หน้าแรก Happy Journey with BEM ‘ยักษ์วัดโพธิ...

‘ยักษ์วัดโพธิ์’ ตัวจริงอยู่ไหน ชวนขึ้นรถไฟฟ้า MRT จอดป้ายสถานีสนามไชย ไปดูกัน!  

30.04.22 | 00:00 น.

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร หรือ วัดโพธิ์ (มาจากวัดโพธาราม ซึ่งเป็นชื่อเดิม) เป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญบนเกาะรัตนโกสินทร์ มีประวัติความเป็นมาย้อนไปได้ถึงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา หลังแผ่นดินสมเด็จพระเพทราชา 

ตามหลักฐานที่ปรากฏ วัดโพธิ์ผ่านการปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ 2 ครั้ง ครั้งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ซึ่งใช้เวลา 7 ปี 5 เดือน 28 วัน และต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งใช้เวลาปฏิสังขรณ์นานถึง 16 ปี 7 เดือน 

จารึกวัดโพธิ์

ครั้งนี้เองที่กล่าวได้ว่า จากวัดที่มีบทบาทในทางพระพุทธศาสนา ก็ขยับขยายมาสัมพันธ์กับสังคมมากขึ้น ผ่าน จารึกวัดโพธิ์ ที่รวบรวมองค์ความรู้ต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นด้านพุทธศาสนา เวชศาสตร์ วรรณคดี ฯลฯ ซึ่งความสำคัญนี้เอง ทำให้ยูเนสโกขึ้นทะเบียนจารึกวัดโพธิ์ ป็นมรดกความทรงจำของโลกในระดับเอเชียแปซิฟิก ทั้งยังมี รูปปั้นฤาษีดัดตน ซึ่งเป็นท่าแก้ปวดเมื่อยตามร่างกายตามหลักโยคะ ให้ผู้คนเข้ามาเรียนรู้ แม้รูปปั้นฤาษีดัดตนบางส่วนจะทรุดโทรมไปตามกาลเวลา แต่ก็มีการสร้างขึ้นใหม่ เพื่อสืบทอดภูมิปัญญาด้านการแพทย์ให้คงอยู่ 

พระพุทธเทวปฏิมากร

วัดโพธิ์ยังงดงามน่าชมด้วยศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมทางพุทธศาสนามากมาย  อาทิ พระอุโบสถ ที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 และขยายใหญ่เช่นที่เห็นในปัจจุบันในรัชกาลที่ 3 ภายในประดิษฐานพระประธานนามว่า พระพุทธเทวปฏิมากร เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ มีฐานชุกชี 3 ชั้น ซึ่งชั้นที่ 1 บรรจุพระบรมอัฐิและพระบรมราชสรีรังคารรัชกาลที่ 1 ชั้นที่ 2 ประดิษฐานรูปพระอัครสาวกทั้งสององค์ฐานชุกชี ส่วนชั้นที่ 3 ซึ่งเป็นชั้นล่างสุด ประดิษฐานพระมหาสาวก 8 องค์ (พระอรหันต์ 8 ทิศ) 

พระนอนวัดโพธิ์ ที่ฝ่าพระบาทประดับมุกเป็นลวดลายมงคล 108 ประการ

พระวิหารพระพุทธไสยาส (วิหารพระนอน) ภายในประดิษฐานพระนอน ซึ่งรัชกาลที่ 3 ทรงโปรดให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2375 มีความยาว 46 เมตร และมีความสูงจากพื้นถึงยอดพระเกตุมาลา 15 เมตร นับเป็นพระนอนที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ในประเทศไทย และใหญ่สุดในกรุงเทพมหานคร องค์พระมีความงดงามตามแบบพุทธศิลป์ งดงามจับตาจับใจผู้ที่ได้กราบไหว้สักการะ ทั้งยังมีการประดับมุกเป็นมงคล 108 ประการ ที่ฝ่าพระบาทอีกด้วย 

Advertisement
พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล

ภายในวัดยังมีจุดน่าชมอีก คือ พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล ประกอบด้วย พระมหาเจดีย์ศรีสรรเพชดาญาณ เป็นพระมหาเจดีย์ประจำรัชกาลที่ 1 สร้างครอบพระศรีสรรเพชญ์ ซึ่งชะลอมาจากพระราชวังที่กรุงศรีอยุธยา พระมหาเจดีย์ดิลกธรรมกรกนิทาน ซึ่งรัชกาลที่ 3 ทรงโปรดให้สร้างถวายแด่พระบรมราชชนก จึงเป็นพระมหาเจดีย์ประจำรัชกาลที่ 2 พระมหาเจดีย์มุนีบัตบริขาร ซึ่งรัชกาลที่ 3 ทรงโปรดให้สร้างถวายเป็นพุทธบูชา นับเป็นพระมหาเจดีย์ประจำรัชกาลที่ 3 และ พระมหาเจดีย์ทรงพระศรีสุริโยทัย สร้างขึ้นตามแบบพระเจดีย์ศรีสุริโยทัย กรุงศรีอยุธยา เป็นพระมหาเจดีย์ประจำรัชกาลที่ 4

พระตำหนักวาสุกรี

นอกจากนี้ ยังมี พระตำหนักวาสุกรี ที่ประทับในสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส (พระราชโอรสในรัชกาลที่ 1) สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 7 และหนึ่งในมหากวีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่มีความเป็นมายาวนานเกือบ 200 ปี ตั้งอยู่ในเขตสังฆาวาส เป็นอีกหนึ่งจุดที่น่าชมอีกด้วย

ยักษ์วัดโพธิ์ที่ยังคงอยู่ในปัจจุบัน

นอกเหนือจากสิ่งปลูกสร้างภายในวัดแล้ว ที่ขึ้นชื่อไม่แพ้กันก็คือ ตำนานยักษ์วัดโพธิ์ที่สู้กับยักษ์วัดแจ้ง จนพื้นที่แถบนั้นราบเป็นหน้ากลอง เป็นที่มาของชื่อย่าน ‘ท่าเตียน’ นั่นเอง! 

ความที่วัดโพธิ์และวัดแจ้ง (วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร) ตั้งอยู่ตรงข้ามฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เลยเป็นที่มาของตำนานที่เล่าขานว่า ทั้ง 2 วัดมียักษ์ที่คอยดูแลปกปักรักษาอยู่ เรียกกันว่า ยักษ์วัดโพธิ์และยักษ์วัดแจ้ง 

ยักษ์ทั้งสองเป็นเพื่อนรักกันมาเนิ่นนาน วันหนึ่งยักษ์วัดโพธิ์ไม่มีเงิน จึงข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปขอยืมเงินจากยักษ์วัดแจ้ง ยักษ์วัดแจ้งจึงให้ยืมไป ยักษ์วัดโพธิ์นัดวันคืนเงินเสียดิบดี แต่พอถึงกำหนดกลับไม่ยอมจ่าย ยักษ์วัดแจ้งก็อดทนรอ แต่นานจนทนไม่ไหว จึงข้ามแม่น้ำมาทวงเงินคืน ปรากฏว่าทวงยังไงยักษ์วัดโพธิ์ก็ไม่ยอมให้

เรื่องเงินเป็นเหตุสังเกตได้! เมื่อทวงแล้วไม่ยอมคืนเสียที ยักษ์ทั้งสองเลยเปิดฉากทะเลาะวิวาทต่อสู้กันเสียเลย ด้วยรูปร่างที่ใหญ่โตและพละกำลังที่มหาศาลของทั้งคู่ ทำให้ระหว่างต่อสู้กัน ต้นไม้บริเวณนั้นก็พลอยถูกลูกหลงไปด้วย โดนเหยียบย่ำจนตายหมด กลายเป็นพื้นที่ราบโล่งเตียน 

เมื่อพระอิศวรทราบเรื่องเข้า ก็ลงโทษด้วยการสาปให้ยักษ์ทั้งสองกลายเป็นหิน ให้ยักษ์วัดโพธิ์ทำหน้าที่ยืนเฝ้าหน้าพระอุโบสถ ส่วนยักษ์วัดแจ้งทำหน้าที่ยืนเฝ้าพระวิหารวัดแจ้ง ความสงบจึงเกิดขึ้นนับแต่นั้นเป็นต้นมา  

ลั่นถัน ที่หลายคนเข้าใจว่าเป็นยักษ์วัดโพธิ์

นั่นคือตำนานที่ทำเอาหลายคนอยากเห็นว่ายักษ์วัดโพธิ์ของจริงจะหน้าตาแบบไหน ซึ่งต้องบอกว่า ในสมัยรัชกาลที่ 3 คราวปฏิสังขรณ์วัดโพธิ์ครั้งใหญ่ ทรงโปรดให้รื้ออสูรเฝ้าประตูทั้ง 4 ออก แล้วนำลั่นถัน (ตุ๊กตาศิลาจีนรูปร่างสูงใหญ่ แต่งตัวตามอย่างขุนนางจีนทั้งฝ่ายบู๊และบุ๋น) มาวางแทน 

คราวนั้น ทรงโปรดให้หล่อรูปยักษ์ สูงราว 175 เซนติเมตร จำนวน 8 ตน ตั้งไว้ที่ทางเข้าหอไตรจตุรมุข (พระมณฑป) ตรงซุ้มประตูทั้ง 4 ด้าน ด้านละ 1 คู่ ทว่าเมื่อครั้งทำระเบียงพระมหาเจดีย์ในรัชกาลต่อมา ได้รื้อซุ้มประตูออก 2 ด้าน คือ ทศกัณฐ์กับสหัสเดชะ อยู่ประตูทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และ อินทรชิตกับสุริยภพ อยู่ประตูทิศตะวันออกเฉียงใต้

ทุกวันนี้ จึงเหลือรูปยักษ์ 2 คู่ คือ พญาขรกับสัทธาสูร อยู่ประตูทิศตะวันตกเฉียงเหนือ และ มัยราพณ์กับแสงอาทิตย์ อยู่ประตูทิศตะวันตกเฉียงใต้ เท่านั้น

หากใครฟังตำนานยักษ์วัดโพธิ์แล้วอยากเห็นรูปยักษ์ของจริง ที่แม้จะไม่สูงใหญ่เท่าในตำนาน แต่ก็มีรายละเอียดและความสวยงามชวนมอง ไปกันได้เลย! เดินทางสะดวกรวดเร็วด้วยรถไฟฟ้า MRT สถานีสนามไชย ออกจากทางออกที่ 1 เพียง 200-300 เมตร อึดใจเดียวก็ถึงวัดโพธิ์ 

เพราะวัดโพธิ์มีเรื่องราวและเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ โครงการ ‘Happy Journey with BEM’ จัดโดย การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM จึงจัด ทริปที่ 2 สถานีสนามไชย ‘ประตูเชื่อมท่องเที่ยวเกาะรัตนโกสินทร์’ วันที่ 7 พฤษภาคมนี้ เวลา 13.00-19.00 น. จากทั้งหมด 5 ทริปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ตามเส้นทางรถไฟฟ้า 5 สถานี ตลอดปี 2565

ชวนปักหมุดเช็กอินเที่ยวถิ่นประวัติศาสตร์ ที่ยังคงกลิ่นอายยุคกรุงศรีอยุธยา สืบทอดมาถึงยุครัตนโกสินทร์ พาเที่ยวพิพิธภัณฑ์ใต้ดินแห่งแรก (Site Museum) แห่งเดียวของไทย ที่สถานีสนามไชย ต่อด้วยชมไฮไลต์ต่างๆ ในวัดโพธิ์ แวะรับประทานมื้อเย็นที่มองเห็นวัดแจ้งอยู่ฝั่งตรงข้าม ปิดท้ายทริปสุดประทับใจด้วยการชมมิวเซียมสยามยามค่ำคืนแบบเอ็กซ์คลูซีฟ!

หากใครพลาดทริปนี้ ‘Happy Journey with BEM’ ยังมีอีก 3 ทริป เพื่อเติมเต็มความสุขและความประทับใจให้ทุกคน อ่านรายละเอียดแต่ละทริปได้ที่ https://www.matichon.co.th/bullet-news-today/news_3209633

นอกจากนี้ ผู้สนใจโครงการ ‘Happy Journey with BEM’ สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติม และสมัครร่วมกิจกรรมแต่ละทริปได้ที่ เฟซบุ๊ก: MRT Bangkok Metro ทวิตเตอร์: MRT Bangkok Metro อินสตาแกรม: mrt_bangkok และ โมบายแอปพลิเคชัน Bangkok MRT “เดินทางปลอดภัย สะดวก รวดเร็ว ด้วยรถไฟฟ้า  MRT”

ที่มา: www.watpho.com