หมายเหตุ –ความเห็นนักวิชาการกรณีนายโดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ และนายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ที่สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในการพบปะหารือเป็นครั้งแรก พร้อมลงนามความตกลงร่วมกัน เป็นการเริ่มต้นความสัมพันธ์ของสหรัฐและเกาหลีเหนือ ที่โรงแรมคาเพลลา บนเกาะเซนโตซา ประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน

วิบูลพงศ์ พูลประสิทธิ์
รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ถ้ามองภาพรวมทั่วไป น่าจะเป็นทางที่ดีขึ้นจากสถานการณ์การเป็นศัตรูสู่การเจรจาลงนามได้ แต่ต้องดูเรื่องการเจรจาครั้งนี้ว่าลงลึกเรื่องใดบ้าง วัตถุประสงค์หลักของสหรัฐอเมริกา คือ การขจัดอาวุธนิวเคลียร์ไปจากเกาหลีเหนือ ในขณะที่นายคิมต้องการให้อเมริกาถอนกำลังทหารออกไปและไม่เป็นภัยต่อเกาหลีเหนือ พร้อมยุติการโจมตี รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือด้วย ซึ่งเกาหลีเหนือจะได้รับสิ่งที่ต้องการในประเด็นแรกคือเรื่องความปลอดภัยตามสัญญาของอเมริกา
ส่วนความชัดเจนเรื่องการค้าและการปลดล็อกนิวเคลียร์จะต้องมีขั้นตอน อาจไม่สามารถทำได้ในครั้งเดียว ต้องดูต่อไปประมาณ 5-6 เดือน ถ้าเปิดการเจรจาร่วมกันจริง คุยกันเชิงปฏิบัติ จะไปสู่การลดนิวเคลียร์จริงไหม เช่น ตอนทำสัญญาสมัยอเมริกากับรัสเซีย หรือโซเวียตในตอนนั้นก็มีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายในการขจัดอาวุธนิวเคลียร์ว่าใครจะเป็นคนจ่าย ซึ่งอเมริกาไม่ได้ตกลงส่วนนี้ไว้ ตรงนี้เกาหลีเหนือคงไม่มีเงินจ่ายอยู่แล้ว คงไม่ยอมจ่ายด้วยตัวเอง แต่คำถามคือ อเมริกาจะยอมจ่ายเงินตรงนี้หรือไม่
มองว่าการเจรจาของทั้งคู่ในครั้งนี้เป็นเรื่องที่ดี สามารถลดบรรยากาศความตึงเครียดโดยทั่วไปลง ในขณะที่หลายคนมองว่าจะเกิดสงครามนิวเคลียร์ต่างๆ แต่ที่ผ่านมา 5-6 เดือนก็ลดลง และเชื่อมั่นว่าเป็นไปในทางที่ดี เชื่อว่าคิมน่าจะได้ประโยชน์มากกว่าอเมริกา เพราะมองว่าผู้นำอเมริกาอ่อนกำลังลง แม้ว่าจะยังไม่มีการทำอะไรตามสัญญาข้อตกลง หรืออาวุธนิวเคลียร์ยังมีอยู่ แต่เมื่อเกาหลีเหนือมีการร่วมมือกับอเมริกาแล้ว เกาหลีเหนือจึงกลายเป็นผู้นำสำคัญระดับโลก ตรงนี้ทำให้ประเทศอื่นๆ ที่จะทำการเจรจากับเกาหลีเหนือต้องมีการเตรียมตัวเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกัน สิ่งที่โลกหรืออเมริกาต้องการกลับยังไม่เป็นรูปธรรม คือเรื่องปลดอาวุธนิวเคลียร์ เนื่องจากในสัญญาไม่มีการพูดว่าจะเริ่มเมื่อไร คงต้องเป็นข้อตกลงกันต่อไป
อีกทั้งการพบกันครั้งนี้ส่งสัญญาณว่าจะเกิดความเป็นไปได้ในเรื่องสันติภาพต่างๆ เนื่องจากคิมพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์จนสามารถใช้ข่มขู่อเมริกาได้ ทำให้เกาหลีเหนือเป็นหนึ่งในประเทศนิวเคลียร์ หากไทยสามารถทำจรวดยิงไปถึงอเมริกาได้ ทรัมป์คงมาเจรจากับเราเหมือนกัน ซึ่งตอนนี้คิมหยุดพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์แล้ว แต่กำลังจะพัฒนาเศรษฐกิจต่างๆ ของเกาหลีเหนือให้แข็งแรงขึ้น ในขณะที่เอาอาวุธนิวเคลียร์เป็นตัวประกัน โดยการลงนามของทรัมป์และคิมจะเห็นผลเมื่ออเมริกาเร่งดำเนินการ ต้องรีบติดต่อว่าที่คุยกันจะเริ่มได้เมื่อไร ส่วนตัวคาดว่าน่าจะเริ่มส่งผลภายใน 2-3 เดือนนี้ แต่ต้องดูว่ามีลักษณะการยินยอมตามที่พูดคุยกันหรือไม่ หากเป็นไปตามนั้นก็น่าจะเป็นไปได้ แต่จะโดนถ่วงเวลาอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้อเมริกาช่วยเกาหลีเหนือได้มากขึ้น
หากพูดถึงผลกระทบกับโลก คิดว่าเป็นสิ่งที่ดีในแง่หนึ่งคือ เกิดสงครามนิวเคลียร์ลดลง แต่ตรงนี้ทำให้อเมริกาอ่อนแอลงเพราะหันมาญาติดีกับเกาหลีเหนือ อาจมองว่าเป็นการร่วมมือกัน แต่จริงๆ แล้วประเทศจีนน่าจะอยู่เบื้องหลังเกาหลีเหนือมาโดยตลอด เพราะเขาได้ประโยชน์ และไม่ต้องการให้ใครมีอาวุธนิวเคลียร์อยู่แล้ว ประกอบกับยังได้เกาหลีเหนือไปอยู่ฝ่ายเดียวกันอีกด้วย ส่วนผลกระทบกับเอเชีย ในแง่หนึ่งต้องดูบทบาทตัวเราเองก่อน ประการหนึ่งคือ จีนกำลังใหญ่ขึ้นและอเมริกากำลังแสดงบทบาทที่ไม่ใช่เอเชียแปซิกฟิกเพาเวอร์แบบที่เป็นมา เมื่อมองดูแล้วทรัมป์อาจมองข้ามความสำคัญเรื่องการเป็นพันธมิตรในภูมิภาคนี้ ซึ่งเป็นจุดที่เอเชียต้องมอง เพราะทิ้งอเมริกาไมได้ และต้องไม่ทำให้จีนโกรธ เพราะอเมริกาคงช่วยเอเชียได้ไม่เหมือนเดิม
หากพูดถึงผลที่มีต่อเกาหลีเหนือเป็นข้อๆ คือ เกาหลีเหนือจะอุ่นใจได้แล้วว่าจะไม่มีการโจมตีจากอเมริกา ข้อที่สองคือ เกาหลีเหนือจะทำการค้าได้มากขึ้น และข้อที่สามคือสิ่งที่เกาหลีเหนือต้องการจะได้มากๆ นั่นคือต้องการให้อเมริกาหยุดการซ้อมรบลง เพราะมองว่าเป็นการซ้อมรบที่จะโจมตีเกาหลีเหนือ จึงมองว่าสามอย่างนี้เป็นสิ่งที่เกาหลีเหนือได้รับผลประโยชน์มากที่สุด

สังศิต พิริยะรังสรรค์
คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต
การจับมือกันระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ และคิม จอง อึน มองว่าเป็นชัยชนะทรัมป์ที่สามารถกดดันให้คิม จอง อึน ยอมประนีประนอมด้วยได้ คิดว่าด้านการทหารทรัมป์เป็นฝ่ายชนะ แต่สิ่งที่เกาหลีเหนือทำได้คือ ต้องการจะเอาชนะด้านการเมือง ด้วยการยอมรับเงื่อนไขทุกอย่าง นั่นคือ ทำลายระเบิดนิวเคลียร์ทั้งหมด ส่วนทางการเมืองนั้นคิมชนะ แต่การตัดสินใจของผู้นำเกาหลีเหนือเป็นการตัดสินใจที่จะรักษาระบอบการปกครองประเทศของตนเองเป็นหลัก จึงยอมทำลายทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับระเบิดนิวเคลียร์ ทำให้ได้รับคะแนนนิยมจากประชาชนทั่วโลก คิดว่านี่เป็นสัญญาณที่ดีต่อโลกเรา เนื่องจากคาบสมุทรเกาหลีเหนือจะไม่ก่อวิกฤตหรือเกิดปัญหาระเบิดนิวเคลียร์ขึ้นอีก
จากนี้จะส่งผลให้การค้าระหว่างประเทศมีสัญญาณดีขึ้น เป็นการปลดล็อกโอกาสที่จะเกิดสงครามไปได้อีก 1 เรื่อง รวมทั้งตลาดหลักทรัพย์มีการตอบรับที่ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อเมริกา จากนี้คิม จอง อึน คงหันไปทุ่มเทพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศให้ดีมากยิ่งขึ้น เนื่องจากไม่ต้องสูญเสียงบประมาณไปกับการพัฒนาระเบิดนิวเคลียร์ เป็นการส่งสัญญาณเกี่ยวกับสันติภาพ โดยโอกาสที่จะเกิดสงคราม ซึ่งทรัมป์ใช้วิธีการข่มขู่มากมาย บทบาทนักเลงอันพาลกับเกาหลีเหนือได้จบลงแล้ว หลังจากนี้จะไม่สามารถเล่นบทดังกล่าวได้อีก ทำให้เกิดสันติภาพได้จริง ฉะนั้นจึงเป็นประโยชน์โดยรวมต่อโลกของเรา ขณะเดียวกัน มิติที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคงเป็นเรื่องธุรกิจการค้า เพราะจะสามารถทำการค้าได้สะดวกมากยิ่งขึ้น เกาหลีเหนือคงหันไปพัฒนาการค้าของประเทศตนเองที่ค่อนข้างล้าหลัง พร้อมใช้งบประมาณสำหรับพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศ จากนั้นคงหันมาส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศให้มากขึ้น ตามด้วยพยายามส่งเสริมการตลาดในประเทศตนเอง โดยมีต้นแบบจากประเทศจีนที่มีลักษณะเป็นสังคมนิยมที่ค่อนข้างยืดหยุ่น มีรัฐบาลเพียงพรรคการเมืองเดียว แต่สามารถบริหารประเทศได้
ถามว่าจะส่งผลต่อโลกในเรื่องใด อย่างน้อยที่สุดจุดที่เคยเป็นจุดอ่อนไหวในการเกิดสงครามสามารถยุติลงได้ เหลือแต่จุดวิกฤตอื่นๆ ของโลก เช่น ปากีสถาน ตะวันออกกลาง ลามไปถึงในยุโรปบางส่วน ส่วนภูมิภาคเอเชียคือ มีโอกาสเกิดความร่วมมือด้านการค้า ธุรกิจแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศจะทำได้สะดวกมากขึ้น เพราะเกาหลีเหนือเปิดประเทศมากขึ้น ทำให้บทบาทการเป็นนักเลงของทรัมป์ในเอเชียไม่สามารถทำได้อีก หากเกาหลีเหนือไม่ปรับตัว อาจทำให้ทรัมป์กลับมาแสดงบทบาทนักเลงแถวเอเชียต่อได้ การส่งผลกับไทยคาดว่าไม่ค่อยมาก เพราะการค้าระหว่างไทยและเกาหลีเหนืออยู่ในระดับดีพอสมควร
รัฐบาลไทยกับรัฐบาลเกาหลีเหนืออยู่ในขั้นที่ถือว่าดี จึงเป็นโอกาสดีในการทำการค้าหรือการลงทุน และทุกอย่างน่าจะเริ่มเห็นผลชัดเจนภายในปีนี้

ไชยวัฒน์ ค้ำชู
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ความจริงแล้วข้อตกลงที่แต่ละฝ่ายได้ลงนามไปยังไม่มีอะไรใหม่ เกาหลีเหนือแสดงความพร้อมที่จะปลดอาวุธนิวเคลียร์มาสักระยะหนึ่งแล้วเพื่อแลกกับความมั่นคงตามที่อเมริกาได้ให้คำมั่นว่าจะรับประกันสถานภาพของรัฐบาล แต่เรื่องการปลดอาวุธนั้นไม่มีอยู่ในรายละเอียดครั้งนี้ แม้ว่าการลงนามข้อตกลงระหว่าง 2 ผู้นำที่ผ่านมานี้จะลดความตึงเครียดในภูมิภาคคาบสมุทรเกาหลีลง แต่ยังไม่มีการเซ็นสัญญาสันติภาพอย่างถาวร ยังไม่รู้ว่าจะนำไปปฏิบัติตามข้อตกลงได้หรือไม่ ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเริ่มนำไปปฏิบัติใช้เมื่อไหร่ ยังไม่รู้ด้วยว่าเกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์ทั้งหมดเท่าไหร่กันแน่ และเริ่มทำลายเมื่อไหร่ในระยะเวลาเท่าใด ใครจะเป็นคนออกค่าใช้จ่าย เพราะการทำลายต้องใช้เงินจำนวนมาก ซึ่งด้านนักวิชาการจากเกาหลีใต้คำนวณค่าใช้จ่ายในการทำลายอาวุธของเกาหลีเหนือว่ามีมูลค่าไม่ต่ำกว่าสองหมื่นล้านดอลลาร์ ส่วนระยะเวลาที่ใช้ก็ไม่ต่ำกว่าสิบปี
ด้านสหรัฐก็ยังไม่มีหลักประกันว่าจะไม่รุกรานเกาหลีเหนือว่าจะทำอย่างไร ล่าสุดทรัมป์เพียงแค่บอกว่าจะหยุดการซ้อมรบกับเกาหลีใต้ โดยอ้างว่าที่ผ่านมาเป็นการยั่วยุและเสียงบประมาณซึ่งก็ถูกวิจารณ์ เพราะเป็นการหยิบยกคำพูดที่เกาหลีเหนือเคยใช้ออกมาแถลงเอง และทรัมป์เลี่ยงที่จะไม่พูดถึงประเด็นสิทธิมนุษยชนเพื่อให้การเจรจาเป็นไปโดยราบรื่น ซึ่งก็ถูกวิจารณ์อย่างกว้างขวางในฝั่งสหรัฐเอง
สภาวะสงครามยังคงอยู่ สงครามยังไม่ยุติ ข้อตกลงนี้ไม่ได้มีสหรัฐและเกาหลี ในสงครามครั้งนั้นจีนก็ส่งทหารมาหลักล้าน ขณะนั้นมีเพียงเกาหลีใต้เท่านั้นที่ไม่ลงนามในข้อตกลงหยุดยิง เพราะผู้นำของเกาหลีใต้ยังต้องการทำสงครามให้รู้ดำรู้แดง ฉะนั้น ถ้าจะเกิดสัญญาสันติภาพทั้ง 4 ประเทศต้องมาเจรจากันว่าจะมีเนื้อหาสาระอย่างไร
ในเรื่องผลกระทบต่อภูมิภาคนั้นยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมาก แม้สองเกาหลีจะเจราจาสันติภาพกันแล้ว แต่สหรัฐซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญยังไม่มีความชัดเจนของการถอนกำลังทหารที่ประจำการออกจากเกาหลีใต้ อีกทั้งเกาหลีใต้ยังมีความเกรงใจกับอเมริกาตามความผูกมัดในข้อตกลงความเป็นพันธมิตรทางทหารร่วมกัน ทั้งนี้ ไม่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจการเมืองบนภูมิภาคนี้ ไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับไทย การเปลี่ยนแปลงในระยะสั้นนี้ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ยังไม่มีใครเอาเรื่องผู้นำเกาหลีเหนือมาโยงภาพลักษณ์รัฐบาลทหารไทย เพราะสหรัฐเองก็ยังไม่ได้เน้นเรื่องสิทธิมนุษยชนมากเท่าไหร่

