กรณีที่เรียกกันว่า “ปานามา เปเปอร์ส” ซึ่งกำลังโด่งดังไปทั่วโลกในเวลานี้นั้น มีจุดศูนย์รวมของเรื่องราวอยู่ที่ “มอสแสค ฟอนเซกา” บริษัทให้บริการด้านกฎหมาย จดทะเบียนในปานามาก็จริง แต่สาระสำคัญที่เครือข่ายผู้สื่อข่าวสืบสวนสอบสวนนานาชาติ (ไอซีไอเจ) ต้องการสื่อออกมาให้เป็นที่กระจ่างชัดกันทั่วโลกก็คือ การแสดงให้เห็นถึง ”ด้านมืด” ของอาณาจักรทางธุรกิจ-การเงิน ”นอกอาณาเขต” ที่เรียกกันว่า “ออฟชอร์ คอมปะนี”
“มอสแสค ฟอนเซกา” ชำนาญเป็นพิเศษในการให้บริการจัดตั้งบริษัทออฟชอร์เหล่านี้ ในช่วง 40 ปีมีมากกว่า 300,000 บริษัท มีจำนวนมากปิดกิจการไปแล้ว แล้วก็อีกมากที่ยังดำเนินกิจการอยู่
ข้อมูลที่ไอซีไอเจกับองค์กรสื่อมวลชน 107 แห่ง จาก 76 ประเทศ ช่วยกันศึกษาวิเคราะห์ออกมาให้เห็นนั้น มีทั้งที่แสดงให้เห็นถึงการกระทำผิดที่เป็นการละเมิดกฎหมายของประเทศใดประเทศหนึ่งอย่างชัดแจ้ง แล้วก็มีอีกไม่น้อยที่เป็นการเปิดเผยข้อมูลเพื่อแสดงให้เห็นว่า ผู้ที่ถูกระบุชื่อออกมานั้นมีพฤติกรรมหรือการแสดงออกอย่างหนึ่งอย่างใดที่ ”ส่อ” ถึงเจตนาจะใช้บริษัทออฟชอร์เหล่านี้เพื่อกระทำการอันเข้าข่ายผิดกฎหมายของประเทศใดประเทศหนึ่ง หรือของกฎหมายระหว่างประเทศ
ความข้อนี้แสดงให้เห็นถึงนัยสำคัญประการหนึ่ง ซึ่งจำเป็นต้องคำนึงถึงเสมอในการเสพรับข้อมูลทั้งหมดที่ไอซีไอเจนำเสนอออกมา
นั่นคือ ”บริษัทออฟชอร์” ไม่ใช่เป็นสิ่งผิดกฎหมายโดยตัวของมันเอง
ในทางตรงกันข้าม เป็นการดำเนินการด้านธุรกิจ-การเงิน ที่ถือปฏิบัติกันเป็นปกติอยู่ในหลายประเทศ รวมทั้งสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และประเทศอื่นๆ
บริษัทออฟชอร์ช่วยให้องค์กรเชิงธุรกิจและการเงินต่างๆ สามารถทำธุรกรรมซึ่งกันและกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องเสียภาษีซ้อน ในกรณีที่ประเทศคู่ค้าไม่มีอนุสัญญาว่าด้วยภาษีซ้อนระหว่างกัน, เป็นศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศที่นิยมใช้กันเพื่อหลีกเลี่ยงภาระภาษีระหว่างประเทศในการเคลื่อนย้ายเงินทุนจำนวนมาก, เป็นเครื่องอำนวยความสะดวกให้กับองค์กรธุรกิจในประเทศที่มีปัญหาทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ หรือระบบปริวัตรเงินตรา, เป็นเครื่องมือในการป้องกันตัวเองขององค์กรธุรกิจจากองค์การอาชญากรรมในประเทศตน เป็นต้น
มีบางคนใช้บริษัทออฟชอร์เพื่อดำเนินการทางมรดก บางคนใช้จัดการอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเหล่านี้เป็นการ “เลี่ยงภาษี” ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ใช่การ ”หนีภาษี” ที่ผิดกฎหมายชัดเจน
ปัญหาก็คือประเทศที่เป็นที่ตั้งหรือเป็นศูนย์กลางในการจดทะเบียนบริษัทออฟชอร์เหล่านี้มีกฎหมายที่ใช้เพื่อการควบคุมการดำเนินงานของบริษัทเหล่านี้หละหลวมอย่างมาก ที่หละหลวมนั้นเป็นที่เข้าใจได้ว่าเป็นเพราะต้องการสร้างแรงจูงใจ ดึงดูดให้มีผู้เข้าไปใช้งานกันเยอะๆ สำหรับการ “เก็บค่าต๋ง” นั่นเอง
ในกรณีของ “ปานามา เปเปอร์ส” แหล่งขึ้นชื่อที่ มอสแสค ฟอนเซกา ใช้ในการจัดตั้ง บริษัทออฟชอร์ให้ลูกค้าทั้งหลาย เรียงตามลำดับ 1- 4 ก็คือ บริติช เวอร์จิน ไอส์แลนด์, ปานามา, บาฮามาส และซีเชลส์
ประเทศเหล่านี้สร้างแรงจูงใจด้วยวิธีการหลายอย่าง เช่น ไม่จัดเก็บภาษีเงินได้ อย่างเช่น บาฮามาส, เคย์แมน หรือเบอร์มิวดา หรือบางทีมีการจัดเก็บภาษีภายในปกติ แต่ไม่จัดเก็บภาษีจากกำไรที่ได้จากแหล่งเงินได้นอกประเทศ หรือไม่ก็จัดเก็บในอัตราต่ำมาก อย่างเช่น ปานามา หรือฮ่องกง เป็นอาทิ
ที่สำคัญที่สุดก็คือ มีกฎหมายให้เอื้อต่อการปกปิดข้อมูลทางธุรกิจ การเงิน และกิจการของบริษัทต่างชาติทั้งหลายที่ตั้งอยู่ในประเทศตนเข้มงวดมาก ตัวอย่างเช่น เคย์แมน ถึงกับระบุไว้ในกฎหมายว่า การเปิดเผยข้อมูลทางภาษีและการธนาคาร ถือเป็น ”ความผิดอาญา”
เหล่านี้คือความหละหลวมโดยเจตนา ที่ส่งผลให้ “ออฟชอร์ คอมปะนี” กลายเป็นที่นิยม มีการจัดตั้งกันปีละนับแสนบริษัท
แล้วส่วนหนึ่งของบริษัทออฟชอร์ที่ว่านี้ก็ถูกนำมาใช้ประโยชน์ในทางที่ผิด ตามข้อกล่าวหาที่ไอซีไอเจระบุออกมา ประกอบด้วย 3 แนวทางคือ ถูกนำไปใช้ในการฟอกเงินผิดกฎหมาย (เช่น เงินที่ได้จากการค้ายาเสพติด, ค้าอาวุธ ฯลฯ) ให้กลายเป็นเงินถูกกฎหมาย, ถูกนำไปใช้ในการเก็บกักเงินเพื่อปกปิดแหล่งที่มาของเงิน (เช่น เงินที่ได้จากการคอร์รัปชั่น, เงินที่จะนำไปลงทุนอย่างลับๆ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบทางการเมือง, เงินที่จะนำไปใช้ในการคอร์รัปชั่นหรือการก่อการร้าย เป็นต้น) และสุดท้ายคือ ใช้สำหรับเป็นแหล่งในการหลีกเลี่ยงภาษี (ซึ่งเป็นเงินมหาศาลสำหรับคนที่ทำมาหากินร่ำรวยเป็นพันๆ เป็นแสนๆ ล้านดอลลาร์ อย่างเช่นคนดังๆ ทั้งหลาย)
ถึงตรงนี้มีข้อเท็จจริงสำคัญอีกหลายประการให้ต้องขบคิด นั่นคือผู้ที่มีรายชื่อปรากฏเป็น ลูกค้าของมอสแสค ฟอนเซกา ไม่ใช่ว่าจะเป็นผู้กระทำผิดทั้งหมด
ถัดมาก็คือยังไม่มีใครแน่ใจว่าข้อมูลที่รั่วไหลออกมาและอยู่ในมือของไอซีไอเจนั้น สามารถ ”พิสูจน์ความผิดในแต่ละกรณี” ได้หรือไม่ หรือเป็นเพียงการ “ส่อแสดง” ถึงเจตนาในอันที่จะใช้บริษัทออฟชอร์เพื่อการกระทำผิดเท่านั้น
เพราะตามข้อมูลทั้งหมดเหล่านี้ การกระทำผิดจะปรากฏชัดแจ้งหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ถูกเก็บอยู่ที่ มอสแสค ฟอนเซกา แต่ขึ้นอยู่กับข้อมูลและพฤติกรรมของบริษัทออฟชอร์แต่ละราย ซึ่งต้องมีการสอบสวน สืบสวน การยักย้ายถ่ายเทเงินทุนและการดำเนินธุรกรรมของแต่ละรายอย่างถี่ถ้วน
การเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้ จึงเป็นเพียงเริ่มต้นเท่านั้น
งานหนักหนาสาหัสก็คือการพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าวออกมาของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ
สงครามหนนี้จึงจะยังอยู่อีกยาว นานนัก

