โลกการเมืองระหว่างประเทศในช่วงที่ผ่านมาหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าการเริ่มต้นเจรจาระหว่าง “เกาหลีเหนือ” และ “เกาหลีใต้” นั้นจะเป็นเรื่องที่ต้องจับตามอง
อาจเรียกได้ว่าเป็นการเริ่มต้นสู่การลดความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลีเหนือ ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าอาจนำไปสู่ “สงครามโลกครั้งที่ 3” ลงได้
แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศยักษ์ใหญ่อย่าง “สหรัฐอเมริกา” และ “จีน” ในการแข่งขันเพื่อไปสู่การเป็น “มหาอำนาจโลก” ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานั้น
ในเวลานี้อาจส่งผลกระทบกับประชาคมโลกมากยิ่งกว่าความขัดแย้งของสองชาติในเอเชียตะวันออกเสียอีก เมื่อนั่นอาจสำไปสู่ “สงครามการค้า” ที่อาจปะทุขึ้นในอีกไม่ช้าไม่นานนี้
ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ที่แม้จะเริ่มเผชิญหน้ากันมาก่อนหน้านี้แล้ว ทว่าสถานการณ์กลับมาตึงเครียดมากขึ้นอีกครั้งหลัง “โดนัลด์ ทรัมป์” เศรษฐีอสังหาริมทรัพย์ผู้ขาดซึ่งประสบการณ์ด้านการเมือง ได้รับเลือกเข้าสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2017 ที่ผ่านมา
“ทรัมป์” ประกาศนโยบายทางเศรษฐกิจที่พุ่งเป้าโจมตีไปที่จีนโดยเฉพาะ อ้างเหตุผลเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ อ้างความชอบธรรมตามนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน”
นั่นเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับการดำรงตำแหน่งของ “สี จิ้นผิง” ประธานาธิบดีจีนที่เพิ่งได้รับการยกย่องเทียบเท่า “จักรพรรดิ” จากสภาประชาชนจีนที่เปิดทางให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีได้ “ตลอดกาล”
ความตึงเครียดทางเศรษฐกิจปะทุขึ้นเมื่อทรัมป์ ประกาศขึ้นภาษีเหล็กและอลูมิเนียม 25 และ 10 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ ส่งผลให้สองฝ่ายขึ้นกำแพงภาษีตอบโต้กันไปมาหลายครั้งในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายนที่ผ่านมาโดยเน้นไปที่สินค้านำเข้าของอีกฝ่าย สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นจนสองฝ่ายต่างต้องหันหน้ามาเจรจากัน
การเจรจานัดแรกเกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อนและจบลงด้วยข้อเสนอของสหรัฐที่จีนยืนยันว่า “รับไม่ได้” เช่น การเรียกร้องให้จีนลดปริมาณการได้เปรียบดุลการค้าต่อสหรัฐ จาก 370,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐลง 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2020 การเรียกร้องให้จีนยุติการอุดหนุนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในประเทศ รวมไปถึงการบีบบังคับให้จีนยอมรับเงื่อนไขข้อบับคับในการลงทุนของจีนด้านเทคโนโลยีในสหรัฐ ขณะที่เรียกร้องให้จีนเปิดกว้างต่อการลงทุนของนักลงทุนสหรัฐในจีน เป็นต้น
อย่างไรก็ดียังมีสัญญาณบวก ที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่าจำเป็นที่จะต้องมีการเจรจากันต่อไป โดยจีนจะส่งตัวแทนไปเจรจากับรัฐบาลสหรัฐที่กรุงวอชิงตัน ในสัปดาห์หน้านี้
******
ศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมองเห็นความเป็นไปของสถานการณ์ดังกล่าวจึงจัดอภิปรายทางวิชาการเรื่อง “จีน VS สหรัฐฯ 2018” ขึ้นเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคมที่ผ่านมาเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจถึงความสัมพันธ์ทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมืองของสองชาติ โดยมีผู้เชี่ยวชาญอย่างศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรองศาสตราจารย์ ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ร่วมให้ความรู้ด้วย
ดร.สมภพ ให้มุมมองเกี่ยวกับเส้นทางสู่ความยิ่งใหญ่ของจีนซึ่งปัจจุบันสามารถแข่งขันกับสหรัฐได้อย่างสมน้ำสมเนื้อว่า มีรากฐานมาจากการพัฒนาประเทศอย่างก้าวกระโดดด้วยตัวแปรที่ไม่แตกต่างกันกับสหรัฐอเมริกาในยุคหลังสงครามกลางเมือง
ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาด้าน “การขนส่ง” “การสื่อสาร” การสร้าง “เศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับตลาด” การพัฒนาด้าน “การเงิน” การพัฒนาด้าน “เทคโนโลยี” การสร้าง “ความมั่นคงทางการเมือง” รวมไปถึงการพัฒนาด้าน “ทรัพยากรบุคคล”
“หลังสงครามกลางเมืองสหรัฐสร้างทางรถไฟทั่วประเทศ ซึ่งจีนก็ยังคงสร้างต่อไปในเวลานี้ นั่นส่งผลให้เกิดชุมชนเมือง เกิดการเติบโตของเมือง โดยในสหรัฐมีเมืองเติบโตเกินกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ในปี 1990 ขณะที่การเติบโตของเมืองในระดับเดียวกันในจีน เกิดขึ้นในปี 2000 ที่ผ่านมานี้เอง” ดร.สมภพ กล่าว
ดร.สมภาพ กล่าวถึงช่วงเวลาการปกครองของสี จิ้นผิง นับตั้งแต่ปี 2013 ผ่านช่วงเวลาสองวาระว่า จีนพัฒนาขึ้นมาในด้านต่างๆอย่างต่อเนื่องในลักษณะเดียวกันกับสหรัฐอเมริกาในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เช่นการพัฒนาอุตสาหกรรมภาคการผลิต ไปสู่ อุตสาหกรรมภาคบริการ การย้ายฐานการผลิตจากมณฑลชายฝั่งเข้าสู่มณฑลด้านในแผ่นดินใหญ่ การเปลี่ยน “เศรษฐกิจจริง”(Real-Sector) ที่มีการผลิตสินค้าและบริการ ไปสู่การเป็น “เศรษฐกิจด้านการเงิน” (Fin-Sector) การเร่งการเติบโตของเมือง รวมไปถึงการเร่งอัตราบริโภคในประเทศ
“สำหรับการเปิดเสรีเศรษฐกิจด้านการเงินในสหรัฐเกิดขึ้นในสมัยประธานาธิบดีบิล คลินตัน เปิดทางให้ธนาคารสามารถขายประกันได้ หลังจากนั้นมีการผ่านกฎหมายการเปิดเสรีอินเตอร์เน็ต ที่ส่งผลให้บริษัทไอทีอย่างไมโครซอฟท์ และแอปเปิล เติบโตมหาศาล นับแต่นั้นสหรัฐกลายเป็นเศรษฐกิจที่มีรากฐานทางการเงิน
“และจีนก็กำลังเดินหน้าไปในเส้นทางดังกล่าวเช่นเดียวกัน” ดร.สมภพ ระบุ
******
ด้านดร.ไชยวัฒน์ ระบุถึงความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกา และจีน ในปัจจุบันว่า เป็นการแข่งขันกันเพื่อเป็นมหาอำนาจโดยใช้เทคโนโลยีเป็นหัวใจของการแข่งขันทางเศรษฐกิจ โดยสี จิ้นผิง ได้ประกาศเอาไว้แล้วว่าจีนจะต้องเป็นมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีภายในปี 2025 และแนวทางดังกล่าวเกิดขึ้นแล้วกับญี่ปุ่นที่มุ่งพัฒนาด้านเทคโนโลยีแข่งขันกับชาติตะวันตกก่อนขยายอำนาจจนจีนและรัสเซียตกเป็นเหยื่อจักรวรรดิญี่ปุ่น
ดร.ไชยวัฒน์ ระบุถึงการเจรจาการค้าระหว่างสองชาติที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า จีนนั้นได้เปรียบที่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากกว่าสหรัฐ ชาติประชาธิปไตยที่มีกลุ่มผลประโยชน์กลุ่มต่างๆที่เรียกร้องเงื่อนไขที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้น
ล่าสุดกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์จำนวน 1,140 คนในจำนวนนี้รวมไปถึง เจ้าของรางวัลโนเบล 14 คน ยื่นหนังสือเตือนทรัมป์ ถึงอัตรายจากการดำเนินเศรษฐกิจแบบ “ลัทธิคุ้มครองการค้า” ที่เคยส่งผลร้ายทำให้เกิดภาวะ “เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่” ทั่วโลกมาแล้วในช่วงทศวรรษที่ 30
ขณะที่จีนแสดงออกถึงลัทธิคุ้มครองการค้ามาก่อนหน้านี้แล้วผ่านวะทะของประธานาธิบดีจีนที่การประชุมเวิลด์อีโคโนมิคฟอรัม ในเมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อปีก่อน โดยประธานาธิบดีจีนระบุว่า การดำเนินนโยบายตามลัทธิคุ้มครองการค้าเหมือนการขังบางคนอยู่ในห้องมืด
“แม้จะป้องกันลมและฝนจากด้านนอก แต่ก็ไม่มีแสงสว่างและอากาศสามารถเข้าไปได้เช่นกัน”
******
ดร.สมภพ ตั้งข้อสังเกตุถึงข้อเสนอของสหรัฐที่ยื่นให้กับจีนในการเจรจาเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า อาจเป็นความพยายามของประธานาธิบดีสหรัฐที่ต้องการสร้างผลงานสำหรับการเลือกตั้งกลางเทอมที่จะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้ รวมถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาครั้งต่อไปในปี 2020 ปีเดียวกันกับเป้าหมายที่สหรัฐต้องการลดการขาดดุลให้เหลือ 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
นอกจากนี้ ข้อเสนอของรัฐบาลสหรัฐให้จีนเลิกสนับสนุนเงินอุดหนุนให้กับอุตสาหกรรมสินค้าเทคโนโลยีต่างๆ เนื่องจากความหวาดกลัวว่าเทคโนโลยี ที่จีนกำลังพัฒนาภายใต้ 10 อุตสาหกรรมใหม่ในนโยบาย “เมดอินไชน่า2015” อย่าง ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) หุ่นยนต์ เซมิคอนดักเตอร์ รถยนต์ไร้คนขับ ระบบบล็อกเชน และอื่นๆ กำลังเป็นภัยคุกคามกับสหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาด้านปัญญาประดิษฐ์ของจีนที่จะแซงหน้าสหรัฐอเมริกาในเวลาอันใกล้นี้
ดร.สมภพยกเอาการคาดการณ์ของ “เอริค ชมิดต์” อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารกูเกิลซึ่งเคยระบุไว้ระหว่างการประชุมสุดยอดด้านความมั่นคงแห่งชาติที่จัดขึ้นเมื่อปี 2017 ที่ผ่านมาว่า สหรัฐกำลังเสี่ยงที่จะถูกจีนแซงหน้าในการแข่งขันการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้
การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของจีนในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาส่งผลให้อำนาจต่อรองของจีนนั้นมีมากยิ่งขึ้น นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การเจรจาระหว่างจีนและสหรัฐจึงต้องเกิดขึ้น และทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะดำเนินการเจรจาต่อไปเพื่อหลีกเลี่ยง “สงครามการค้า”
ดร.ไชยวัฒน์ ระบุว่า หากเกิดการกีดกันทางการค้าเกิดขึ้น กลุ่มผลประโยชน์โดยเฉพาะ “อุตสาหกรรมปลูกถั่วเหลือง” ในสหรัฐที่เป็นฐานเสียงของทรัมป์ จากรัฐในภูมิภาค “มิดเวสต์” อย่างไอโอวา อินเดียนา โอไฮโอ เนบราสกา อาจได้รับผลกระทบ
ในส่วนของสินค้าที่สหรัฐส่งออกไปยังประเทศจีนอย่าง “เครื่องบินโบอิ้ง” นั้น จีนเป็นผู้นำเข้าจำนวนมากถึง 1 ใน 4 ของเครื่องบินที่โบอิ้งส่งออกขายทั่วโลก ขณะที่รถยนต์จากบริษัทผู้ผลิตอย่าง “จีเอ็ม” ในปีที่ผ่านมาส่งออกไปยังจีนจำนวนมากถึง 3.9 ล้านคัน นับว่ามีจำนวนมากกว่าที่ขายในสหรัฐเองเสียอีก
และนั่นเป็นเพียงสินค้าส่งออกสำคัญที่สหรัฐส่งไปยังจีนบางส่วน ที่อาจได้รับผลกระทบหากเกิดสงครามการค้าขึ้น
******
ดร.สมภพ ระบุถึงอำนาจต่อรองของประเทศจีนที่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ไม่เกิดสงครามการค้าขึ้นระหว่างสองประเทศว่า มีอยู่ 3 ประการด้วยกัน นั่นก็คือ อำนาจนำเข้าสินค้าเกษตรโดยเฉพาะถั่วเหลือง อำนาจทางการเมือง รวมไปถึง อำนาจจากตลาดพันธบัตรรัฐบาล
“จีนเป็นผู้นำเข้าถั่วเหลืองจากสหรัฐอเมริกามากที่สุดในโลก คิดเป็นสัดส่วน 2 ใน 3 ของถั่วเหลืองสหรัฐที่ส่งออกไปทั่วโลก คิดเป็นจำนวนกว่า 30 ล้านตัน และ 10 รัฐที่เป็นผู้ผลิตถั่วเหลืองส่งออก 8 รัฐเป็นรัฐที่สนับสนุนทรัมป์ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา” ดร.สมภพ ระบุ และว่า นอกจากนี้ยังมีสินค้าเกษตรอื่นๆที่อาจได้รับผลกระทบหากเกิดการกีดกันทางการค้าขึ้นเช่น แอปเปิล ที่มีฐานการผลิตในแคลิฟอร์เนีย ฐานเสียงของฮิลลารี คลินตัน คู่แข่งทรัมป์ ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดด้วย
ดร.สมภพ ยังระบุด้วยว่าจีนยังมีอำนาจต่อรองที่เหนือกว่า เห็นได้จากดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐที่เคยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆนับตั้งแต่ทรัมป์สาบานตนเข้ารับตำแหน่งนั้น กำลังดิ่งลงอย่างรุนแรง หลังทรัมป์ ดำเนินนโยบายตั้งกำแพงภาษีกับจีน ส่งผลให้ล่าสุดดัชนีตลาดหลักทรัพย์สหรัฐลดลงไปถึง 15 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นมูลค่ามากถึง 22 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้รัฐบาลจีน ยังเป็นผู้ถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐมูลค่าถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งอาจสร้างผลสะเทือนต่อตลาดพันธบัตรสหรัฐได้หากจีนเทขายทั้งหมด
สำหรับอนาคตโอกาสที่จะเกิดสงครามการค้าที่ส่งผลกระทบรุนแรงกับเศรษฐกิจโลกหรือไม่นั้น ดร.ไชยวัฒน์ ระบุว่า ด้วยเหตุที่สหรัฐเป็นสังคมเปิด ที่ประชาชนสามารถวิพากษ์วิจารณ์นโยบายที่อาจส่งผลเสียต่อทั้งสหรัฐและระบบเศรษฐกิจได้ ขณะที่การดำเนินนโยบายลักษณะดังกล่าวอาจส่งผลเสียทั้งต่อระบบเศรษฐกิจ และคะแนนเสียง
ด้านจีนเอง สี จิ้นผิง แสดงออกถึงความเป็นผู้นำที่พูดกันด้วยเหตุและผล พร้อมทั้งยืนยันว่าจะจัดการกับสิ่งที่สหรัฐเป็นกังวลโดยเฉพาะเรื่องการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเด็ดขาด ขณะที่เศรษฐกิจทั้งสองประเทศก็ยังคงต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ดังนั้นสหรัฐและจีน จะหันหน้ามาคุยกันและอาจเกิดข้อตกลงที่ไม่มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดต้องเสียหน้า
อย่างไรก็ตาม แม้ว่านั่นน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการประกาศ “สงครามการค้า” ที่อาจสร้างหายนะกับระบบเศรษฐกิจโลก
แต่ก็ไม่มีใครสามารถทำนายได้ว่าผู้นำอย่าง “โดนัลด์ ทรัมป์” จะตัดสินใจเลือกไปในทิศทางใด

