หน้าแรก Happy Journey with BEM ทริปที่สองปัง...

ทริปที่สองปังต่อเนื่อง! Happy Journey with BEM’ สถานีสนามไชย ‘ประตูเชื่อมท่องเที่ยวเกาะรัตนโกสินทร์’

13.05.22 | 15:06 น.

รถไฟฟ้าขบวน BEM เดินทางถึงจุดหมายปลายทาง ทริปที่ 2 สถานีสนามไชย ‘ประตูเชื่อมท่องเที่ยวเกาะรัตนโกสินทร์’ ได้สุดประทับใจ! เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคมที่ผ่านมา ภายใต้โครงการ ‘Happy Journey with BEM’ ซึ่งเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM 

‘Happy Journey with BEM’ เติมเต็มความสุขและความประทับใจให้ผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า MRT แบบฟรีๆ ชวนผู้โชคดีที่ได้รับคัดเลือกมาร่วมกันเปิดมุมมองใหม่ เชิญชวนปักหมุดเช็กอินเที่ยวถิ่นประวัติศาสตร์แวะเยือนสถานที่ไฮไลต์ไม่ควรพลาดบนเกาะรัตนโกสินทร์ ทั้ง พิพิธภัณฑ์ใต้ดินแห่งแรก (Site Museum) แห่งเดียวของไทย วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์)  ร้าน Eat Sight Story และปิดท้ายด้วยมิวเซียมสยามยามค่ำคืนแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ภายใต้มาตรการป้องกันการระบาดของโควิด-19 อย่างเคร่งครัด อาทิ การตรวจ ATK ก่อนออกเดินทาง เป็นต้น 

ความสวยงามของสถานีสนามไชย ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสถานีรถไฟฟ้าที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของไทย

ย้อนอดีต ‘สนามไชย’ พื้นที่สำคัญบนเกาะรัตนโกสินทร์

ก่อนออกเดินทางย่ำเกาะรัตนโกสินทร์ ‘Happy Journey with BEM’ เสิร์ฟออเดิร์ฟสุดอร่อย ด้วยเกร็ดความรู้ประวัติศาสตร์สนุกๆ ในสเปเชียล ทอล์ก ‘ประตูเชื่อมท่องเที่ยวเกาะรัตนโกสินทร์’ กับวิทยากรมากความสามารถ ทั้ง รศ.ดร.ชัชพล ไชยพร รองคณบดี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และไวยาวัจกร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง หัวหน้าภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร และ คุณอรรถพล นิลละออ เจ้าหน้าที่อาวุโสส่วนงานประชาสัมพันธ์ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) 

    รศ.ดร.ชัชพล กล่าวตอนหนึ่งว่าหลงใหลในพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์มาโดยตลอด แต่ที่ผ่านมาพื้นที่บริเวณนี้ไม่ได้มีระบบคมนาคมที่เดินทางสะดวก จนกระทั่งมีรถไฟฟ้าใต้ดิน ทำให้ประชาชนสามารถเดินทางมาเยี่ยมชม และศึกษาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของบ้านเมืองได้สะดวกง่ายดายขึ้น

Advertisement
(จากซ้าย) คุณอรรถพล รศ.ดร.รุ่งโรจน์ และ รศ.ดร.ชัชพล 

รศ.ดร.รุ่งโรจน์ กล่าวเสริมว่า บริเวณสถานีสนามไชย สะท้อนถึงความเป็นราชธานีเดิม ที่มีกำแพงล้อมรอบ ฝั่งตะวันตกอิงกับแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งตะวันออกติดกับคลองโอ่งอ่าง อีกทั้งยังใกล้กับพระบรมมหาราชวัง และวัดโพธิ์ ในอดีตการบริหารกิจการบ้านเมืองต่างๆ เกิดขึ้นตรงนี้ พื้นที่สนามไชยจึงมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ และไม่เกินเลยที่จะบอกว่า เป็นหัวแหวนของกรุงเทพมหานครสมัยโบราณ

“ภายใน 1 วันตลอดเส้นทางของกิจกรรมนี้ สามารถบอกเล่าเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์บ้านเมืองตั้งแต่ยุคสมัยรัชกาลที่ 1 เรื่อยมาจนถึงสยามใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 5 และ 6 เชื่อว่าทุกคนจะได้เห็นถึงมนต์เสน่ห์ ไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป หรือประวัติศาสตร์ศิลป์ที่ยังคงหลงเหลือให้เห็นในปัจจุบัน สิ่งต่างๆ ล้วนมีคุณค่าและน่าติดตามอยู่เสมอ”

ด้านคุณอรรถพลเล่าความน่าสนใจของการก่อสร้างสถานีสนามไชย ที่โดดเด่นและแตกต่างจากการก่อสร้างสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีอื่นๆ ว่า เนื่องจากบริเวณสนามไชยมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ เต็มไปด้วยแหล่งโบราณสถาน โบราณวัตถุมากมาย รวมถึงเป็นสถานีเชื่อมฝั่งพระนครกับฝั่งธนบุรีเข้าหากัน การก่อสร้างจึงทำแบบเปิดหน้าดินไม่ได้ ต้องใช้เทคนิคพิเศษคือ ‘pipe roof’ นำท่อเหล็กมาเป็นหลังคาสถานี แล้วค่อยเดินหน้าโครงสร้างภายในต่างๆ เพื่อไม่ให้กระทบต่อสถานที่สำคัญต่างๆ บนเกาะรัตนโกสินทร์ กลายเป็นที่มาของสถานีสนามไชย ที่มีความสวยงามอย่างทุกวันนี้

พิพิธภัณฑ์ใต้ดินแห่งแรก (Site Museum) แห่งเดียวของไทย

สถานีสนามไชย ประตูสู่มรดกวัฒนธรรมไทย

เมื่อสเปเชียล ทอล์ก จบลงด้วยความประทับใจ ทริปการเดินทางจึงเริ่มต้นขึ้น เพียงมองรอบตัวก็จะพบความงดงามอลังการของสถานีสนามไชย ที่ได้รับการขนานนามว่า เป็นหนึ่งในสถานีรถไฟฟ้าที่สวยที่สุดในประเทศไทย

การออกแบบตกแต่งภายในสถานีสนามไชยสอดคล้องกับบริบทของสถานที่ตั้ง ซึ่งรายล้อมไปด้วยสถานที่สำคัญต่างๆ อาทิ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) พระบรมมหาราชวัง เป็นต้น ภายในสถานีสนามไชยจึงเต็มไปด้วยกลิ่นอายสถาปัตยกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ให้บรรยากาศเสมือนอยู่ในท้องพระโรง รวมถึงเป็นสถานที่เชื่อมต่อการเดินทางจากภายนอกสู่ใจกลางเกาะรัตนโกสินทร์ ทำให้สถานีสนามไชยเป็นดั่งประตูสำคัญที่เปิดสู่มรดกวัฒนธรรมไทย 

ผู้ร่วมทริปขณะชมโบราณวัตถุบางส่วนที่ขุดค้นพบขณะก่อสร้างสถานีสนามไชย

ความพิเศษของสถานีสนามไชยยังไม่จบเพียงแค่ความสวยงาม เพราะภายในยังมีไฮไลต์เด็ดซ่อนอยู่ ที่ฝั่งทางออก 1 นั่นคือ พิพิธภัณฑ์ใต้ดินแห่งแรก (Site Museum) และแห่งเดียวในประเทศไทย ที่มีสตอรี่สุดเจ๋ง นำเสนอความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของพื้นที่สนามไชย  ชวนผู้ร่วมทริปได้เรียนรู้เรื่องราวและกระตุ้นจินตนาการสู่อดีต บนพื้นที่ทับซ้อนตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเรื่อยมาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านเรื่องเล่า ประวัติศาสตร์ และโบราณวัตถุล้ำค่ามากมาย จากการขุดพบขณะก่อสร้างสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสนามไชย อาทิ เกือกม้า กระดูกวัว เปลือกหอยมุก เครื่องปั้นดินเผา เศษกระเบื้อง เหรียญ เป็นต้น 

พระมณฑปในวัดโพธิ์ ที่เป็นสถาปัตยกรรมจตุรมุขเครื่องยอดทรงมงกุฎ

ชมเชยประวัติศาสตร์ ที่ไม่มีวันเชย ณ ‘วัดโพธิ์’

หลังจากศึกษาเรื่องราวประวัติศาสตร์ชั้นใต้ดินอย่างเต็มอิ่ม ก็ถึงเวลาออกไปรู้จักเกาะรัตนโกสินทร์ให้มากขึ้น ผ่านการเดินย่ำย่านเกาะรัตนโกสิทร์ ใช้เวลาเพียงอึดใจก็ถึงจุดหมายปลายทาง ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์) 

เดิมวัดโพธิ์เป็นวัดสมัยอยุธยา ต่อมา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงโปรดให้บูรณะใหม่  เมื่อแล้วเสร็จก็มีงานเฉลิมฉลอง และพระราชทานนามใหม่ว่า วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาวาศ และทรงแต่งตั้งเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 1 จากนั้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดให้บูรณปฏิสังขรณ์วัดโพธิ์ครั้งใหญ่ ใช้เวลาถึง 16 ปี 7 เดือน พอล่วงเข้ารัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็มีการเปลี่ยนท้ายนามวัดเป็น วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

วัดโพธิ์นับเป็นสถานที่สำคัญของผู้คนทุกยุคทุกสมัย แม้เวลาจะผ่านไปนับร้อยปี พื้นที่แห่งนี้ยังคงเป็นสถานที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวพุทธ เป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ทั้งแง่ศิลปะ การแพทย์ ความรู้ และพุทธประวัติ จนถูกขนานนามว่า ‘มหาวิทยาลัยเปิดแห่งแรกของประเทศไทย’ หรือในบริบทปัจจุบัน วัดโพธิ์ก็ได้เพิ่มบทบาทใหม่ที่สำคัญให้สังคม ในฐานะแหล่งท่องเที่ยว ‘Unseen Thailand’ สำคัญที่ไม่ควรพลาดดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้เข้ามายลโฉมความงามของวัดโพธิ์อย่างไม่ขาดสาย

ศิลปะแบบจีนและการประดับกระเบื้องเคลือบ ได้รับความนิยมอย่างมากในรัชกาลที่ 3

การมาเที่ยวครั้งนี้ได้ช่วยเติมเต็มการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมให้สนุกขึ้นไปอีกขั้น บางสิ่งที่เราเคยเห็นคุ้นตาภายในวัด อาทิ ซุ้มประตู เจดีย์ ตุ๊กตาจีน รวมถึงพระพุทธรูปที่เรียงรายอยู่โดยรอบ แต่อาจไม่รู้ที่มาและความหมาย ได้แปรเปลี่ยนเป็นวัตถุมากคุณค่า และเต็มไปด้วยเรื่องเล่าสนุกๆ น่าติดตาม อย่างที่ รศ. ดร.รุ่งโรจน์ ได้หยิบยกออกมาเล่าให้เห็นถึงความสำคัญ  

ไม่ว่าจะเป็นซุ้มประตูจีนที่ตั้งตระหง่าน ถูกผูกเรื่องราวกับภาพการขนส่งบนเรือสำเภาขนาดใหญ่จากแดนมังกรมายังสยาม ลวดลายกระเบื้องตกแต่งเจดีย์ เป็นหลักฐานสะท้อนถึงความวิจิตรในการก่อสร้าง ชวนจินตนาการน่าหลงใหล จากฝีมือชั้นครูของช่างสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ 

นอกจากการถ่ายทอดความรู้ให้ผู้ร่วมทริป  รศ. ดร.รุ่งโรจน์ ยังบอกเล่าถึงความประทับใจในกิจกรรม ‘Happy Journey with BEM’ ด้วยว่า

“ผมรู้สึกว่า Happy with BEM เป็นโครงการที่ดี ที่นำเอาการท่องเที่ยวมาร้อยเรียงผ่านสถานีต่างๆ เป็นกิจกรรมที่เก๋มากๆ ยิ่งทำให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน เกิดคุณค่าและมูลค่า ให้พื้นที่โดยรอบได้ กระตุ้นทั้งเศรษฐกิจและวัฒนธรรมให้กับย่าน และที่สำคัญกลายเป็นโมเดลให้ประชาชนที่พลาดโอกาสมาร่วมทริป ได้มาท่องเที่ยวตามทริปนี้ได้ง่ายๆ 

“อย่างสถานีสนามไชย ที่เราพาทุกคนไปอัดแน่นความรู้และความสนุก เอาแค่เรื่องการออกแบบพื้นที่ภายในของสถานีรถไฟฟ้าให้เหมือนเป็นท้องพระโรง พระราชวัง หรือความเป็นย่านประวัติศาสตร์เก่าแก่ของย่านรัตนโกสินทร์ ก็บอกเล่าความสวยงามและความเก๋ไม่หมดแล้ววันนี้  นอกจากนั้น ยังมีไฮไลต์เด็ดอย่างตำหนักวาสุกรี ที่น้อยคนจะได้มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมชมความงามภายใน นับว่าเป็นทริปที่เอ็กซ์คลูซีฟมากๆ”  รศ. ดร.รุ่งโรจน์ บอกเล่าถึงความประทับใจในกิจกรรม  

พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล

ภายในวัดยังโดดเด่นด้วยพระมหาเจดีย์สี่รัชกาลขนาดใหญ่สะดุดตา ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว  แต่ละองค์เป็นเจดีย์ย่อไม้สิบสองเพิ่มมุม ประดับกระเบื้องเคลือบ และกระเบื้องเครื่องถ้วยลวดลายต่างๆ บริเวณซุ้มประตูมีลักษณะการตกแต่งไทยประยุกต์แบบจีน ซึ่งแต่ละองค์จะมีสีต่างกัน ประกอบด้วย พระมหาเจดีย์ศรีสรรเพชดาญาณ พระมหาเจดีย์ประจำรัชกาลที่ 1 พระมหาเจดีย์ดิลกธรรมกรกนิทาน พระมหาเจดีย์ประจำรัชกาลที่ 2 พระมหาเจดีย์มุนีบัตบริขาร พระมหาเจดีย์ประจำรัชกาลที่ 3 และ พระมหาเจดีย์ทรงพระศรีสุริโยทัย พระมหาเจดีย์ประจำรัชกาลที่ 4 

พระพุทธไสยาส

มาวัดโพธิ์ทั้งที หากไม่เยี่ยมชม พระวิหารพระพุทธไสยาส (วิหารพระนอน) ก็คงถือว่ามาไม่ถึง เพราะในพระวิหารประดิษฐานพระนอนองค์ใหญ่อันดับ 3 ของไทย และใหญ่สุดในกรุงเทพมหานคร ซึ่งลักษณะเด่นของพระนอนแห่งวัดโพธิ์นั้น นอกจากจะมีพระพักตร์อิ่มเอิบแล้ว ที่ฝ่าพระบาทยังประดับมุกเป็นภาพมงคล 108 ประการอีกด้วย 

ความน่าสนใจของวิหารพระนอนไม่ได้มีเพียงพระพุทธไสยาส แต่ยังมีจิตรกรรมฝาผนังอันวิจิตรงดงาม เปรียบเสมือนบันทึกสรรพวิชาต่างๆ ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้

อิ่มเอมใจกับความงดงามภายในวิหารพระนอน

บริเวณบานหน้าต่าง ด้านนอกเขียนลายรดน้ำเป็นภาพเครื่องศัสตราวุธโบราณ ด้านในเขียนภาพสีน้ำมันลายดอกพุดตานก้านแย่ง ผนังเหนือบานประตูและหน้าต่างเขียนเรื่องมหาวงศ์ พงศาวดารลังกาทวีป  ส่วนบานประตู ด้านนอกเขียนลายรดน้ำลายผูกอาวุธเป็นภาพเครื่องศัสตราวุธโบราณ ด้านในเป็นภาพเขียนสีน้ำมันพื้นสีแดงรูปพระยานาคราช เป็นต้น

พระตำหนักวาสุกรี ที่น้อยคนนักจะได้มีโอกาสเข้าชม

ข้ามไปฝั่งสังฆาวาส เยี่ยมชม ‘พระตำหนักวาสุกรี’

 ตื่นตากับความงดงามฝั่งพุทธาวาสกันเสร็จสรรพ ก็ถึงคราวที่ลูกทริป ‘Happy Journey with BEM’ ข้ามฝั่งสู่เขตสังฆาวาส เพื่อชมไฮไลต์สุดพิเศษ คือ พระตำหนักวาสุกรี เพชรเม็ดงามที่ไม่เปิดให้ใครเข้าไปเยี่ยมชมกันบ่อยนัก ซึ่งสถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่ประทับของ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส พระราชโอรสในรัชกาลที่ 1 ทรงเป็นเจ้านายชั้นสูงพระองค์แรก ที่ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้าองค์ที่ 7 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 

ห้องทรงพระอักษรในพระตำหนักวาสุกรี 

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงเป็นหนึ่งในมหากวีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงมีผลงานเป็นที่ปรากฏชัดมากมาย อาทิ ปฐมสมโพธิ ซึ่งเป็นผลงานชิ้นเอกทางพระพุทธศาสนา กระทั่งยูเนสโกได้ประกาศยกย่องให้พระองค์เป็นผู้มีผลงานดีเด่นด้านวัฒนธรรมระดับโลก (กวีเอกของโลก) 

ปัจจุบันพระตำหนักวาสุกรีเป็นที่ประดิษฐานพระโกศทรงฝรั่ง บรรจุพระอัฐิของพระองค์ ซึ่งเมื่อทุกคนก้าวเข้าสู่พระตำหนักวาสุกรี ก็จะพบจุดนี้เป็นจุดแรก ภายในยังมีห้องบรรทม และห้องทรงพระอักษร ที่ได้รับการบูรณะให้มีความสมบูรณ์ ชวนให้คิดถึงวันเก่าก่อน ที่พระองค์ทรงพระนิพนธ์ผลงานชิ้นเอก ณ พระตำหนักแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็น สรรพสิทธิคำฉันท์ กฤษณาสอนน้องคำฉันท์ ลิลิตตะเลงพ่าย ลิลิตกระบวนพยุหยาตราพระกฐินสถลมารคและชลมารค เป็นต้น

ชมวิวริมน้ำ เพลินตาวัดอรุณฯ 

เมื่อจัดเต็มความรู้ทางประวัติศาสตร์แสนเพลิดเพลินกันแล้ว ก็ถึงคราวดื่มด่ำบรรยากาศยามเย็นของเกาะรัตนโกสินทร์ให้เต็มอิ่ม ที่ร้าน Eat Sight Story ร้านอาหารไทยฟิวชัน ย่านท่าเตียน ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่นอกจากจะมีอาหารอร่อยๆ พร้อมเสิร์ฟให้ผู้ร่วมทริป ยังมีไฮไลต์ความงามเป็นวิวของวัดอรุณราชวราราม ซึ่งตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงข้าม

มิวเซียมสยาม

‘มิวเซียมสยาม’ ยามค่ำคืน งามล้ำจำไม่ลืมเลือน

ส่งท้ายความประทับใจสุดเอ็กซ์คลูซีฟในโครงการ ‘Happy Journey with BEM’  สถานีสนามไชย ‘ประตูเชื่อมท่องเที่ยวเกาะรัตนโกสินทร์’ ให้ตราตรึง ณ มิวเซียมสยาม ยามค่ำคืน 

เติมเชื้อไฟแห่งการเรียนรู้ เสริมสร้างจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ผ่านอาคารกระทรวงพาณิชย์เก่าสมัยรัชกาลที่ 6 ที่ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ ชวนทุกคน ‘เพลิน’ ภายใต้แนวคิด Play + Learn ผ่านกิจกรรมเน้นกระบวนการความคิด กระตุ้นให้เกิดการตั้งคำถาม ผสมผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อให้การเรียนรู้ประวัติศาสตร์และเรื่องราวต่างๆ เป็นไปอย่างสนุกสนาน 

เมื่อแสงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า ก็ถึงเวลาของแสงไฟยามค่ำคืนที่สาดส่องลงบนตัวอาคาร ก่อเกิดเป็นความงดงามปรากฏตรงหน้า ก่อนพาทุกคนเข้าไปชมนิทรรศการชุด ‘ถอดรหัสไทย’ เรียนรู้ความเป็นไทย และพัฒนาการความเป็น ‘ไทย’ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน จากบริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย

นิทรรศการภายในมิวเซียมสยาม

นิทรรศการ ‘ถอดรหัสไทย’ สามารถถ่ายทอดความเป็นไทยออกมาได้อย่างร่วมสมัยและน่าสนใจ ผ่านรูปแบบการนำเสนอที่แปลกใหม่ ด้วยการใช้เทคโนโลยีอย่างโมชันกราฟิกสวยงาม เข้ามาเล่าเรื่องเก่าให้สนุกและเข้าถึงง่ายมากขึ้น รวมถึงจัดกิจกรรมให้ผู้ชมมีส่วนร่วมผ่านการหยิบจับ การอ่าน การกดปุ่มให้เกิดเสียง สร้างความเพลิดเพลินและสนุกสนานในการเรียนรู้ยิ่งขึ้น 

ห้องใต้หลังคา ที่เปิดเฉพาะโอกาสพิเศษเท่านั้น

ความเอ็กซ์คลูซีฟของการเข้าชมมิวเซียมสยามครั้งนี้ ยังอยู่ที่การพาทุกคนไปสำรวจ ‘ห้องใต้หลังคา’ ของมิวเซียมสยาม ที่น้อยคนนักจะได้ขึ้นไปเยี่ยมชม เพื่อศึกษาความชาญฉลาดของสถาปัตยกรรม วิศวกรรมของผู้ออกแบบเมื่อร้อยปีก่อน ในการแก้ปัญหาความร้อน ความชื้น ปัญหาด้านอัคคีภัย รวมถึงการออกแบบฟังก์ชันการใช้งาน การเลือกใช้วัสดุ ซึ่งทั้งหมดเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้อาคารแห่งนี้ยังคงยืนหยัดมาได้ร่วมศตวรรษ

ภาพความประทับใจของทุกคน

เก็บความประทับใจ ‘Happy Journey with BEM’ 

เมื่อเป็น ‘Happy Journey with BEM’ แน่นอนว่าต้องมอบความแฮปปี้ให้ทุกคนเต็มที่! ซึ่งผู้ร่วมทริปทุกคนต่างเก็บเกี่ยวความสุขและความประทับใจกลับไปอย่างเต็มอิ่ม

รศ.ดร.ชัชพล หนึ่งในวิทยากรช่วงสเปเชียล ทอล์ก กล่าวถึงความรู้สึกที่ได้ร่วมกิจกรรมทริปที่ 2 สถานีสนามไชย ว่า 

“บรรยากาศกิจกรรม BEM ในวันนี้เต็มไปด้วยความอบอุ่น มีผู้มาร่วมกิจกรรมมากมาย ที่สนใจในแง่มุมหลากหลาย ทั้งมุมมองเชิงประวัติศาสตร์ วิศวกรรม สถาปัตยกรรม นับว่าเป็นการบุกเบิกการท่องเที่ยวแนวใหม่ ที่ไม่จำเป็นต้องตั้งหน้าตั้งตาท่องเที่ยวด้านใดด้านหนึ่ง แต่เป็นการนำเอาสหวิชาที่หลากหลาย นำเอาทั้งความคิดในเชิงมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ เข้ามาผสานรวมกันอย่างลงตัว ถือเป็นลักษณะของการเรียนรู้แนวใหม่สำหรับสังคมไทย ซึ่งทาง BEM ก็จัดขึ้นเป็นการนำร่องเชิงนวัตกรรมการท่องเที่ยว ที่ผูกติดกับพื้นที่ได้อย่างน่าสนใจอย่างยิ่ง

“จริงๆ แล้วทุกพื้นที่ในกรุงเทพมหานครล้วนมีเสน่ห์ และมีคำอธิบายที่ผูกโยงกับประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ ไม่ว่าสถานีรถไฟฟ้าจะไปปรากฏขึ้นที่ใดก็ตาม สถานที่แห่งนั้นย่อมมีคุณค่าที่จะเรียนรู้ ดังนั้นทริปทั้งหลายที่ BEM จัด เป็นสิ่งที่ท่านทั้งหลายไม่ควรพลาด”

ส่วนผู้ร่วมทริปอย่าง คุณชุมภูนุช เขียวคง เผยว่า ใช้บริการรถไฟฟ้า MRT เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอได้รับอีเมลโปรโมทกิจกรรมจาก MRT ก็เกิดความสนใจ เพราะเป็นคนชอบท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม จึงสมัครเข้าร่วมทริป

“ชอบเดินย่านรัตนโกสินทร์ ซึ่งที่จริงเคยไปทั้งมิวเซียมสยาม วัดโพธิ์ หรือวัดอื่นๆ โดยรอบมาหมดแล้ว แต่ครั้งนี้คิดว่าการมีวิทยากรมาให้ความรู้ระหว่างนำเที่ยว จะช่วยเปิดประสบการณ์ มอบความรู้ และเปลี่ยนให้การเที่ยวครั้งนี้สนุกขึ้นกว่าเดิม จึงตัดสินใจร่วมทริปกับ BEM ซึ่งไม่ผิดหวังเลย ประทับใจมากๆ” 

คุณวสันต์ ปรีเปรม บอกเล่าความประทับใจทริปนี้ว่า ใช้บริการรถไฟฟ้า MRT ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว และชอบหยิบนิตยสารของ MRT มาอ่าน กระทั่งเปิดไปเจอคอลัมน์โครงการ ‘Happy Journey with BEM’ ทริปแรก สถานีวัดมังกร จึงเกิดความสนใจอยากเข้าร่วม 

“เป็นคนชอบเที่ยววัด เที่ยวพิพิธภัณฑ์ ชอบเดินย่านเก่าๆ ช่วงวันหยุดอยู่แล้ว พอรู้ว่า BEM จัดกิจกรรมนี้ เลยเสิร์ชข้อมูลแล้วก็พบว่าเป็นกิจกรรมที่น่าสนใจมากๆ เพราะพาไปชมสถานที่ไฮไลต์ ที่ปกติไม่เปิดให้เข้าชมง่ายๆ ทั้งพระตำหนักวาสุกรี ห้องใต้หลังคา เลยสมัคร คิดในใจว่าถ้าไม่ได้ครั้งนี้ก็จะไปร่วมทริปอื่นๆ ให้ได้ ปรากฏว่าได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ ดีใจที่ได้มาร่วมเที่ยวกับ BEM ในครั้งนี้”

ด้าน คุณกนกวรรณ ธรรมเกียรติ ก็บอกว่า ทราบว่ามีทริปนี้จากอีเมล พอศึกษารายละเอียดก็สนใจเข้าร่วม เพราะแม้จะเป็นสถานที่ที่หลายคนคุ้นเคย แต่มั่นใจว่า การมาทริปนี้จะได้รับความรู้ใหม่ๆ จากวิทยากรอย่างแน่นอน

“ช่วงโควิดอยากเที่ยวก็เที่ยวไม่ได้ เพราะห่วงเรื่องความปลอดภัย แต่พอเป็นทริปนี้ เห็นว่า BEM มีการจัดการที่ดี และจำนวนผู้ร่วมทริปกำลังดี ทำให้อุ่นใจและกล้าออกมาเที่ยว” 

เรื่องราวทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความสำเร็จในทริปที่ 2 สถานีสนามไชย ภายใต้โครงการ ‘Happy Journey with BEM’ ที่สร้างทั้งความสุขและความสนุกให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรม แต่นอกเหนือไปจากนั้นยังสร้างบรรยากาศกระตุ้นการท่องเที่ยวคืนกลับสู่ชุมชนให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งด้วยเช่นกัน 

ผู้ที่พลาดโอกาสในการร่วมขบวน 2 ทริปแรก ไม่ต้องเสียใจ เพราะ ‘Happy Journey with BEM’ ยังมีอีก 3 ทริปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ให้เที่ยว แวะ แชะ ชิมกันแบบฟรีๆ !! 

สถานีสามย่าน ‘แคมปัส ทัวร์ จุฬาฯ ร้อยห้าปี’ วันที่ 23 กรกฎาคม 2565
สถานีหัวลำโพง ‘Street Photo Walk เดิน ถ่าย ทัวร์’ วันที่ 8 ตุลาคม 2565
สถานีอิสรภาพ ‘ตามรอยพระเจ้าตากสิน เที่ยวฝั่งธน’ วันที่ 17 ธันวาคม 2565

ปักหมุดให้พร้อม ติดตามรายละเอียดและร่วมสนุก เพื่อลุ้นเป็นผู้โชคดีเข้าร่วมทริป ‘Happy Journey with BEM’ ได้ที่เฟซบุ๊ก: MRT Bangkok Metro ทวิตเตอร์: MRT Bangkok Metro อินสตาแกรม: mrt_bangkok และ โมบายแอปพลิเคชัน Bangkok MRT “เดินทางปลอดภัย สะดวก รวดเร็ว ด้วยรถไฟฟ้า  MRT”