่นสัญญาว่าจะสร้างสันติภาพถาวรและปลดอาวุธนิวเคลียร์จากคาบสมุทรเกาหลี
สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) ของเกาหลีเหนือรายงานเนื้อหาของปฏิญญาปันมุนจอมที่ผู้นำทั้ง 2 ชาติเห็นพ้องกันฉบับเต็มและระบุว่า การพบกันเปิดทางไปสู่ “การปรองดอง เอกภาพ สันติภาพและความรุ่งเรืองแห่งชาติ”
ในเอกสารฉบับดังกล่าว นายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือและประธานาธิบดีมุน แจ อิน ของเกาหลีใต้ “ยืนยันถึงเป้าหมายร่วมกันในการทำให้คาบสมุทรเกาหลีปราศจากนิวเคลียร์ผ่านการปลดอาวุธนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์”
แต่วลีดังกล่าว เป็นถ้อยคำสละสลวยทางการทูตที่เปิดกว้างสำหรับการตีความของทั้ง 2 ฝ่าย
รัฐบาลเกาหลีเหนือมีความต้องการมายาวนานที่จะเห็นการยุติการมีอยู่ของกองทัพสหรัฐ และการพึ่งพาระบบป้องกันนิวเคลียร์ของสหรัฐของเกาหลีใต้ แต่เกาหลีเหนือเป็นฝ่ายบุกรุกเกาหลีใต้เมื่อปี 2493 และเเป็นฝ่ายเดียวที่มีอาวุธนิวเคลียร์อยู่ในครอบครอง
นักวิเคราะห์จำนวนมากแสดงความยินดีอย่างระมัดระวังถึงผลลัพท์ของการประชุม แต่เตือนว่าการแสดงออกของความรักใคร่ระหว่าง 2 เกาหลีและคำมั่นสัญญาของเกาหลีเหนือก่อนหน้านี้ท้ายที่สุดแล้วอาจกลับกลายเป็นศูนย์
ทั้งนี้ เป็นเวลาหลายปีมาแล้วที่รัฐบาลเกาหลีเหนือยืนยันว่าจะไม่มีทางยอมทิ้ง “ดาบอันล้ำค่า” หรืออาวุธนิวเคลียร์ของตนที่พวกเขาระบุว่าจำเป็นสำหรับการป้องกันตัวจากความเป็นไปได้ที่สหรัฐจะรุกราน
แต่เกาหลีเหนือได้ใช้อาวุธนิวเคลียร์เป็นข้อต่อรองในการเจรจาเพื่อแลกเปลี่ยนกับการรับประดันด้านความมั่นคง แม้ว่านายคิมจะไม่ได้อ้างถึงเรื่องดังกล่าวต่อสาธารณะในการประชุมที่น่าตื่นเต้นเมื่อวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา
ในรายงานข่าวอีกชิ้น เคซีเอ็นเอระบุว่า ผู้นำทั้ง 2 “เปิดใจและแลกเปลี่ยนมุมมองกันอย่างตรงไปตรงมา” ในหลากหลายประเด็น ซึ่งรวมถึง “การสร้างสันติภาพและปลดอาวุธนิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลี”
หนังสือพิมพ์โรดอง ซินมุนที่เป็นกระบอกเสียงของพรรคแรงงานเกาหลีเหนือรายงานข่าวนี้ 4 จาก 6 หน้า โดยลงรูปทั้งหมด 60 รูป ในจำนวนนี้ 15 รูปอยู่บนหน้า 1
ด้านหนังสือพิมพ์ของเกาหลีใต้แสดงความยินดีอย่างระมัดระวัง แต่ยังคร่ำครวญถึงเรื่องพันธสัญญาในการปลดอาวุธนิวเคลียร์ที่ไม่หนักแน่นเพียงพอ
หนังสือพิมพ์แนวอนุรักษนิยมอย่างโชซอนระบุในบทบรรณาธิการว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นบวกในแง่ของการฟื้นสัมพันธ์ระหว่าง 2 เกาหลี แต่ยังคงมีช่องว่างมากเกินไปในการปลดอาวุธนิวเคลียร์
ขณะที่หนังสือพิมพ์จุงอังระบุว่าสถานการณ์ปัจจุบัน “แตกต่างไปมาก” จากเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เมื่อผู้นำสหรัฐกับเกาหลีเหนือยังคงอวดเบ่งใส่กันว่าปุ่มกดอาวุธนิวเคลียร์ของใครใหญ่กว่า และอาวุธของใครทรงพลังมากกว่า แต่ก็ยังคงอยู่บนเส้นทางยาวไกลก่อนที่จะสามารถปลดอาวุธนิวเคลียร์ได้
ส่วนเดอะ โคเรียเฮรัลด์ รายงานในเชิงบวกมากกว่าโดยระบุว่า การประชุมระหว่าง 2 เกาหลีเป็น “ก้าวแรกที่นำไปสู่การประชุมสุดยอดระหว่างสหรัฐกับเกาหลีเหนือ”

