เมื่อวันที่ 10 พ.ค. ดร.ชัยวัฒน์ มีสันฐาน อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 14 ของประเทศมาเลเซียนับเป็นการเลือกตั้งที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศเนื่องจากอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประเทศที่มีการปกครองภายใต้รัฐบาลเดียวมากว่า 63 ปี เพราะเกิดขึ้นในช่วงที่คะแนนเสียงของรัฐบาลตกลงถึงจุดต่ำสุดด้วยปัญหาการทุจริตและปัญหาค่าครองชีพ นอกจากนี้คู่แข่งของพรรคร่วมรัฐบาลหรือ BARISAN NASIONAL (BN) คือ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรค นายมหาธีร์ โมฮัมหมัดผู้ซึ่งเคยปกครองมาเลเซียมากว่า 22 ปี จนได้รับการขนานนามว่าเป็นบิดาแห่งความทันสมัยและเปรียบเสมือนครูของนายนาจิบ ราซัก เอง การเลือกตั้งครั้งนี้นอกเหนือจากเป็นการแข่นขันระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาลแล้วยังเป็นการขับเคี่ยวกันระหว่างครูกับศิษย์จนถูกเรียกว่ามารดาแห่งการเลือกตั้ง (Mother of Election)

“จุดแตกหักของนายมหาธีร์ โมฮัมหมัด กับนายนาจิบ ราซัก คือการปลดบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของมหาธีร์ ชื่อมุครีซ ออกจากตำแหน่งมุขมนตรีแห่งรัฐเคดาห์หลังจากที่เข้าร่วมกับอดีตรองนายกรัฐมนตรี นายมุห์ยิดดีน ยัสซีน ออกมาโจมตีปัญหาการทุจริตและการบริหารงานของนายนาจิบ ซึ่งปัญหาความขัดแย้งดังกล่าวทำให้มีสมาชิกพรรคอัมโนระดับสูงจำนวนหนึ่งที่ออกมาโจมตีถูกขับออกจากพรรค กลุ่มคนเหล่านี้จึงย้ายไปอยู่กับมาฮาธีร์และตั้งกลุ่มทางการเมืองขึ้นด้วยการรวมตัวกับพรรคร่วมฝ่ายค้านเพื่อต่อสู้กับนายนาจิบ ในนาม PAKATAN HARAPAN
“เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2561 นายนาจิบ ราซัก ประกาศยุบสภาแล้วกำหนดวันเลือกตั้งใหม่คือวันที่ 9 พฤษภาคม 2561 ซึ่งการประกาศยุบสภาดังกล่าวเป็นการชิงยุบสภาเพื่อเป็นประโยชน์ต่อพรรคร่วมรัฐบาล หลังจากนั้นรัฐบาลรักษาการภายใต้การนำของนายนาจิบ ประกาศใช้มาตรการต่างๆ ทั้งการแบ่งเขต การเลือกตั้งใหม่เพื่อหวังจะลดฐานคะแนนของฝ่ายค้านในเขตนั้นๆลง อีกทั้งมีการกำหนดเวลาการหาเสียงที่ผู้จะปราศรัยนอกพื้นที่ต้องแจ้งก่อน 10 วัน นอกจากนี้การเลือกตั้งที่จัดขึ้นวันพุธก็เป็นการสร้างความยากลำบากในการไปลงคะแนนเสียงของคนในวัยทำงานซึ่งพวกเขาเหล่านั้นเป็นกลุ่มของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงสูงที่สุด และส่วนใหญ่อยู่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล การสกัดกั้นด้านต่างๆจากฝ่ายรัฐมีให้เห็นอย่างต่อเนื่องจากวันแรกจนถึงวันสุดท้ายจนทำให้นักวิชาการส่วนใหญ่มีโน้มเอียงไปทางฝ่ายรัฐบาลว่าจะสามารถรักษาอำนาจต่อไปได้ด้วยกลยุทธ์และอำนาจต่างๆที่รัฐมี
“อย่างไรก็ตามเมื่อการนับคะแนนเสร็จสิ้นกลับพบว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านสามารถเอาชนะพรรคร่วมรัฐบาลไปได้อย่างเหนือความขาดหมายด้วยจำนวนเก้าอี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 104 ต่อ79 ที่นั่งทำให้พรรคฝ่ายค้านมีสิทธ์จัดตั้งรัฐบาล และนับเป็นการโค่นอำนาจสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ หลังจากที่พรรคร่วมรัฐบาลครองประเทศมากว่า 63 ปี ซึ่งสาเหตุของการพ่ายแพ้ในครั้งนี้มาจากสถานการณ์ที่เรียกว่า สึนามิทางการเมืองที่เกิดขึ้นสองลูกด้วยกันคือ สึนามิมลายู และสึนามิดายัก ชาวมลายูที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศและชาวดายักที่เป็นกลุ่มชาติพันธ์ในรัฐซาราวักซึ่งแต่เดิมเคยให้การสนับสนุนรัฐบาลเสมอมาได้เปลี่ยนใจมาเลือกพรรคฝ่ายค้าน สึนามิการเมืองครั้งนี้ไม่อยู่ในการคาดการณ์ของทางฝ่ายรัฐบาลเพราะรัฐบาลเองมั่นใจว่าสามารถรักษาฐานเสียงของตนเองไว้ได้ เนื่องจากการรวมตัวครั้งนี้เป็นการรวมตัวบนพื้นฐานของการต้องการโค่นล้มนายนาจิบ ราซัก นโยบายต่างๆที่นำเสนอในขณะนี้จึงเป็นนโยบายเฉพาะกิจที่เน้นการยกเลิกสิ่งที่นายนาจิบได้ทำไว้ จึงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าหลังจากที่นายมหาธีร์ โมฮัมหมัดได้เข้าสาบานตนและตั้งคณะรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว” ดร.ชัยวัฒน์กล่าว

