‘เฟด’ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งที่ 2 ของปีนี้ ชี้เป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่าศก.สหรัฐแข็งแกร่ง

REUTERS/Yuri Gripas

สำนักข่าวเอพีรายงานว่า กองทุนสำรองแห่งรัฐหรือธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (เฟด) เน้นย้ำถึงความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจสหรัฐเมื่อวันที่ 13 มิถุนายนด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งที่ 2 ในปีนี้และส่งสัญญาณว่าจะเร่งอัตราเร็วในการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นอีก

ถึงตอนนี้เฟดเล็งว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 4 ครั้งในปีนี้ เพิ่มขึ้นจาก 3 ครั้งที่เคยคาดการณ์ไว้ ที่หมายความว่าผู้บริโภคและธุรกิจอาจต้องเผชิญกับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่เพิ่มขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว

เฟดปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายระยะสั้นเพิ่มขึ้น 0.25 จุด จาก 1.75 เปอร์เซ็นต์มาอยู่ที่ 2.0 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งยังถือว่าเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ค่อนข้างต่ำ 

จากการที่เศรษฐกิจในตอนนี้ขยายตัวมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 9 ปีแล้ว ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมั่นคงของอัตราการเติบโต ความแข็งแกร่งของตลาดแรงงาน และอัตราเงินเฟ้อซึ่งท้ายที่สุดแตะ 2 เปอร์เซ็นต์ได้ตามเป้าที่เฟดวางไว้

นักเศรษฐศาสตร์ระบุว่าเฟดทำให้มีข้อกังขาน้อยมากสำหรับการเตรียมตัวที่จะเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเพื่อป้องกันอัตราเงินเฟ้อที่สูงเกินไปในอนาคต 


การปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายหนนี้นับเป็นครั้งที่ 7 นับตั้งแต่ปี 2556 หลังจากเพิ่งจะปรับขึ้นครั้งล่าสุดเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

การประกาศอย่างเป็นทางการช่วยแก้ปัญหาการอภิปรายถกเถียงในตลาดการเงินในเรื่องว่า เฟดภายใต้การนำของนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานคนใหม่ที่รับตำแหน่งต่อจากนางเจเน็ต เยลเลนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เห็นว่ามีความจำเป็นหรือไม่ในการส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ที่จะเพิ่มอัตราเร็วของการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย และแถลงการณ์ที่เฟดออกเมื่อวันเดียวกันนี้หลังการประชุมกำหนดนโยบายหนล่าสุดเป็นการยุติข้อถกเถียงในเรื่องนี้ว่านายพาวเวลล์เห็นว่าเป็นเช่นนั้น

นอกเหนือจากการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้จาก 3 เป็น 4 ครั้งแล้ว เฟดยังได้นำประโยคสำคัญจากแถลงการณ์ฉบับที่แล้วที่ถูกมองว่าเป็นการคาดการณ์ถึงความจำเป็นที่ต้องคงระดับอัตราดอกเบี้ยต่ำไว้ไปอีกช่วงระยะเวลาหนึ่งออกไป การคาดการณ์ใหม่ของเฟดคือปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 4 ครั้งในปีนี้ 3 ครั้งในปี 2562 และอีก 1 ครั้งในปี 2563 

ในการแถลงข่าว นายพาวเวลล์พยายามเน้นย้ำให้เห็นว่า ย่างก้าวของเฟดเป็นหลักฐานสำคัญว่าเศรษฐกิจกำลังไปได้ดีและไม่ใช่ความกระตือรือร้นของเฟดเองในการเร่งปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย